Category Archive : ประวัติศาสตร์

อาณาจักรประเทศไทย

อาณาจักรไทยตั้งอยู่บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนหน้าที่จะมีอาณาจักรนี้ก็จะมีอยู่อีกหลายๆชุมนุมเลยที่เคยอยู่ตั้งมาในที่นี้ในสมัยก่อนย้อนกลับไปเมื่อประมาณห้าพันปีแต่ทว่าหลักฐานการมีอยู่ของชั้นชนพวกนั้นมันก็มีอยู่น้อยมากจนทำให้เราได้รู้เพียงแค่ว่าเคยมีอาณาจักรอื่นๆอยู่

ดังนั้นเราก็มาเริ่มกับอาณาจักรที่มันพอจะมีหลักฐานอะไรที่ให้ได้พูดถึงกันบ้างดีกว่านั่นก็คืออาราจักรฟูนันโดยเป็นอาณาจักรที่อยู่ในประเทศกัมพูชาครอบคุมมาจนถึงตอนกลางของประเทศไทยในปัจจุบันถึงแม้ว่าหลายๆคนอาจจะไม่คุ้นชื่อกับอาณาจักรนี้แต่ว่ามันก็เป็นอาณาจักรโบราณที่มีการค้าขายแลกเปลี่ยนไปจนถึงโลกตะวันตกเลย

เนื่องจากว่ามันได้มีหลักฐานในการแลกเปลี่ยนเหรียญของชาวโรมันสินค้าจากชาวจีนแล้วก็อินเดียจากนั้นเมื่อราวๆ1,600ปีที่แล้วอาณาจักรทวารวดีก็ได้เกิดขึ้นทางด้านฝั่งซ้ายของประเทศไทยส่วนทางฝั่งขวาที่เป็นดินแดนของประเทศกัมพูชาในปัจจุบันก็มีการตบตีกันใหญ่ในช่วงนั้นกันเลยแยกเป็นอาณาจักรเหนือใต้

นอกจากนี้แล้วจนได้มีอาณาจักรเล็กๆอาณาจักณหนึ่งท่ามกลางพวกชาวชื่อว่าอาณาจักรเขรมได้ขยายอำนาจขึ้นมาแล้วก็บอกว่าทุกคนหุบปากเสร็จแล้วก็รวบรวมดินแดนทั้งหมดรามมาถึงฝั่งทวารวดีด้วยในขณะเดียวกันที่ประเทศจีนทางตอนใต้ก็มีความวุ่นวายเกิดขึ้นเช่นกันก็เลยทำให้กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งรำคาญแล้วก็หนีลงมา

ซึ่งกลุ่มคนพวกนี้แหละก็คือบรรพบุรุษชาวไทยในยุคแรกที่ได้อพยพลงมาแล้วก็มาอยู่ตามอาณาจักรของชาวเขรมพวกชาวเขรมจะเรียกพวกเหล่านี้ว่าชาวสยามต่อมาชาวเขรมก็ได้เสื่อมอำนาจลงพวกคนไทยที่อยู่บริเวณทำไมเราไม่มาปกครองตัวเองเสียเลยก็เลยเริ่มกันสร้างอาราจักรสุโขทัยขึ้นมา

ในขณะเดียวกันทางภาคเหนือก็ได้เกิดอาณาจักรอีกอาณาจักรหนึ่งของประเทศไทยขึ้นมาที่อาจจะไม่ค่อยได้พูดถึงกันในบทเรียนนั่นก็คืออาณาจักรล้านนา

ซึ่งอาณาจักรล้านนากับสุโขทัยก็นับว่าเป็นพันธมิตรที่ดีอย่างยาวนานเลยสุโขทัยก็ได้มีมหาราชองค์หนึ่งได้กำเนิดขึ้นมาที่เราได้รู้จักกันในนามของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้เริ่มครองราชย์ประมาณปี พ.ศ.1826หลายๆคนก็คงจะรู้แล้วว่าพ่อขุนรามได้เป็นบิดาแห่งภาษไทย

แต่ทว่ายังได้มีอีกหลายๆเรื่องที่อาจจะไม่ได้พูดถึงถึงก็อย่างเช่นพ่อขุนรามคำแหงเป็นคนที่สนใจในศาสนาพุทธเป็นอย่างมาก

ดังนั้นช่วงนั้นเองก็จะเป็นช่วงที่ศาสนาพุทธได้เข้ามาที่ประเทศไทยแล้วก็มีบทบาทอย่างมากเลยในอาณาจักรไทยตรงกันข้ามกับชาวเขรมก็เลยทำให้ในสมัยนั้นที่สุโขทัยมีการสร้างวัดอะไรขึ้นมาเยอะแยะมากมาย

นอกจากนั้นเองพ่อขุนรามคำแหงก็ยังเป็นองค์กษัตริย์ที่มีความทะเยอทะยานจึงทำให้อาณาจักรสุโขทัยได้กลายมาเป็นอาณาจักรที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุดในยุคนั้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 1000

ราชวงศ์หยวนพังสลายด้วยเรื่องอะไร

ซึ่งในช่วงท้ายของราชวงศ์หยวนความเสื่อถอยนั้นเกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียวทั้งนี้เราได้ทำการสรุปสาเหตุหรือว่ามูลเหตุการเสื่อมถอยของราชวงศ์หยวนก็จะประกอบไปด้วยสองประการหลัง

โดยในประการที่หนึ่งเกิดการแย่งชิงอำนาจกันเกิดขึ้นก็เรียกได้ว่ามองโกเรียนเองก็ไม่ได้มีกดเกณฑ์หรือแบบแผนที่ชัดเจนในการสืบทอดราชบัลลังก์

ดังนั้นเลยมีการแย่งชิงอำนาจกันในหมู่พระญาติในหมู่พระราชวงศ์หยวนอย่างมากมายเลยทีเดียวและในสิ่งนี้ก็ได้เกิดความวุ่นวายแล้วก็เกิดความไม่มีเสถียรภาพในการปกครองภายในเรียกในว่ามีการแตกร้าวจากภายในราชวงศ์หยวนเอง

ส่วนประการที่สอง ในยุคสมัยหลังๆของราชวงศ์หยวนเชื้อพระวงศ์หยวนแล้วก็ขุนน้ำขุนนางต่างๆก็ทำการกดขี่ข่มเหงประชาชนอย่างมากมายเลยทีเดียว

ซึ่งมันก็จะดูคล้ายๆกับปลายสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกดังนั้นประชาชนต่างๆก็เกิดการลุกฮือกันเกิดขึ้นแล้วก็มีการรวมกลุ่มกันเกิดขึ้นในการต่อต้านอำนาจของราชวงศ์หยวนอย่างมากมายและแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วกว้างขวางเลยทีเดียว

นอกจากนี้มีลูกหลานชาวนาในบริเวณนั้นก็กำลังบวชอยู่สำหรับคนที่กำลังบวชอยู่ในขณะนั้นคนหนึ่งก็คือ จูหยวนจาง และจูหยวนจางที่กำลังบวชอยู่แต่ว่ายังลุกเป็นไฟเลยทีเดียวจึงได้ทำให้จูหยวนจาง นั้นก็บวชเป็นพระอยู่ได้ไม่นานก็จะต้องศึกออกมาเพื่อมาทำการร่วมมือกับกระบวนการต่อต้านราชวงศ์หยวน

เนื่องจากนี้จูหยวนจาง เองก็มีความจำเป็นที่จะต้องศึกออกมาเพื่อจะเข้าร่วมกระบวนการต่อต้านพยายามที่จะขับไล่พวกมองโกออกไปจากผืนแผ่นดินจีนให้ได้เลยทีเดียวโดยหากเราจะมากล่าวถึงมูลเหตุอีกหนึ่งครั้งว่าทำไมชาวบ้านชาวจีนชาวนาอะไรต่างๆอาจจะต้องทำการลุกฮือขึ้นมาเพื่อขับไล่ราชวงศ์หยวนให้ออกไปจากผืนจีนก็ประกอบไปด้วยสองสาเหตุด้วยกัน

โดยในสาเหตุที่หนึ่งทางการก็ได้มีการจับเก็บภาษีที่จะหนักข้อขึ้นทุกวันเพราะว่าอาจจะต้องใช้เงินใช้ทองมากๆเลยทีเดียวแล้วก็ในสาเหตุที่สองในขณะนั้นในผืนแผ่นดินจีนก็เกิดภัยพิบัติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องรุนแรงยาวนานพอสมควรเลย

เพราะฉะนั้นแล้วเลยทำให้เหล่าชาวบ้านนั้นได้มีความกดดันทั้งจากการปกครองของผู้ปกครองส่วนกลางรวมไปถึงภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเป็นการซ้ำเติมอย่างแสนสาหัสของชาวบ้านดังนั้นพวกชาวบ้านก็เลยทำการลุกฮือขึ้นมากันเกิดขึ้นแล้วก็มีการก่อกบฏกันเกิดขึ้นอย่างมากมายทั่วทั้งแผ่นดินเลยก็ว่าได้

โดยจูหยวนจางเมื่อศึกออกมาแล้วก็ไปเข้าร่วมกับลัทธิบัวขาวแล้วก็เข้าร่วมกับกองทัพผ้าแดงเพื่อทำการต่อต้านขับไล่ชาวมองโกราชวงศ์หยวนให้ออกไปจากผืนแผ่นดินจีน

 

สนับสนุนโดย  aesexy

นายปรีดี พนมยงค์ คนสำคัญของโลก

ในช่วงเวลา50ปีที่ผ่านมาหรือกว่านั้น นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นทั้งนักปฏิวัติ ปัญญาชน รัฐบุรุษและผู้ลี้ภัยทางการเมืองมีบทบาทอันสำคัญแต่ก็เป็นบทบาทที่ยังมีความเห็นขัดแย้งกันอยู่ในวงการเมืองของประเทศไทย

เขาได้ถือกำหนดเมื่อปี2443และเริ่มเด่นขึ้นมาในฐานะนักเรียนกฎหมายที่ชาญฉลาดได้ทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาต่อกรุงปารีสในช่วงนั้นเองเขาได้กลายเป็นผู้นำทางความคิดของนักเรียนไทยกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่ง

ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้ก่อตั้งคณะราษฎรขึ้นในปี2475คณะราษฎรได้ล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และนายปรีดีเป็นผู้ที่รับผิดชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยขึ้นมาในโอกาสครบรอบ50ปีของการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้น ในประเทศไทยเมื่อปีกลาย

นายปรีดี ได้ให้สัมภาษณ์บีบีซี โดนตอนหนึ่งได้พูดถึงความหมายของคำว่าประชาธิปไตยคืออะไรมันคือ “ระบบปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่ ปวงชนแสดงมติโดยวิธีประชามติอย่างหนึ่งอีกอย่างหนึ่งปวงชนแสดงมติโดยผ่านรัฐสภา

ซึ่งสมาชิกทุกคนของรัฐสภาเป็นผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากราษฎรสำหรับประเทศไทยที่มีพลเมืองมากนั้นก็ควรถือวิธีที่สองเป็นหลักประกอบด้วยวิธีที่หนึ่งในบางกรณี” แต่ความคิดของนายปีดีนั้นก้าวไกลกว่าบรรดาสมาชิกส่วนใหญ่ในคณะราษฎร

ในปี2476เขาร่างแผนการปฏิรูประบบเศรษฐกิจของประเทศไทยขึ้นมาเสียใหม่และแผนการนี้เองทำให้เขากลายเป็นเป้าของความขัดแย้งถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์และต้องออกไปอยู่ต่างประเทศต่อมาได้มีการทำรัฐประหารและนายปรีดีได้กลับกรุงเทพมหานครหวนสู่วงการเมืองอีกครั้งหนึ่ง

คราวนี้ได้เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย รัฐมนตรีต่างประเทศ และรัฐมนตรีคลัง ตามลำดับในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่2ขณะที่ได้ดำรงตำแหน่งอยู่นั้น นายปรีดี พนมยงค์ก็มุ่งมั่นพยายามที่จะปรับปรุงระบบราชการของไทยให้ทันสมัยและเป็นประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติโดยส่วนรวมแต่ความคิดของเขาทำให้เกิดการชิงดีชิงเด่นกันขึ้นมาภายในคณะราษฎรอันมีสมาชิดส่วนใหญ่เป็นทหารภายใต้การนำของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม 

ซึ่งต่อมาก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้นความแตกแยกระหว่างบุคคลทั้งสองนี้ก็เห็นชัดขึ้น

เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม ตัดสินใจร่วมมือกับญี่ปุ่นและประกาศสงครามกับสหรัฐและอังกฤษนายปรีดี พนมยงค์ได้ถูกปลดจากคณะรัฐมนตรีและตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เขาได้ใช้ตำแหน่งนี้ให้เป็นประโยชน์โดยจัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น

ดังนั้นเมื่อญี่ปุ่นได้แพ้สงครามเขาก็กลับมามีอำนาจอีกและได้ลบล้างมลทินของประเทศไทยในฐานะผู้ร่วมมือกับญี่ปุ่นไปได้แต่ช่วงแห่งความมีชัยนั้นสั้นพอนายปรีดีได้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี2489ก็เกิดกรณีสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลขึ้นและคดีนี้ก็ยังเป็นคดีปริศนาอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้

ยุคของเรอเนซองส์เป็นอย่างไรกัน?

นอกจากนี้การที่จะขยายตัวของอารยธรรมของอิสลามก็เข้าไปสู่แอฟริกามีอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นมากมายในแถบซาฮารานอกจากนี้ยังได้มีการค้าขายกับจีนอีกด้วยทางตะวันออกไปอีกคือจีน

ซึ่งก็เป็นเรื่องราวของเขาเองไปอีกทางหนึ่งใน1พันปีก็ได้มีราชวงศ์เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเรื่อยๆมีราชวงศ์ที่อยูปกครองถึง300ปีแล้วก็ได้มีช่วงที่แตกแยกวุ่นวายตามสไตล์จีนอย่างไรก็ตามจีนก็เป็นจีนไปความเจริญรุ่งเรืองสลับกับวุ่นวายตกต่ำและต่อสู้กับพวกชนเผ่านอกกำแพงอยู่ตลอดจนแพ้และได้ถูกมองโกลเข้าปกครองในช่วง ค.ศ.1200แล้วราชวงศ์มองโกลก็ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้จีนเพิ่มขึ้นไปเราแค่อยากจะย้ำว่ายุคของเรอเนซองส์นี้แม้ว่าจะมีความสำคัญมากแต่ก็ไม่ใช่ทางทั้งหมดของประวัติศาสตร์โลกอีกอย่างหนึ่งก็คือความสพคัญของยุคเรอเนซองส์ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างหนักในหมู่นักประวัติศาสตร์

เพราะว่าถ้าได้ศึกษากันลงไปแบบลึกๆจะพบว่าปรากฎการณ์เรอเนซองส์นี่ไม่ได้เกิดขึ้นที่อิตาลีเป็นที่แทรกเพราะว่ายังได้มีอีกหนึ่งสิ่งที่เรียกว่า คาโรลินเจียนเรอเนซองส์ในศตวรรษที่8 และ ออตโตเนียน เรอเนซองส์ ในศตวรรษที่11

นอกจากนี้ก่อนหน้าขอยุคเรอเนซองส์ที่เราได้เรียกยุคนั้นว่า “ยุคกลาง” คือช่วงเวลาประมาณศตวรรษที่5ถึงศตวรรษที่15เป็นยุคหลังจากที่อาณาจักรโรมัมนตะวันตก ได้ล่มสลายลง ระบบระเบียบการปกครองแบบอาณาจักรโรมันล่มสลายประชาชนไม่ได้รับการคุ้มครองจากจักรวรรดิอีกต่อไป

จึงจำเป็นที่จะต้องหันหน้าเข้าหาเหล้านักรบหรือว่าเจ้าขุนมูลนายเข้าสู่ยุคศักดินาเอาแรงงานเข้าแลกกับความคุ้มครองของมูลนายหรือว่าขุนนางศึกได้เกิดระบบทาสติดที่ดินที่ทำงานแลกความคุ้มครองไปจนตายคุณภาพชีวิตค่อนข้างแย่คริสตจักรมีอิทธิพลสูงและร่ำรวยมีการทำสงครามศาสนาคือสงครามครูเสดนั่นเอง

การศึกษาได้ถูกจำกัดอยู่เฉพาะในหมู่ชนชั้นสูงและศาสนาจักรคนส่วนมากไม่รู้หนงสือศิลปะและวิทยาศาสตร์ปรัชญา แนวคิด สถาปัตยกรรมที่เคยเฟื่องฟูในยุคจักรวรรดิโรมันก็สูญหายไปหรือไม่ก็ถูกเก็บไว้ในโบสถ์และถูกลืมไปในที่สุด

เนื่องจากอำนาจที่ได้กำหนดชีวิตคนก็คือศาสนจักรความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวผิดจากนั้นถือว่านอกรีตมีความผิดทั้งหมดความศักดิ์ของศาสนาจักรคือที่สุดมนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่อรับใช้พระเจ้าผ่านทางศาสนจักรและมุ่งหวังชีวิตอมตะกับพระผู้เป็นเจ้าหลังความตาย

ซึ่งเรอเนซองส์จึงหมายถึงช่วงเวลาที่มีการรื้อฟื้นศิลปะและวิทยาการต่างๆกลับคืนมาก็คือการนำเอาองค์ความรู้ต่างๆในช่วงก่อนยุคกลางก็คือช่วงของที่อาณาจักรกรีกโบราณและโรมันรุ่งเรืองหรือยุคคลาสสิค

นายปรีดี พนมยงค์ ถึงไม่มีอยู่ในชื่อประวัติศาสตร์

หลังการลี้ภัยการเมืองไปยังต่างประเทศเกือบครึ่งชีวิต พฤษภาคม 2529 ปรีดี พนมยงค์ มีโอกาศกลับสู่แผ่นดินเกิดเป็นครั้งแรก

แม้เมื่อได้สิ้นชีวิตไปแล้วแต่สถานะและบทบาทของรัฐบุรุษอาวุโสผู้นี้ยังเป็นที่ถกเถียงระหว่างกลุ่มต่างๆในสังคมไทยบ้างก็เห็นว่าเขาคือผู้ก่อประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่แก่ประเทศชาติทั้งเป็นกำลังหลักของคณะราษฎรผู้เสี่ยงชีวิตเพื่อแลกระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี2475คิดเค้าโครงเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายเพื่อคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริงและเป็นผู้นำกระบวนการเสรีไทยช่วยประเทศไทยให้พ้นสถานะผู้แพ้ในมหาสงครามโลกครั้งที่2

แต่ทว่าอีกกลุ่มกลับเชื่อว่าบุรุษผู้นี้มุ่งร้ายต่อประเทศนิยมลิทธิคอมมิวนิสต์และที่สำคัญได้อยู่เบี้องหลังเหตุการณ์สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่8

เหตุใดที่ ปรีดี พนมยงค์ จึงได้เป็นชื่อที่หลายคนเคารพเทิดทูนขณะที่หลายคนชิงชังรังเกียจเหตุใดเหตุการณ์สำคัญของชาติที่เข้าได้เข้าไปเกี่ยวข้องจึงแทบไม่ไปปรากฏในหลักสูตรการศึกษาเหตุใดหลายคนจึงต้องการลบชื่อนี้ออกจากประวัติศาสตร์และเหตุใดเขาจึงกลายไปเป็นบุคคลที่รัฐบาลแทบทุกยุคสมัยพยายามที่จะลืมมันโดยตลอด

กล่าวได้ว่าโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญยิ่งอีกครั้งหนึ่งนับตั้งแต่พุทธศักราช2400เปนต้นมา

ระบบเศรษฐกิจแบบเก่าถูกโค้นล้มการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบระบบเศรษฐกิจทั้งทุนนิยมและสังคมนิยมคือพลังใหม่ที่เติบโตขึ้นทดแทนอย่างรวดเร็วคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ

ทว่าพลังอันแข็งแกร่งของมันค่อยๆกวาดกลืนโลกเก่าไปตามกฎธรรมชาติไม่เว้นแม้แต่สยามประเทศที่เคยสุขสงบมาเนินนานกิจกรรมทางวัฒนธรรมภายในวงศ์เจ้านายชั้นสูงดำเนินไปอย่างคึกคักนับตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าวงศ์เจ้านายชั้นสูงจำนวนมากต่างก็มีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนเช่นการเล่นโขนนครหรือการสะสมของเก่า

เมื่อวงศ์เหล่านี้นิยมกิจกรรมชนิดใดเจ้านายชั้นล่างก็จะดำเนินตามอย่างคึกคักลิทธิล่าอาณานิคมที่ได้แผ่อิทธิพลมาถึงทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเริ่มปฏิรูปสยาม

โดยรวบอำนาจที่เคยอยู่ในมือขุนนางและเจ้าเมืองเข้าสู่ส่วนกลางส่งผลทำให้เวลากว่า40ปีนับจากพุทธศักราช2435เป็นช่วงที่อำนาจถูกปกครองรวมศูนย์เข้าสู่ราชสํานักส่วนกลางมากที่สุดในประวัติศาสตร์สยามในการนี้กลไกลที่ราชสำนักใช้สะกดขุนนางข้าราชการอย่างได้ผลคือการเน้นความสำคัฐของชาติกำเนิดและความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์

กระทั่งกล่าวได้ว่าวงศ์เจ้านายในกรุงเทพมหานครคือศูนย์กลางทั้งทางเศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรมของบ้านเมืองในยุคนั้น

สถิติหนี้สินของเกษตรกรสยามซึ่งได้สำรวจเมื่อปี2473ถึง2474นี้สะท้อนความขัดสนของเกษตรกรได้เป็นอย่างดีนอกจากภัยธรรมชาติและโจรผู้ร้ายที่มีอย่างชุกซุมแล้วภาษีอากรรูปแบบต่างๆแรงทั้งบังคับเกณฑ์แรงงานนับว่าเป็นมูลเหตุที่สำคัญแห่งความขัดสน

 

สนับสนุนโดย  ทาง เข้า dewabet

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำสมัยในหลวงรัชกาลที่7ปี1925

ซึ่งในยุคสยามนั้นเมื่อต้องพึ่งตนเองและไม่มีสวัสดิการใดๆถ้าเศรษฐกิจไม่ดีราคาพืชตกต่ำ หรือ โดนภัยธรรมชาติเล่นงานสิ่งที่ทำได้ก็มีแค่ต้องพยายามอดออมมากขึ้นหางานอื่นทำไปด้วยชาวนานที่เดือดร้อนส่วนใหญ่จะต้องนำเอาลูกหลานไปฝากเป็นแรงงานตามบ้านคนรวย

เพื่อขอกู้เงินมาทำนาหรือไม่อย่างนั้นก็กลายเป็นอาชญากรไปเลยนี่แหละชีวิตที่ต่อรองอะไรกับใครไม่ได้อยากเปลี่ยนแปลงจะต้องถวายฎีกาเท่านั้น

ฎีกาส่วนใหญ่ที่ปรากฏก็จะเป็นเรื่องไม่มีที่ดินทำกินและที่มากที่สุดก็คือการขอลดหย่อนอากรค่านาประโยคสุดฮิตก็คือ การเรียกพวกเจ้าของที่ดินว่าเป็นผู้ทำนาบนหลังคนหลายฎีกาที่เขียนแสดงให้เห็นว่าสมัยนั้นก็มีปัญญาชนท้องถิ่นได้เขียนเพื่อช่วยหาทางออก เช่น อยากให้มีกองทุนกู้ยืมไปทำนา ขอให้ปรับปรุงชลประทานขอให้หาทางขายข้าวต่างประเทศเพิ่มอีกจะได้ราคาข้างดีๆบางคนก็ไปไกลถึงขั้นชี้แจงว่ารัฐต้องซื้อข้าวชาวนาทั้งหมด

เพื่อเป็นการรับประกันให้ชาวนามีเงินทุนหมุนเวียนคิดไปคิดมาแล้วก็เหมือนคุ้นๆกับในสมัยนี้เราก็คงจะเรียกว่าประกันราคาข้าวหรือจำนำข้างแน่ๆเลย

ถ้ารัฐไม่มีเงินบางคนก็บอกให้ออกใบบอนด์แบบเปลี่ยนมือผู้ถือได้ที่ทุกวันนี้เรียกว่าหุ้นกู้ก็คือต้องการให้รัฐนั้นกู้เงินจากราษฎรและจ่ายดอกเบี้ยให้ถือว่าก้าวหน้ามากๆ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการขอให้แทรกแซงตลาด

ซึ่งผู้ปกครองสยามมองมุมเศรษญกิจแบบเสรีมากกว่าเมื่อต้องการขัดกันเสียงเรียกร้องเหล่านี้ก็ถูกเก็บเข้าลิ้นชักไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เฉยๆ

ในหลวงรัชกาลที่7ทรงขึ้นครองราชย์ก่อนภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกเพียงไม่กี่ปี ทรงขึ้นครองราชย์ในปี1925The Great Depression เริ่มต้นประมาณปี1929 พระองค์ตระหนักในวิกฤตเศรษฐกิจโลกและความเดือนร้อนของประชาชนทรงลดภาษีอากรนาถึง20%เป็นเวลาหนึ่งปีและเปลี่ยนไปขึ้นภาษีที่เก็บจากชนชั้นกลางแทน เช่น ภาษีรายได้ภาษีจากเงินเดือดหรือค่าจ้างเก็บภาษีบ้านภาษีที่ดินแต่ผู้ที่มีรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เป็นเจ้าของธุรกิจการค้ากลับได้ผลกระทบน้อยสุด คนชั้นสูง เจ้านาย ขุนนาง พ่อค้าชาวต่างชาติกลับได้รับผลกระทบน้อย

ผลกระทบที่เป็นโดมิโนกลับไปโดนชนชั้นกลางอาชีพราชการที่เคยมั่นคงก็ไม่มั่งคงเพราะเริ่มมีการปรับลดข้าราชการชั้นกลางและล่างมากขึ้นการที่รัฐบาลในตอนนั้นพยายามปรับดุลการคลัง

โดยลดรายได้ของข้าราชการลงนี้ถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มากถึงขั้นที่ว่า พระองค์เจ้าบวรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหมทรงลาออกจากตำแหน่งในช่วงกลางปี พ.ศ.2474

ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนสาเหตุเป็นเพราะท่านรู้สึกเสียหน้าที่ไม่สามารถเลื่อนขั้นและขึ้นเงินเดือนให้นายทหารจำนวน90นายได้ความขัดแย้งนี้ทำให้พระองค์เจ้าบวรเดช ถึงกับถูกเพ่งเล็งว่าจะตัดสินใจอะไรที่เป็นภัยกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เลยหรือไม่

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  nowbet

ประวัติหงส์สีทองที่วัดห้วยลึก

สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับหงส์ที่วัดห้วยลึกนี่ได้มีประวัติเล่าต่อกันมายาวนาน ซึ่งประวัติหงส์ตัวนี้มันเคยมีโซ่ ล่ามเอาไว้ที่ขามันด้วย มีความเชื่อกันว่าเหตุผลที่จะต้องล่านโซหงส์ตัวนี้นั่นก็คือ ในสมัยอดีตชาวบ้านก็ได้พบว่าหงส์ตัวนี้มันได้หายไปและมันก็ได้กลับมาอีกทีพร้อมกับรอยเลือดที่ได้ติดกลับมาอยู่ที่บริเวณปากของมัน 

เมื่อหลวงพ่อได้เห็นหงส์ตัวนี้ได้หลุมออกไปและได้กลับมาพร้อมกับคาบเลือดที่ปากจากนั้นจึงได้มีการล่ามโซเอไว้เพื่อที่จะไม่ให้มันหนีไปไหนบ้างก็ว่าเหตุผลที่จะต้องล่ามโซหงส์ตัวนี้เพราะ เนื่องจากว่าในอดีตหงส์ตัวนี้นั้นมันสามารถที่จะบินได้และจึงได้ทำให้ชาวบ้านเกิดประสบอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้งและถ้าหากว่าหงส์ตัวนี้มันได้หลุมออกมาอีกมันอาจจะทำให้ผู้ที่ได้สัญจรในบริเวณนั้นได้เกิดอุบัติเหตุได้

ซึ่งชาวบ้านที่ได้พักอาศัยอยู่แถวนั้นพวกเขาก็จะพบเห็นเรื่องแปลกๆเรื่องของหงส์ตัวนี้กันอยู่บ่อยครั้งและชาวบ้านหลายคนก็ได้เชื่อกันว่าหงส์ตัวนี้มันเดินได้หลายๆคนได้เคยเห็นว่าหงส์ตัวนี้มันเคยไปอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนนในอดีตได้เล่าต่อๆกันมาว่าเคยมีคนที่ขับรถผ่านไปมาและได้เห็นหงส์ตัวนี้มันได้เดินข้ามไปอีกฝั่งของถนน ซึ่งถ้าหหากว่าขับรถมาจากถนนหงส์จะตั้งอยู่ทางขวามือและถ้าเกิดว่าขับรถมาทางใต้หงส์จะตั้งอยู่ทางซ้ายมือแต่มีผู้ที่พบเห็นหงส์ได้ข้ามมาอยู่อีกฝั่งหนึ่งซึ่งมันเป็นไปได้อย่างไงมันก็ยังไม่มีใครรู้แต่บ้างก็ว่าเฉพาะผู้ที่มีบุญเท่านั้นที่จะได้เห็นสิ่งนี้

นอกจากนี้โซที่ได้ล่ามหงส์ตัวนี้เอาไว้มันไม่มีอยู่แล้วเพราะว่าสชาวบ้านเขาได้สร้างหงส์ตัวขนาดเล็กเอาไว้อยู่ที่ข้างๆหงส์ตัวใหญ่ซึ่งมันได้เป้นหงส์ตัวลูกเอาไว้ข้างๆกับหงส์ตัวแม่เลยและนี้มันอาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่เขาต้องล่ามโซหงส์ตัวนี้เพราะว่าหงส์ตัวนี้มันอาจจะบินไปหาหงส์ตัวลูกหรือว่ามันอาจจะเป็นห่วงลูกนั่นเองมันก็เลยจำเป็นที่จะสร้างหงส์ตัวลูกเอาไว้ข้างๆและในปัจจุบันนี้ก็ไม่มีโซล่ามหงส์ตัวแม่อีกแล้วเพราะเนื่องจากว่ามันไม่ต้องบินออกไปไหนแล้ว

ซึ่งในอดีตก็ว่าบริเวณพื้นที่ป่าของหงส์ตัวนี้จะมีวัตถุที่ห้อยลงมาคล้ายๆกับระฆังหรืออะไรสักอย่างที่มันได้ห้อยลงมาจากปากหงส์แต่ เนื่องจากว่ามันได้เกิดอุบัติเหตุระฆังที่มันได้ห้อยอยู่ที่ปากของหงส์ตัวนี้มันได้ล่นลงมาทับพระเสียชีวิตจึงจำเป็นที่จะต้องนำสิ่งนี้ออกจากปากหงส์ไปเพราะเนื่องจากว่าป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาอีกครั้ง

 

สนับสนุนโดย  entaplay link

อาดัมเป็นคนแรกของโลกที่รู้เรื่องของหินศิลานักปราชญ์

สำหรับหินศิลานักปราชญ์ตรงนี้แล้วตามความเชื่อนี้มันจะมีอยู่สองรูปแบบด้วยกันคือหินศิลานักปราชญ์ที่เป็นสีขาวกับหินศิลานักปราชญ์ที่เป็นสีแดง โดยหินศิลานักปราชญ์สีขาวตรงนี้ มันจะเปลี่ยนให้โลหะหรือสิ่งของต่างๆกลายเป็นเงินแท้ได้ส่วนหินศิลานักปราชญ์ที่เป็นสีแดงเขาได้บอกเอาไว้ว่ามันสามารถเปลี่ยนสิ่งของหรือโลหะให้กลายมาเป็นทองได้นั่นเองและตามข้อมูลตรงนี้เขายังได้บอกอีกว่า 

ถ้าหากใครที่ได้ครอบครองหินศิลานักปราชญ์และนำเอาหินศิลานักปราชญ์นั้นนำเอามาทำให้กลายเป็นของเหลวพร้อมกับดื่มมันเข้าไปบุคคลที่ได้ดื่มมันเข้าไปนั้นว่ากันว่ามันจะทำให้มีอายุยื่นยาวได้มาขึ้นถึงอีกหนึ่งเท่าตัวและได้กลับมามีวัยหนุ่มอีกครั้งหรือถ้าดื่มมันเข้าไปมากพอมันก็อาจจะทำให้คุณนั้นกลายเป็นอมตะได้เลย

ซึ่งในความเชื่อของยาอมตะหรือศิลานักปราชญ์ตรงนี้มันก็ไม่ได้มีเพียงแค่การเล่นแร่ของการแปลงธาตุแต่ในความเชื่อของคนจีนในสมัยก่อนเขาก็ได้มีความเชื่อในเรื่องของยาอายุวัฒนและการเล่นแร่แปลงธาตุที่เกี่ยวกับเรื่องของทางการแพทย์เลยทำให้จีนในสมัยก่อนวิทยานทางการแพทย์หรือศาสตร์ต่างๆที่เกี่ยวกับทางการแพทย์มันค่อนข้างที่จะพัฒนาไปจนถึงจุดสูงสุดแต่มันยังไม่ถึงจุดสูงสุดตรงที่ว่าเขายังไม่สามารถที่จะหายาอายุวัฒนะหรือสิ่งที่เราเรียกกันว่าหินศิลานักปราชญ์ได้นั่นเอง

โดยหินศิลานักปราชญ์ที่เราได้พุดถึงกันตรงนี้ได้ถูกพูดถึงครั้งแรก เมื่อประมาณคริสตศักราชที่300 โดยได้มีนักเล่นแร่แปลงธาตุคนหนึ่งที่ได้มีชื่อว่าโซสิโมเขาได้เขียนบรรยายถึงสารดังกล่าวเอาไว้ในแบบที่เราได้อธิบายไปแต่ในตอนนั้นไม่มีใครเชื่อกันเลยว่าสะสารดังกล่าวนี้มันมีอยู่จริงเพราะมันไม่มีอะไรที่จะยื่นยันได้และไม่มีหลักฐานที่แน่นพอมีแต่คำพูดลอยๆและการจดบันทึกที่ไม่มีอะไรยื่นยันได้เลยว่าเป็นของจริงหรือว่าของปลอม

คนส่วนใหญ่ก็เลยไม่เชื่อว่าสิ่งๆนี้มันได้มีอยู่จริงและพอเวลาได้ผ่านไปเรื่อยๆเรื่องของศิลานักปราชญ์มันก็เริ่มเรือนรางหายไปจนมันได้มาถึงปีคริสตศักราชที่1620 เรื่องของศิลานักปราชญ์มันก็ได้กลับมาโด่งดังอีกครั้งหนึ่งจากนักดาราศาสตร์ที่ศึกษาในเรื่องของการเล่นแร่แปลงธาตุ

นอกจากนี้ยังได้มีการเขียนหนังสืออ้างอิงถึงบุคคลในประวัติศาสตร์โลกโบราณอย่างมนุษย์คนแรกที่ชื่อว่าอาดัม ซึ่งอาดัมนี่แหละคือบุคคลแรกของโลกที่ได้ถือศิลานักปราชญ์และได้รู้ว่าหินศิลานักปราชญ์นั้นมันได้มีองค์ประกอบอะไรบ้าง

 

สนับสนุนโดย  entaplay ดี ไหม

ดร.มาร์เซล เพททิออด คดีหมอสังหารในคฤหาสน์มรณะ

เหตุการณ์สงครามโลกถือได้ว่าเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความเฮียมโหดและยังได้ถูกกล่าวขานถึงไปทั่วโลก ซึ่งบันทึกในประวัติศาสตร์แห่งความโหดร้ายนี้ก็ยังได้มีการบดบังเหตุการณ์อื่นๆที่มันได้เคยเกิดขึ้นมาในระยะเวลาเดียวกันจนมันแทบจะหมดความสำคัญยกเว้นเพียงแต่ว่าเรื่องราวนั้นมันจะมีความโดนเด่นหรือมีความร้ายแรงมากที่จะทำให้ผู้รู้สึกฝังจำ

ซึ่งหนึ่งในเหตุการณ์ที่มันได้เคยเกิดขึ้นนี้ในระหว่างช่วงของสงครามโลกที่ผู้คนที่ได้อยู่ทางยุโปรยังได้มีความจดจำกันได้ดีอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังได้มีเรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องระดับโลกคนหนึ่งนามว่า ดร.มาร์เซล เพททิออด ได้รวมอยู่ด้วยทั้งนี้ยังได้เคยมีคำกล่าวอีกว่าในช่วงของสงครามโลกครั้งที่2ความความพินาศย่อยยับที่มันได้เกิดขึ้นมาจากสงครามโลก

จึงทำให้ทุกฝ่ายได้มีผลเสียกับเสียและมันก็ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ให้แก่ผู้ใดเลยแต่ สำหรับ  ดร.มาร์เซล เพททิออด เขาอาจจะไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้เพราะสำหรับเขามันจะมีแต่คำว่าได้กับได้เท่านั้น ด้วยอำนาจมืดของพวกนาซีที่ได้บุกเข้ายึดพื้นที่ฝรั่งเศสพร้อมกับนโยบายกวาดร้างเผ่าพันธุ์เชื้อสายยิวจึงทำให้ผู้คนชาวยิวที่ได้รู้ข่าวจำเป็นจะต้องพากันอพยพหนีตาย

แต่ เนื่องด้วยหนทางที่จะหลบหนีเต็มไปด้วยยากเต็มทีเพราะไม่ว่าในพื้นที่ไหนๆก็จะมีแต่พวกตำรวจลับของนาซีได้กระจายตัวกันอยู่เต็มไปหมดแต่ทว่าความตายที่มันได้ใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆก็ได้มีใครคนหึ่งก็ได้เสนอตัวขึ้นมาว่าจะยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขา ดร.มาร์เซล เพททิออด ได้เป็นนักแพทย์ที่อยู่ในกรุงปารีสก็ได้อาสาว่าจะช่วยให้ชาวยิวหลบหนีออกไปจากประเทศฝรั่งเศส

แต่เพราะทุกชีวิตนั้นมีค่าเขาจึงได้เรียกเก็บค่าบริการสำหรับให้ความช่วยเหลือด้วยราคาที่สูงมากๆ โดยเขาได้อ้างว่าหากผู้ขอลี้ภัยไม่ขอฉีดยากันโรคติดต่อร้ายแรงก็จะไม่ได้รับอนุญาติให้เดินทางเข้าสู่ประเทศปลายทาง สำหรับชาวยิวที่เสมือนว่ามีคมเขี้ยวมัจจุราชจ่ออยู่ที่ลำคอ เมื่อได้ทราบข่าวว่า ดร.มาร์เซล เพททิออด ได้เป็นทางเลือกเดียวของพวกเขามันก็ย่อมเป็นการง่ายที่จะต้องตัดสินใจเหล่าครอบครัวชาวยิวก็จะต้องยอมจ่ายทรัพย์มีค่าทุกอย่างเพื่อพาตนเองและครอบครัว

ได้หลบหนีออกไปจากประเทศฝรั่งเศสให้ได้โดยเร็วมากที่สุดหากแต่ว่าหลังจากที่พวกเขาได้นำเอาเงินค่าช่วยเหลือมาจ่ายให้แก่ ดร.มาร์เซล เพททิออดในคฤหาสน์รร้างที่เป้นจุดนับหมายชาวยิวเหล่านั้นก็ไม่เคยกลับออกมาจากคฤหาสน์ร้างอีกเลย

 

สนับสนุนโดย  next88 login

ตำนานยักษ์แห่งสโตนเฮนจ์ หรือ Giants of Stonehenge

          กองหินโบราณที่มีขนาดใหญ่โตมหึมาที่เรียงตัวกันเป็นโครงสร้าง เป็นก้อนกลมกลม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกนั้นให้ความสนใจและในปัจจุบันนี้ก้อนหินเหล่านั้นได้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างสนใจพากันเดินทางมาเที่ยวที่นี่กันเป็นจำนวนมาก แต่คุณเคยสงสัยกันไหมค่ะว่า ใครกันนะที่ได้นำเอาก้อนหินเหล่านั้นมาวางเรียงกันเป็นรูปร่างหน้าตาแบบนี้

และมาวางกองไว้ที่ตรงพื้นที่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งหลายคนนั้นได้มีการพูดถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้กันอย่างมากนั่นก็คือ สันนิฐานแรกนั้นเชื่อกันว่า ก้อนหินเหล่านี้อาจจะเกิดจากเหล่าเอเลี่ยนที่เดินทางมาที่โลกมนุษย์และได้ใช้วิวัฒนาการที่ล้ำหน้าเกินพวกมนุษย์ได้มาสร้างก้อนหินเหล่านี้เอาไว้ แต่ถ้าหากไม่ใช่เหล่าเอเลี่ยนแล้วละก็ ก็อาจจะเป็นยักษ์นี่ล่ะที่มาสร้างก้อนหินเหล่านี้เอาไว้ โดยมีการสร้างตำนานถึงก้อนหินสโตนเฮนจ์นี้เอาไว้ว่าในสมัยก่อนนั้นประเทศอังกฤษ

มักจะมีการต่อสู้กันบ่อยครั้งและได้มีผู้คนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก รวมถึงเหล่าขุนนางทั้งหลายด้วย กษัตรแอมบีโรเซียส ออรีเรียนัส จึงอยากที่จะสร้างอนุสรณ์สถานให้กับเหล่าผู้ล่วงลับ พ่อมดเมอร์รินจึงได้แนะนำให้กษัตรได้ทำการย้ายก้อนหินวิเศษเหล่านี้มาจากภูเขาคิวรารัสจากประเทศไอแลนด์มาแต่เนื่องจากก้อนหินเหล่านั้นมีแต่ก้อนที่มีขนาดใหญ่มาก

ทำให้ทหารไม่สามารถที่จะขนย้ายได้ ทางด้านพ่อมดเมอร์รินจึงได้มีการสั่งเหล่ายักษ์ทั้งหลายพากันช่วยกันขนก้อนหินเหล่านั้นมาตั้งไว้ที่เซลลิสเบรี่ จนกลายมาเป็นสโตนเฮนจ์  อย่างที่เราได้เห็นกันมาจนทุกวันนี้นั่นเอง  ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้ได้กลายมาเป็นตำนานที่มีการพูดถึงกันมาอย่างยาวนาน เพราะหลายคนก็ยังคงมีความสงสัยกันมาว่าก้อนหินขนาดใหญ่เหล่านั้น

ทำไมถึงได้ไปว่าทับซ้อนกันแบบนั้นได้อย่างไร เพราะต่างก็ไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติอย่างแน่นอน เพราะด้วยลักษณะการจัดวางของก้อนหินการที่นำหินขนาดใหญ่ไปวางซ้อนด้านบนอีกชั้นนั้น เป็นสิ่งที่เชื่อได้ยากมากว่าจะเกิดจากธรรมชาติรังสรรค์มาให้เราได้เห็นกัน เพราะมันเหมือนกันการที่มีใครสักคนทำเสียมากกว่า

อย่างไรก็ตามเพราะไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่านี่คือฝีมือของมนุษย์ดังนั้น จึงมองกันว่านี่น่าจะเป็นฝีมือของยักษ์นั่นเองที่สามารถทำได้แบบนี้และเป็นยักษ์ที่มีรูปร่างสูงใหญ่เสียด้วยเพราะสามารถย้ายหินจากอีกประเทศหนึ่งเดินทางมาถึงยังอีกประเทศหนึ่งได้

 

สนับสนุนโดย  betbb