Category Archive : ประวัติศาสตร์

ประวัติกีฬาตะกร้อ

           หากพูดถึงกีฬาตะกร้อแล้วก็เรามักจะเห็นกีฬาชนิดนี้ในการนำไปแข่งขันพวกซีเกมส์เอเชียนเกมส์ซึ่งถ้าหากเป็นการเล่นตามหมู่บ้านหรือตามสถานที่ทั่วๆไปของชาวบ้านแล้วก็กีฬาประเภทตะกร้อนี้เราแทบจะไม่ได้เห็นกันแล้วก่อนหน้านี้เคยมีการนำกีฬาตะกร้อนี้มาใส่ในบทเรียนเพื่อให้นักเรียนนั้นได้มีการหัดเล่นกีฬาตะกร้อแต่ภายหลังกีฬาตะกร้อนี้ก็ถูกถอดออกจากบทเรียนเรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน

ส่วนประวัติของการเกิดกีฬาตะกร้อขึ้นมาของประเทศไทยเรานั้นคาดกันว่าน่าจะเกิดจากการเลียนแบบของการทำโทษนักโทษซึ่งในสมัยโบราณนั้นมีการทำโทษนักโทษในรูปแบบหนึ่งนั่นก็คือการที่จะนำนักโทษนั้นเข้าไปไว้ในห่วงซึ่งถูกศาลด้วยต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าหวายหลังจากที่นำหวายมาสานเป็นห่วงใหญ่ๆแล้วก็จะนำนักโทษเข้าไปไว้ข้างในนั้น

หลังจากนั้นก็นำมาโยงห้อยเอาไว้และให้ช้างเตะซึ่งเป็นการลงโทษของคนในสมัยโบราณนั่นเองและสิ่งที่สามารถยืนยันเกี่ยวกับเรื่องของประวัติกีฬาตะกร้อได้เป็นอย่างดีนั้นเราสามารถที่จะเข้าไปชมเกี่ยวกับเรื่องของหนังสือที่ถูกประพันธ์ขึ้นมาจากรัชกาลที่ 2 โดยประพันธ์เรื่องอิเหนาซึ่งในนั้นจะมีการระบุเกี่ยวกับเรื่องของการลงโทษนักโทษด้วย

การนำนักโทษไปให้ช้างเตะสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเชื่อได้ว่าประวัติกีฬาตะกร้อของเรานั้นมีมาอย่างยาวนานนั่นก็คือตัวตะกร้อนั้นจะมีการสานจากหวายหรือไม้ไผ่นั่นเองซึ่งในประเทศไทยของเรานั้นไม้ไผ่และหวายจะมีขึ้นเป็นจำนวนมากในป่าในเขาดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่เรามักจะเห็นคนสมัยโบราณนั้นนำกีฬาชนิดนี้ออกมาเล่นและมาแข่งขันคันโดยการเตะตะกร้อนั้นจะมีการทั้งเตะตะกร้อแบบลอดห่วง   การเตะตะกร้อแบบชิงธง   หรือการแสดงการเตะตะกร้อด้วยลีลาต่างๆรวมถึงการเตะตะกร้อวงซึ่งเราจะเห็นมาก

            สำหรับขั้นตอนการเตะตะกร้อนั้นในช่วงแรกๆว่ากันว่าเป็นการเตะแค่ไม่ให้ลูกตะกร้อหล่นลงพื้นเท่านั้นก็จะเป็นการเตะส่งกันไปแต่ส่งกันมาแต่หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาออกมาโดยมีการพัฒนาเช่นนำมาห่วงไปร้อยไว้ด้านบนสูงๆแล้วให้นักกีฬานั้นเตะตะกร้อฐานห่วงนั้นส่งไปให้อีกฝั่งหนึ่งซึ่งเราเรียกกันว่าตะกร้อลอดห่วงหรือการที่นักกีฬานั้นเตะตะกร้อ

แล้วทำท่าทาง การเตะตะกร้อด้วยการใช้ข้อศอกหัวเข่าหรือแม้แต่หัวไหล่  หากใครทำท่าทางได้สวยงามมากว่าก็จะได้รับความชื่นชมหรือบางครั้งก็นำมาแข่งขันกัน สำหรับการเตะตะกร้อในประเทศไทยนั้น มีเล่นกันเกือบทุกจังหวัดเลยทีเดียว

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

Anonymousแฮกเกอร์อันดับ1ของโลกจริงหรือไม่?

สำหรับแฮกเกอร์Anonymousในยุคปัจจุบันเราทุกคนก็น่าจะรู้จักกันมาเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ว่าเขานั้นคือใครและบทบาทของเขามันคือยังไง ถ้าจะเอาข่าวที่มันดังมากที่สุดในปัจจุบันก็น่าจะเป็นเรื่องของปี2015ที่ทางรัฐบาลหรือทางกระทรวงictจะประกาศใช้ระบบซิงเกิลเกตเวย์กับอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย และในช่วงนั้นมันก็ยังได้เป็นช่วงที่มีข่าวที่โด่งดังมากว่าได้มีกลุ่มแฮกเกอร์ที่ได้ใช้นามแฝงว่านามAnonymousออกมาต่อต้านบอกว่ามันไม่เป็นธรรมต่อประชาชน

มันเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและมันทำให้เก็บข้อมูลไม่อยู่ถ้าโดนแฮกทีทุกอย่างก็คือจบซึ่งมันจะอยู่ในฐานโดเมนเดียวกันหมดเลย ซึ่งตรงจุดนี้เขาได้ออกมาประกาศในหน้าเพจที่มีทั้ง ภาษาไทย และ ออกภาษาอังกฤษในเว็บต่างๆของต่างชาติตรงนี้เองมันก็เลยทำให้เป็นข่าวดังในช่วงนั้นและเรื่องของซิงเกิลเกตเวย์ก็ได้หายเงียบไป

ซึ่งตรงนี้มันคือจุดแรกที่ทำให้เราสนใจในเรื่องของAnonymousในเวลานั้นเราก็ได้ไปหาข้อมูลเบื้องต้นว่าเจ้ากลุ่มของAnonymousมันได้เกิดมาจากอะไรถ้าได้เอาตามข้อมูลที่ได้มีการบันทึกเอาไว้จริงๆเขาได้บอกว่ากลุ่มของAnonymousได้เกิดขึ้นมาจากการรวมตัวของแฮกเกอร์อิสระในช่วงของปี2013ที่ผ่านมา

โดยจะมีเป้าหมายที่จะมุ่งเน้นไปในความบรรเทิงความชอบส่วนตัวมากกว่าผลประโยคเรื่องเงินเรื่องทองแต่ในช่วงปี2008ที่ผ่านมากลุ่มของAnonymousก็ได้มีบทบาททางด้านมุมต่างๆในโลกของเรามากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องของการเมืองตั้งแต่การโจมตีบริษัททางการเงินต่างๆไม่ว่าจะเป็น Pay Pal mostercardหรือแม้แต่บริษัทVISAก็ยังเคยโดนแฮกเกอร์มากแล้ว

ซึ่งสาเหตุตรงจุดนี้จากที่เราได้มีการไปค้นมาเขาได้คาดการณ์กันว่ามันน่าจะเกิดมาจากบริษัททางการเงินเหล่านี้ได้ไปให้การสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในบทบาทของทางด้านทางการเมืองและทำให้อีกฝ่ายหนึ่งที่ได้เป็นประชาชนคนทั่วไปเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมเขาเลยเลือกที่จะแฮกเกอร์ข้อมูลตรงส่วนนี้และได้ประกาศจุดยืนอีกด้วย

ว่าเราไม่สนับสนุนต่อความคิดของท่านที่มีต่อจำนวนคนหมู่มากและถ้าหากว่าท่านยังฝืนทำเราจะมีมาตรการในการแฮกสูงไปมากกว่านี้และจะนำเอาข้มมูลภายในเอาออกมาแฉ ซึ่งตรงนี้มันคือสิ่งที่พวกเขาได้คาดเดากันว่ามันว่าจะเป็นจุดประสงค์ของAnonymousที่ได้ออกมาเปิดตัวในปี2008ในยุคนั้นนั่นเองและนี่มันก็ยังได้เป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นคุณเชื่อหรือไม่ว่า แม้แต่ NASAที่ได้เก็บความลับต่างๆของโลกเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมนุษย์ต่างดาวสิ่งลี้ลับต่างๆนานามากมายเขายังได้ถูกแฮกเกอร์ข้อมูลและนำเอาข้อมูลมาเปิดเผยในช่วงนั้นอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ถูกกฎหมาย

ตำนานวันฮาโลวีนไม่ใช่หัวฟักทองแต่เป็นหัวผักกาด

ในช่วงสมัยศตวรรษแรกของคริสตศักราชชาวโลมันได้รับประเพณีวันฮาโลวีนนี้ไปใช้แต่ได้มีการดัดแปลงกันอยู่เล็กน้อยก็คือได้มีการดัดแปลงประเพณีที่จะต้องเผาร่างของคนที่ถูกอ้างว่าถูกผีเข้าและจะต้องประหารชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น

โดยตรงนี้ชาวโลมันได้เปลี่ยนจากการเผาคนเป็นจริงๆเป็นการเผาหุ่นและสาปแช่ภูติผีปีศาจแทนนั่นเองแต่สำหรับเรื่องนี้มันก็ได้เป็นเรื่องของความเชื่อที่บอกถึงภูติผีปีศาจวิญญาณร้ายต่างๆนานามากมาย ซึ่งถ้าหากว่าเอาตามความเป็นจริงมันก็ยังคงเป็นเพียงแค่ความเชื่อและแน่นอนว่าเมื่อเวลายิ่งผ่านไปนานเท่าไหร่ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของภูติผีปีศาจก็จะเริ่มลดน้อยถอยลง

จนคนส่วนใหญ่อาจจะลืมประวัติที่แท้จริงของวันฮาโลวีนและมองแค่เพียงว่าวันฮาโลวีนคือวันที่แต่งตัวเป็นภูติผีปีศาจเดินเข้าไปเคราะห์ประตูบ้านของคนพร้อมกับพูดคำว่าควินทูเทีทเพื่อที่จะแลกกับขนมจำนวนหนึ่งนั้นเองแต่คำว่าควินทูเทีทนี้ถ้าหากใครได้ลองไปหาข้อมูลกันดีๆหรือข้อมูลเชิงลึกก็จะรู้ว่ามันจะไม่ใช่คำพูดที่ธรรมดาที่เด็กไม่ควรจะพูดมันออกมาเลย

เพราะคำว่าควินทูเทีทตรงนี้นั้นมันได้เป็นคำที่คล้ายกับบทสวดของพวกที่นับถือละทิ ซาตานซึ่งความหมายของควินทูเทีทในความหมายของละทิซาตานคือจะทำสัญญากับซาตานหรือไม่แต่ถามว่าผู้ใหญ่ในต่างประเทศเวลาที่เขาได้ยินคำว่าควินทูเทีทเขาจะรู้หรือไม่ส่วนใหญ่ตามข้อมูลเท่าที่เราได้ไปหามาเขาได้บอกว่าเขารู้แต่เขาไม่พูดและเขาก็รู้ว่าเด็กๆเขาไม่ได้เจตนาที่จะส่อไปในทางแนวลบเขาเพียงแค่

มาขอขนมเท่านั้นเองและเราก็เชื่อว่าหลายๆคนที่เคยได้ยินประวัติหรือคำว่าฮาโลวีนก็น่าจะนึกถึงสัญลักษณ์ประจำวันนี้นั่นก็คือตำนานตะเกียงรูปหัวฟักทองหรือตำนานของJack OLanternแต่คุณจะรู้หรือไม่ว่าตามข้อมูลที่เราได้ไปหามาJack OLanternแบบฉบับต้นตำรับมันไม่ได้เป็นตะเกียงรูปหัวฟักทองแต่มันได้เป็นตะเกียงรูปผักกาด

ซึ่งตรงนี้ที่เราได้ไปหาข้อมูลมาเราก็ค่อนข้างที่จะตกใจอยู่เหมือนกันโดย้อมูลได้บอกเอาไว้เกี่ยวกับข้อมูลตำนานของตะเกียงฟักทองหรือว่าJack OLanternเอาไว้ว่าในสมัยก่อนได้มีชาวนาคนหนึ่งที่มีชื่อว่าแจ็คและแจ็คนั้นก็ได้เป็นคนที่ขี้เกียจมากวันๆเขาเอาแต่เที่ยวกินเหล้าและหลอกคนอื่นไปทั่วจนวันหนึ่งน่าจะเป๋นวันที่น่าจะสิ้นอายุไขของแจ็คซาตานก็ได้ปรากฎตัวขึ้นมา

ให้แจ็คเห็นเพื่อที่จะมารับวิญาญของแจ็คไปตัดสิ้นว่าแจ็คจะได้ขึ้นสวรรค์หรือตกนรกแต่ด้วยความเจ้าเร้ของแจ็คก็ได้หลอกล้อของซาตานว่าถ้าวันนี้มันได้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตข้าของให้ข้าได้แกล้งคนเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการให้ซาตานแปลงกายเป็นเหรียญและลงไปอยู่ในถุงก่อนที่จะนำไปให้ชาวบ้านและบอกให้ซาตานแปลงกายออกมาหลอกชาวบ้าน

 

สนับสนุนโดย  sagame

ตำนานของเจ้ามังกรนั้นมันมีอยู่จริงหรือไม่?

สำหรับตำนานของมังกรนั้นในประวัติศาสตร์เขาก็ได้มีการจดบันทึกเอาไว้และในพื้นที่ทั่วโลกมันก็ได้มีการแทบกันจะทั้งหมดเลยและก็ได้มีการพูดถึงเรื่องของมังกรกันอยู่เยอะมากแต่ถ้าหากว่าจะเอาตำนานที่เราได้สนใจมากที่สุดและมันได้มีการไขกระจ่างออกมาแล้ว

ซึ่งมันก็จะมีอยู่2ตำนานคือ ตำนานของAnglo Saxon กับ ตำนานของBeowulf ซึ่งในสองตำนานนี้มันได้มีคนพูดถึงกันเยอะมากและก็ได้ให้ความสำคัญกันมากพอสมควรเลยอย่างตำนานแรกของชาวAnglo Saxonเขายังได้บอกว่ามันได้มีการบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่Lingisfarne,Englangในทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษเมื่อประมาณในปี793 เขาได้บอกเอาไว้ว่าทางชาวAnglo Saxonได้สังเกตุเห็นที่มีสิ่งที่มีชีวิตที่คล้ายกับสัตว์เลื้อนคานได้บินต่ำและบินวนรอบๆเกาะที่เขาอาศัยอยู่ก่อนที่จะถูกโจมตี

และเกิดไฟไหม้หลายจุด ซึ่งในตำนานเรื่องนี้มันก็ได้มีการจดบันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ที่มีความเกี่ยวข้องในเรื่องของมังกรอีกด้วยและอีกหนึ่งตำนานก็คือ ตำนานของBeowulfที่หลายๆคนก็ได้ให้ความสนใจกันเป็นอย่างมากและก็ได้เป็นเรื่องที่คนภายวในสังคมได้พูดกันอย่างหนาหูซึ่งเขาก็ได้บอกเอาไว้ว่าBeowulfได้เป็นนักรบจากทางสแกนดีนาเวียที่ได้ถูกมังกรเข้าโจมตีเพราะถูกเข้าใจว่าลูกน้องของเขานั้นได้ขโมยสมบัติของมังกรไปก็เลยได้บุกเข้ามาทำลายอาณาจักรจนBeowulfต้องเข้าทำการต่อสู้กับมังกร

แต่มังกรที่ได้อยู่ในตำนานของเรื่องนี้จะออกล่าเหยื่อหรือออกโจมตีในเวลากางคืนเท่านั้นพอถึงตอนเช้ามังกรตัวนี้มันก็จะกลับเข้าไปในที่อาศัยของมันที่ตามบันทึกได้เขียนเอาไว้ว่าที่อาศัยของเจ้ามังกรคือ จุดที่เป็นเนินดิน ซึ่งตรงนี้มันได้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ซึ่งในตำนานของมังกรนั้นมันจะมีอยู่ในทุกพื้นที่อยู่หลายจุดเป็นอย่างมากและหลายๆตำนาน

ก็ได้บอกเป็นเสียงเดียวกันเหมือนกับในตำนานนี้เลยคือที่อยู่ของมังกรคือจุดเนินดินที่ใต้ดินมีถ้ำอยู่และในตำนานนั้นเขาก็ยังได้บอกอีกว่าBeowulfเขาก็ได้บุกเข้าไปที่เนินดินของมังกรที่ได้อาศัยอยู่พร้อมกับญาติอีกหนึ่งคนเพื่อที่จะทำการสังหารเจ้ามังกรตัวนี้ก่อนที่มังกรตัวนี้มันจะกลับไปทำลายบ้านเมืองของเขาอีกรอบ

และบทสรุปก็ได้ออกมาว่าBeowulfนั้นได้เสียชีวิตจากการต่อสู้กับมังกรในครั้งนี้และมังกรก็ได้ตายลงไปเช่นกันและในตำนานของเรื่องนี้นั้นก็ยังได้ถูกนำเอามาสร้างเป็นหนังอนิเมชั่นในปี2007ที่ผ่านมาแต่ตำนานก็ได้ถูกดัดแปลงเนื้อเรื่องไปแล้วก็เอาไปทำเป็นหนังให้มันซอบลงที่ชื่อว่า Beowulf The Dragon Slayer ในปี2007ที่ผ่านมานี้เอง

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sagame สูตร

เรื่องราวนางกวัก

เป็นที่รู้กันดีว่านางกวักเป็นรูปปั้นที่มักถูกวางไว้หน้าร้านค้า แล้วก็พ่อค้าแม่ค้ามีการเอามาจัดวางไว้หน้าร้านค้าเพื่อเคารพบูชาบูชาโดยหวังว่า กิจการค้า การขายของของตัวเองนั้นจะมีความรุ่งเรืองสามารถขายสินค้าได้ทุกๆวันได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ซึ่งตามความเป็นมาแล้วนางกวัก นั้นเดิมทีชื่อว่านางสุภาวดี มีบิดาชื่อสุจิตราแล้วก็มีแม่ชื่อสุมณฑาโดยนางสุภาวดีนั้นเป็นคนเมืองมัชฌากาสัน

ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองสาวัตถี โดยครอบครัวของพระนางสุภาวดีนั้นประกอบอาชีพค้าขายเอามาตามผู้เป็นบิดาปรารถนาที่จะมีการขยายธุรกิจ ได้ซื้อเกวียนมาหนึ่งเล่มรวมทั้งสั่งสินค้ามาขึ้นเกวียน และก็ขี่เกวียน ออกไปเร่ค้าขายสินค้าตามเขตแดนต่างๆซึ่งในบางครั้ง พระนางสุภาวดี ก็จะขออนุญาตบิดาติดตามไปด้วย เพื่อช่วยค้าขายในบางครั้ง

รวมทั้งหวังว่าเวลาออกไปค้าขายกับบิดาก็จะได้มองเห็นสถานที่ต่างๆที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อนระหว่างที่เอาไปค้าขายกับบิดาซึ่งกลางทางไปค้าขายพระนางสุภาวดีได้เจอกับพระกะสะปะเถระ เจ้าผู้เป็นอริสงฆ์ เมื่อนางได้รับฟังธรรมเทศนาจากพระกะสะปะเถระเจ้า พระกะสะปะเถระก็ได้กำหนดจิต

ซึ่ง พระกะสะปะเถระนั้นเป็นพระอรต์ก็เลยได้ให้พรกับพระนางสุภาวดี โดยจะให้พรกับนางเมื่อใดก็ตามนางเดินทางไปฟังธรรมจากนั้นนางสุภาวดี ได้เดินทางติดตามบิดาของตนไปค้าขายอีกครั้ง รวมทั้งคราวนี้ก็ได้ได้โอกาสไปฟังธรรมกับกับ พระสีวลีเถระ ก็เลยทำให้นางสุภาวดีมีความสามารถเป็นอย่างมากเกี่ยวกับ หลักธรรมต่างต่าง

ซึ่งตามประวัติความเป็นมาแล้วพระสีวลีเป็นผู้ที่วิเศษกว่าพระองค์อื่นอื่น เพราะมีการเล่าประวัติความเป็นมาของท่านเอาไว้ว่า ขณะที่แม่ท่านท้องท่านนั้นจำต้องทั้งยังท้องท่านนานถึง 7 ปีกว่าจะคลอดท่านออกมา รวมทั้งเมื่อคลอดแล้วท่านก็ยังเดินได้อีก 7ก้าวอีกด้วย ซึ่งนางสุภาวดีมักจะไปฟังพระสีวลีเทศน์หลายครั้งบ่อยมากทำให้ท่านซึ่งนับได้ว่าเป็นอรหันต์อีกรูปก็ได้ให้พรกับนางสุภาวดีแลครอบครัวว่าให้ค้าขายได้กำไรมีเงินมีทองจำนวนมาก

ก็เลยทำให้บิดาของนางค้าขายได้เจริญก้าวหน้าและไม่เคยค้าขายขาดทุน รวมทั้งเมื่อบิดาของนางทราบดีว่าที่ค้าขายมั่งคั่งได้ กระทั่งเปลี่ยนมาเป็นคนรวยเป็นด้วยเหตุว่านางสุภาวดี บิดาของนางสุภาวดีก็เลยได้หมั่นฟังธรรมกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสืบมาแล้วก็เมื่อนางสุภาวดี เสียชีวิตลง ประชาชนก็เลยได้พากันปั้นรูปปั้นของนางสุภาวดียิ่งขึ้นเพื่อเอาไว้บูชาแล้วก็ขอให้การค้าขายเจริญก้าวหน้า ซึ่งความเชื่อถือนี้ได้แพร่หลายผ่านประเทศมายังสุวรรณภูมิและก็ยังเป็นความเชื่อที่พ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายเชื่อถือมาจนถึงทุกวันนี้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8 mobile

ตำนานเสือสุพรรณบุรี

เรื่องราวของโจรเชิ้ตดำวันนั้นพวกโจรเชิ้ตดำได้ขับรถไปที่บ้านของจ่าแหลมและได้ฆ่าผู้คนที่ได้อยู่แถวนั้นจ่าแหลมได้ยินเสียงปืนก็เลยวิ่งออกมาดูเขาก็โดนโจรเชิ้ตดำยิงจนเสียชีวิตจากนั้นขุนพันธก็ได้วิ่งตามจ่าแหลมออกมาก็เห็นจ่าแหลมถูกยิงจากนั้นขุนพันธก็ได้ใช้ปืนยิงเข้าไปที่หัวของโจรเชิ้ตดำและได้เดินเข้าไปดูที่รถพวกโจรเชิ้ตดำได้มากัน

แค่สองคนต่อมาขุนพันธก็ได้เข้าไปยุคกับหมอหมอได้บอกขุนพันธว่าได้เจอรูปตำรวจที่อยู่ในกระเป๋าของโจรเชิ้ตดำตำรวจที่พวกโจรเชิ้ตดำตามฆ่าได้เป็นแค่เสมียนธรรมดาเท่านั้นขุนพันธได้ถามข้อมูลโจรเชิ้ตดำกับหมอหมอได้บอกว่า เมื่อก่อนเขาเคยเป็นหมอที่ จังหวัดสุพรรณบุรี และได้รักษาลูกน้องของเสือฝ้ายอยู่สองสามครั้งในจังหวัดสุพรรณบุรีช่วงนั้นก็ได้มีผู้ที่ยิ่งใหญ่อยู่ประมาณสองสามคน คนหนึ่งเป็นข้าหลวงใหญ่ชื่อว่า หลวงธรรมรงค์

เขาได้เป็นเจ้าเมืองและส่วนอีกคนหนึ่งคือ เสือฝ้าย หรือที่ใครๆเรียกว่าจอมพลฝ้าย พวกมือดีในภาคกลางได้มาอยู่กับเขาแทบจะทั้งหมดในบรรดาลูกน้องทั้งหมดเสือฝ้ายได้ไว้ใจเสือใบมากที่สุดถึงขั้นว่าใครที่อยากเข้าร่วมเป็นพวกจะต้องมีการลงลายลักษณ์อักษรโดยจะให้เสือใบเป็นคนการันตีพร้อมกับเสือฝ้ายเสือใบเป็นพวกหัวหน้าของพวกไทยถีบ

ซึ่งจะคอยปล้นของจากพวกญี่ปุ่นและพวกคหบดีรวยๆที่ชอบโกงพวกชาวบ้าน เขาปล้นคนรวยเพื่อช่วยคนจนจึงทำให้พวกชาวบ้านได้ปิดปากเงียบสนิดเวลาที่ทางการได้เข้ามาถามข้อมูลเกี่ยวกับพวกเขาจากนั้นขุนพันธได้ขับรถไปที่จังหวัดสุพรรณบุรีเขาได้ขับรถไฟฟ้าขบวนหนึ่งที่ได้มีเหล่าทหารญี่ปุ่นอยู่บนนั้น

เสือใบได้เกาะอยู่ใต้ท้องรถไฟสักครู่เสือใบก็ได้ขึ้นไปบนรถไฟและได้ใช้เชือกที่เขาได้เตรียมมาผูกเข้ากับลังอาวุธของทหารญี่ปุ่นและเสือใบก็ได้ถีบลังลงไปข้างล่างเพื่อปล้นอาวุธของทหารญี่ปุ่นทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าไปบอกกับพวกทหารญี่ปุ่นว่าว่าลังอาวุธนั้นมันได้หายไปแล้วกลุ่มคนของเสือใบก็ได้เข้ามาขนอาวุธกลับแต่ก็ได้เจอพวกทหารญี่ปุ่นยืนถือซามูไรดักหน้ารถเอาไว้ลูกน้องของเสือใบก็ได้ยิงปืนไปที่ทหารของญี่ปุ่นแต่เสือใบก้ได้ห้ามเอาไว้

เพราะพวกทหารญี่ปุ่นไม่ได้มาคนเดียวกลุ่มโจรของเสือใบถูกทหารญี่ปุ่นมาที่เจดีย์ร้างและได้ถูกจับมัดเอาไว้ที่ต้นไม้เป็นกลุ่มจากนั้นทหารญี่ปุ่นได้ใช้น้ำมันราดไปที่ลูกน้องของเสือใบแล้วได้จุไฟเสือใบได้เห็นลูกน้องถูกเผ่าไฟต่อหน้าต่อตาเขาเลยหลับตาลงและได้ท่องคาถาจากนั้นก็ได้ถูกกระชากโซ่ที่มัดเอาไว้จนขาด

ในขณะเดียวกันขุนพันธก็ได้ใช้คาถากำบังกายเข้าไปช่วยเสือใบขุนพันธยิงไปที่ไฟแช็กของทหารญี่ปุ่นทำให้พวกทหารญี่ปุ่นตกใจเปิดโอกาสให้เสือใบเข้าไปแย้งปืนลูกซองมาได้และยิงเข้าไปที่ทหารญี่ปุ่นแต่ยิงได้แค่คนเดียวเท่านั้น

แต่ก็ต้องทิ้งปืนเพราะพวกทหารญี่ปุ่นมีกันเยอะและพวกนั้นก็ถือปืนกันหมดขุนพันธบังคับให้ทหารญี่ปุ่นยิงกันเองส่วนเสือใบก็ได้เรียกกระสุนคดออกมาจากมือและได้ใส่กระสุนคดลงไปในปืนจากนั้นเสือใบก็พนมมือและยิงขึ้นฟ้าจากนั้นกระสุนจะวิ่งใส่ศัตรูโดยอัตโนมัติทำให้พวกทหารญี่ปุ่นที่อยู่แถวนั้นตายกันหมด

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8 ฟรี เครดิต

การบริหารประเทศแบบเผด็จการของประเทศเกาหลีเหนือ

คิมจองอิล ผู้นำที่ติดอันดับในการบริหารประเทศแบบเผด็จการณ์ และ ความเป็นมาของนายคิมจองอิลในวัยเด็กนั้นค่อนข้างที่จะสับสนอย่างเล็กน้อยแต่ในการบันทึกของโซเวียตก็ได้แสดงให้เห็นถึงคิมได้เกิดที่หมู่บ้านยะโคเยเมื่อในปี1941มีชื่อว่ายูริ เขาได้เป็นลูกชายคนโตคนแรกของนายคิมอิลซ็อง

ซึ่งในขณะนั้นพ่อของเขาได้ดำรงตำแหน่าเป็นผู้บัญชาการของกองพันที่1ของกองทัพน้อยที่โซเวียตที่88และยังประกอบไปด้วยชาวจีบและชาวเกาหลีผลัดถิ่นแห่งกองทัพแดงและกองพันที่พ่อของเขาได้ดูแลนั้นก็เพื่อปกป้องบ้านเกิดจากพวกญี่ปุ่นที่ได้เข้ามารุกรานในช่วงของสงครามโลกและชีวะประวัติอย่างเป็นทางการของท่านคิมก็ได้ถูกแต่งตั้งขึ้นมา

โดยรัฐบาลของเกาหลีเหนือในสมัยครั้งต่อมาโดยเขายังได้ระบุอีกว่า นาย คิมจองอิล นั้นเขาได้เกิดในค่ายของทหารลับที่บนภูเขาในเกาหลีของญี่ปุ่นที่ได้เข้ามาปกครองเมื่อวันที่16กุมภาพันธ์ปี1942

โดยนักชีวะประวัติทางการยังได้อ้างอีกว่าการเกิดของเขานั้นมันได้เป็นรางบอกเหตุเป็นนกนางแอ่นและยังได้ประกาศเหตุการขึ้นของสายรุ้งกินน้ำสองสายที่ได้อยู่เหนือบนยอดเขาและดวงดาวดวงใหม่แห่งสวรรค์ จากนั้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่2ก็ได้จบลงไปแล้วจากนั้นทางด้านรัฐบาลที่ประเทศญี่ปุ่นก็ได้คืนแผ่นดินให้กับเกาหลีเหนือเอาไปดูแลเอาเอง ดังนั้นบิดาของท่านคิมก็ได้กลับไปยังกรุงเปียงยางในช่วงเดือนกันยายนเพื่อเที่นายคิมนั้น

จะดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำของเกาหลีเหนือส่วนการศึกษาของเขานั้นต้องบอกได้เลยว่าเรียนเก่ง ซึ่งนายคิมจิงอิลนั้นก็ได้จบการศึกษาชั้นประถมและมัธยมที่กรุงเปียงยางและก็ได้สอนได้ที่1มาโดยตลอด ต่อมานายคิมก็ได้ถูกส่งตัวให้ไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือของของประเทศจีนเพื่อความปลอดภัยของตัวเขาเองหลังจากที่ตัวของเขานั้นที่ได้เรียนศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยทางด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง

ก่อนที่จะร่วมงานกับพรรคแรงงานก้าวขึ้นมาครองตำแหน่งในผู้นำพรรคในปี1997 นอกจากนี้ในภายหลังจากการที่ตัวของเขานั้นได้เสียชีวิตของคนเป็นพ่อภายใน3ปีตัวของเขานั้นก็ได้ครองอำนาจอย่างสูงสุดในเกาหลีเหนือนับตั้งแต่นั้นเป็นตั้งมาและนอกจากนี้ในประวัติความเป็นมาของนายคิมที่มันได้มีความสับสนเป็นอย่างมากและยังรวมไปถึงการบริหารบ้านเมืองของเขาเอง

มันก็ยังได้มีความสับสนพอๆกันภายใต้ของการบริหารของนายคิมเขาก็ได้เปลี่ยนเกาหลีเหนือให้กลายมาเป็นประเทศที่ด้อยการพัฒนาขาดแคลนชนบทอย่างมากและภายใต้เสริมกำลังพลจะต้องมาก่อนแต่ก็ไม่ได้สร้างเสริมในเรื่องของเศรษฐกิจก่อนที่เศรษฐกิจภายในประเทศเกาหลีเหนือจะดำเนินการไปโดยการกำหนดคล้ายกับยุทธศาสตร์ชาติอะไรประมาณนั้นและได้สั่งการมาจากส่วนกลางเท่านั้นอย่างการสั่งการที่ได้ขาดการตลาดที่มันได้เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  rb88

ประวัติความเป็นมาและความสำคัญของวันวิสาขบูชา

       สำหรับปี พ.ศ. 2563 นี้  วันวิสาขาตรงกับวันที่ 6 เดือนพฤษภาคม ซึ่งเราจะมีการจัดงานวันวิสาขบูชาทุกปีโดยให้ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 แต่เชื่อว่าหลายคนคงรู้ว่าวันที่สาขานั้นมีความสำคัญต่อศาสนาพุทธ

ซึ่งเราจะมาทบทวนความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของวันวิสากันอีกครั้งหนึ่งโดยวันวิสาขานั้นเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเกิด  พระพุทธเจ้าตรัสรู้   รวมถึงเป็นวันที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานซึ่งทั้ง 3 วันนี้  เกิด  รู้  และตายเป็นวันที่ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมากว่าทำไมถึงเป็นวันเดียวกันได้ดังนั้นจึงได้มีการรับเอาเป็นวันนี้ถือเป็นวันสำคัญระดับสากลโลกซึ่งมีการรองรับจาก 16 ประเทศทั่วโลกที่นับถือศาสนาพุทธได้แก่ประเทศไทย  ประเทศศรีลังกา  ประเทศอินเดีย   ประเทศเนปาล   ประเทศพม่า   และยังมีอีกหลายประเทศรวมอยู่ในนี้

ซึ่งรวมทั้งหมดแล้วเป็นจำนวนทั้งสิ้น 16 ประเทศด้วยกันสำหรับประเทศไทยนั้นในวันวิสาขบูชาโดยปกติแล้วประชาชนก็จะพากันไปทำบุญใส่บาตรในช่วงเวลาเช้าและช่วงปลายๆก็จะมีการฟังธรรมเทศนาจากพระสงฆ์ช่วงเวลาใกล้ค่ำก็จะมีการไปเวียนเทียนที่วัดซึ่งกิจกรรมแบบนี้มีการจัดขึ้นมาโดยมีมาตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินท

ร์ซึ่งมีการจัดพิธีกรรมนี้ครั้งแรกในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 โดยในครั้งนั้นเป็นการจัดพิธีที่ยิ่งใหญ่อย่างมากโดยมีการจัดงานกฐิน 3 วัน 3 คืนไปทีเดียวแต่สำหรับในปีนี้นั้นเนื่องจากมีการระบาดของไวรัสโคโรน่าดังนั้นรัฐบาลจึงประกาศออกมาขอร้องให้ประชาชนไม่เดินทางไปเวียนเทียนที่วัดแต่แนะนำให้เป็นการเวียนเทียนผ่านระบบออนไลน์หรือผ่านทางทีวีซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดในช่วงประมาณ 19:00 นของวันที่ 6 เดือนพฤษภาคมโดยจะมีพระสงฆ์นำเวียนเทียนถ่ายทอดสดให้ชมกันซึ่งประชาชนสามารถเข้าร่วมพิธีจากทางทีวีได้

         สำหรับหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนานั้นมักจะให้เชื่อว่าให้เรายึดหลักของอริยสัจ 4 นั่นก็คือ ทุกข์   สมุทัย    มรรค

ซึ่งหลักธรรมคำสั่งสอนนี้มีมาตั้งแต่ช้านาน  โดยคำสอนมุ่งเน้นให้ผู้คนพ้นทุกข์ซึ่งการเรียนหลักอริยสัจ 4 นี้จะมีการระบุในการเรียนการสอนระดับชั้นประถมศึกษาเพื่อให้นักเรียนเข้าใจถึงหลักคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาและนำมาใช้มาปฏิบัติได้ในชีวิตจริงโดยในวัน วิสาขบูชานี้หรือไงว่าเป็นวันหยุดของทางราชการ

ซึ่งมีหลายประเทศที่เปิดให้ประชาชนหยุดทำงานเพื่อไปทำบุญอันได้แก่ประเทศอินเดีย   ประเทศ Myanmar     ประเทศศรีลังกา   ประเทศสิงคโปร์   ประเทศอินโดนีเซียแวะประเทศไทย สำหรับการจัดกิจกรรมวันวิสาขบูชานั้นเพื่อให้ประชาชนได้ระลึกถึงคุณงามความดีและพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ทางเข้าrb88

หมู่บ้านร้างที่ถูกทำลายจากเหมือง

สำหรับหมู่บ้านนั้นใครก็อยากจะมีบ้านที่ออกบ้านมาได้พบเจอกับวิวสวยแต่ทว่าในบ้านเมืองของเรานั้นมันก็เต็มไปด้วยบ้านที่สวยงามและความน่ากลัวอยู่อีกด้วยและหมู่บ้านนั้นจะเป็นอย่างไรและมันจะน่ากลัวขนาดไหนวันนี้ทางเว็บ  next88 esports จะพาท่านไปดูกัน

หมู่บ้านCabo Polonio 

สำหรับหมู่บ้านCabo Polonio นั้นได้เป็นหมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็กที่ได้ตั้งอยู่ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติสในชายฝั่งทางทะเลตะวันออกของประเทศอุรุกวัย คุณเชื่อหรือไม่ว่าบ้านเรือนของผู้คนที่นี่ที่ไม่มีไฟฟ้าและก็ไม่มีน้ำปะปาและก็ยังไม่มีสิ่งที่จะระบายสิ่งประติ กุล

แต่มันก็จะใช่ว่ามันจะเป็นได้ทุกๆหลักเนื่องจากบ้านเรือนบางหลังนั้นก็จะมีไฟฟ้าใช้ที่มันได้ผลิตมาจากพลังงานจากแสงอาทิตย์และพลังงานลม และในส่วนของน้ำจืดนั้นเหล่าชาวบ้านเองก็จะได้มาจากบ่อน้ำหรือจากน้ำฝนที่ได้ตกลงมาเพียงเท่านั้นเอง

ซึ่งหมู่บ้านสถานที่แห่งนี้ถือแม้ว่ามันจะอยู่ห่างจากเมืองหลวงของประเทศอุรุกวัยไปเพียงแค่ประมาณ7กิโลเมตรเท่านั้นแต่ก็ไม่มีถนนที่ดีๆได้ตัดผ่านมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้และยังได้มีเพียงเส้นทางเดี่ยวก็คือทะเลทราย

ซึ่งมันก็จะต้องใช้รถแบบโฟวิลเท่านั้นที่จะขับเข้ามาที่หมุ่บ้านแห่งนี้ได้และสิ่งเดี่ยวที่มันได้ทำให้นักท่องเที่ยวได้แห่กันมาสถานที่แห่งนี้ คือมันได้เป็นที่อยู่อาศัยและยังได้เป็นแหล่งสถานที่ที่ได้อนุลักษณ์สิงโตทะเลทีี่สำคัญของทวีปอเมริกาใต้นั่นเอง

หมู่บ้านGeamana Flooded Village ที่ได้ถูกทิ้งร้างเอาไว้ในทะเลสาบไซยาไนต์

สำหรับหมู่บ้านที่มีขนาดเล็กที่ได้อยู่ในพื้นของประเทศโรมาเนียอย่างหมู่บ้านGeamana ซึ่งในครั้งอดีตนั้นในสถานที่แห่งนี้ก็ยังได้เคยเป็นหมู่บ้านที่ได้มีความอุดมสมบูรณ์และยังได้มีความเงียบสงบและผู้คนที่ได้อาศัยอยู่ในสถานที่หมู่บ้านก็ล้วนแต่ได้มีความสุขกันทั้งนั้นแต่ทว่าในปี1978 เนื่องจากหมู่บ้านในสถานที่แห่งนี้ก็ได้พบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งที่สำคัญ

เมื่อทุกๆคนจะต้องทิ้งอาคารและก็บ้านเรือนและยังได้รวมไปถึงวิถีชีวิตที่แสนจะสงบสุขเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงน้ำเสียจากเหมืองทองแดงที่มันได้ไหลเข้ามาท้วมพื้นที่ของหมู่บ้านจนในกระทั่งท้ายที่สุดแล้วมันก็ได้กลายเป็นสีแดงที่มันได้เต็มไปด้วยไซยาไนต์ทั้งหมดนี่เอง

นอกจากนี้สถานที่แห่งนี้ก็ยังได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งของสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้มีนักท่องเที่ยวไปเข้ามาเที่ยวชมกันอย่างไม่ขาดสายเพื่อที่จะเข้ามาชื่นชมกับทะเลสาบที่มันมีสีแดงที่มีกลิ่นเหม็นที่เกือบจะทนไม่ได้ถึงเมื่อว่ามองผ่านๆไปมันอาจจะดูสวยงามแต่ทว่ามันก็ได้ซ้อนความน่ากลัวอยู่ไม่น้อย

ประวัติพระพุทธเจ้าตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวช

            อย่างที่ทราบกันดีตามหนังสือเรียนว่าเจ้าชายสิทธัตถะนั้นเป็นเจ้าชายที่อยู่ในปราสาทราชวังซึ่งพ่อแม่ได้มีการสร้างวางให้ถึง 3 ฤดูเพื่อที่เจ้าชายสิทธัตถะจะได้ทรงไม่เบื่อหน่ายและจะได้เห็นแต่ของสวยๆงามๆแต่เมื่อพระองค์ได้มีอายุมากขึ้นจนครบ 29 ปีเจ้าชายสิทธัตถะก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตแบบเดิมๆพระองค์จึงได้ชวนคนสนิทนั่งรถออกมานอกวังทำให้ได้เห็นว่าด้านนอกของวังนั้นมีคนหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นคนเจ็บ  คนตาย     หรือแม้แต่เด็กเล็กๆจึงทำให้เจ้าชายสิทธัตถะเริ่มเห็นแล้วว่าสิ่งเหล่านี้คือเป็นสิ่งธรรมดาของโลกที่เกิดขึ้นได้และคนทุกคนต้องล้วนผ่านช่วงเวลาดังกล่าวด้วยกันทั้งหมด

รวมถึงแม้แต่ตัวของพระองค์เองด้วยซึ่งพระองค์มองว่าคนทุกคนจะต้องมีการเกิดมีการโตมีการเจ็บและสุดท้ายก็จะเป็นการตายวนเวียนแบบนี้อยู่เรื่อยไปและไม่มีใครที่จะสามารถหยุดวงเวียนเหล่านี้ได้ทุกคนจะต้องเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกันหมดทำให้เจ้าชายสิทธัตถะเริ่มเล็งเห็นแล้วว่าสิ่งที่พระองค์กำลังทำอยู่นั้นเป็นเพียงแค่เปลือกนอกเป็นมายาที่ถูกสร้างขึ้นมาหลอกล่อและเมื่อกาลเวลาผ่านไปยังไงซะตัวพระองค์เองก็ยังต้องเจอกับความทุกข์ซึ่งพระองค์คงจะต้องมีการเจ็บป่วยและต้องตายในที่สุดดังนั้นเจ้าชายสิทธัตถะจึงได้คิดหาทางที่จะให้ตนเองไม่เกิดความทุกข์ในที่สุดเจ้าชายสิทธัตถะก็คิดขึ้นได้ว่า

ทางเดียวที่จะให้พ้นทุกข์นั้นก็คือต้องเป็นการออกบวชนั่นเองดังนั้นประวัติของพระพุทธเจ้าในช่วงของการออกบวชนั้นจึงเป็นช่วงที่พระองค์มีอายุครบ 29 พรรษา ซึ่งการออกบวชในครั้งนั้นเจ้าชายสิทธัตถะได้สละราชสมบัติยกให้กับลูกและภรรยาและได้ทิ้งลูกและภรรยาเพื่อออกมาเป็นนักบวชโดยถึงแม้ว่าภรรยาและลูกจะห้ามปรามและอ้อนวอนอย่างไรพระองค์ก็ไม่สนใจยังคงยืนยันที่จะออกมาครองตัวเป็นสมณะซึ่งในที่สุดเจ้าชายสิทธัตถะก็ได้บวชเป็นพระสมใจ โดยสถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะใช้เป็นสถานที่ในการบวชหรือตัดผมของตนเองนั้นก็คือตรงแม่น้ำอโนมานทีโดยหลังจากที่มีการตัดผมเรียบร้อยแล้วเจ้าชายสิทธัตถะ

ก็เปลี่ยนชุดเป็นผ้าซึ่งถูกย้อมมาจากยางไม้ทำให้สีของผ้านั้นออกเป็นสีคล้ายๆกับเปลือกไม้น้ำตาลน้ำตาลหลังจากที่มีการบวชให้ตนเองเรียบร้อยแล้วเจ้าชายสิทธัตถะก็ไล่ให้คนขับรถม้ากลับไปอยู่ในวังเหมือนเดิมซึ่งพระองค์ตั้งใจที่จะออกผนวชคนเดียวเพื่อแสวงหาการปลดทุกข์โดยพระองค์จะอาศัยนั่งบำเพ็ญศีลภาวนาใต้ต้นไม้และเดินทางไปเรื่อยๆโดยส่วนใหญ่แล้วพระองค์จะมุ่งหน้าไปที่แคว้นมคธ เพื่อหาวิธีที่จะทำให้ตนเองพ้นทุกข์ให้ได้