Category Archive : ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ของไทย

การยิงเป้าประหารชีวิตในครั้งประวัติศาสตร์ของไทย

วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องราวที่ยังคงอยู่ในประเทศไทยเรามาอย่างยาวนานแล้วแต่ว่าจะเป็นเรื่องที่คนที่อยู่ภายนอกอาจจะไม่รู้ลายละเอียดไม่รู้ถึงบรรยากาศไม่รู้ถึงความรู้สึกหรืออยากรู้แต่ก็ไม่มีโอกาสได้รู้นั้นก็คือเรื่อง นักโทษประหารในเรือนจำก่อนจะพูดถึงเรื่องนี้เรามีรูปให้ดูอยู่สองภาพซึ่งมันดูแล้วมันก็ไม่สบายใจนี้คือเป็นภาพจริงไม่ใช่ภาพจากการถ่ายทำภาพยนตร์ใดๆทั้งสิ่งเชื่อว่าทุกคนที่ได้ดูภาพนี้ก็อาจจะรู้สึกหดหู่ใจและก็สเทึอนใจซึ่งเป็นภาพก่อนทำการประหารซึ่งเป็นการนำตัวนักโทษเข้าหลักประหารและอีกหนึ่งภาพก็คือนำโทษที่ได้ประหารเสียชีวิตแล้วจากการถูกยิงเป้าและซึ่งจะเป็นเรื่องราวที่เรานั้น

จะนำเอามาพูดเล่าสู่กันฟังและเราก็จะพูดถึงเบี้ยงหลังของทั้งสองภาพนี้ซึ่งก็จะมีทั้งสองความรู้สึกและสองอารณ์ด้วยกัน อย่างหนึ่งก็อาจจะเป็นเรื่องของอุทาหรณ์ที่ดีบางครั้งเราจะทำอะไรก็ตามแต่อย่าให้ต้องเจอวินาทีสุดท้ายและต้องมาสำนึกได้ในที่สุดก่อนที่จะสำนึกได้ก็ตายไปแล้วและอย่าให้ต้องถึงวินาทีสุดท้ายอะไรแบบนี้ และ เรื่องที่สองก็คือ เรื่องของหน้าที่และการงานได้มีผู้คนจำนวนหนึ่งอยู่ในภาวะของหน้าที่การงานที่จะต้องอยู่ในบรรยากาศแบบนี้สลดหดหู่อย่างนี้

อารมณ์ความรู้สึกอย่างนี้นั่นก็คือการเป็นพี่เลี้ยงของนักโทษประหารพาเขาไปสู่แดนประหารหน้าที่ของพี่เลี้ยงก็คือจะต้องดูแลทุกขั้นตอนเลยตั้งแต่พานักโทษประหารจากแดนห้องขังและก็เดินมาเรื่อยๆหาอาหารมื้อทุกท้ายให้กินมีการพูดคุยให้ผ่อนคลายจนถึงวินาทีสุดท้ายที่ เสียงปืนนั้นดังขึ้นและก็ปิดชีวิตนักโทษคนนั้นไปและด้วยข้อมูลที่เรา

ได้ทราบกันเรื่องของการยิงเป้าเพื่อประหารชีวิตในประเทศไทยคงจะปิดฉากลงไปแล้วในเดือนตุลาคมนี้ก็คงจะใช้วธีการฉีดยาเพื่อให้เสียชีวิตไปแต่เรื่องราวของคนที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงนักโทษประหารซึ่งเคยพาคนไปยังสู่แดนประหารประมาณ30กว่าคนแล้วก็คงจะได้มีการเปิดเผยกันเป็นครั้งแรกของพี่เลี้ยงที่ดูแลนักโทษที่จะถูกประหารชีวิตและพาไปยังหลักเขตแดนประหารชีวิตเราเชื่อนะว่าไม่ว่าใครก็ตามที่ไม่มีโอกาสล้วงรู้ถึงวันสุดท้ายวินาทีสุดของชีวิต

และมีโอกาสได้วางแผนเอาไว้คงอยากที่จะอยู่ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาคนที่รักและก็อยากจะจากไปอย่างสงบแต่ว่าคนที่เรานั้นจะเอ่ยถึงในวันนี้ก็คือนักโทษประหารเพราะเขาไม่ได้มีโอกาสแบบนั้นเพราะว่าการจากไปอย่างสงบก็ว่ายากแล้วเพราะถูกยิงเป้า

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  BK8

ประวัติศาสตร์ที่ได้มีการค้นพบปราสาท

ประวัติศาสตร์ที่ได้มีการค้นพบปราสาทตาเมือนมีจำนวน3ที่ด้วยกัน

ปราสาทบ้านไผ่ เป็นศาสตร์สถานชุมชน

ได้สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่16ถึง17เป็นปราสาทอิฐขนาดที่เท่ากันจำนวน3หลังเช่นกันและได้ตั้งเรียงเป็นแนวเดียวกันอยู่บนฐานศิลาแลงอีกทั้งยังมีคูน้ำล้อมรอบอยู่ด้านนอกแต่ในสำหรับปัจจุบันปราสาทบริวานที่อยู่ทางด้านทิศใต้นั้นก็ได้พังทายลงไปจนเกือบหมดและเหลือให้เห็นแค่เพียงปราสาทประทานและปราสาทบริวานที่อยู่ทางทิศเหนือเพียงแค่2หลัง

จากการขุดแต่งก็สรุปได้ว่าปราสาทบ้านไผ่เป็นศาสตร์สถานฮินดูศิลปะขอมแบบบาปวน ซึ่งก็ได้พบทับหลังจากจากปราสาททั้ง3หลังนี้แต่สำหรับในปัจจุบันได้ถูกนำเอาไปเก็บรักษาเอาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย

บริเวณไกล้ชายแดนไทยกัมพูชาใน เขตตําบลตาเมียง อำเภอ พนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้มีปราสาทขอมอยู่3แห่งที่ได้ตั้งอยู่ไกล้กันคือปราสาทตาเมีอนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และ ปราสาทตาเมือน ซึ่งก็ได้ถูกเรียกรวมๆกันว่ากลุ่มปราสาทตาเมือน ปราสาทกลุ่มในหินปราสาทตาเมือนถึงแม้ว่าจะเป็นปราสาทศาสตร์สถานโบราณในวัฒนธรรมขอมที่ได้สร้างจากศิลาเหมือนกัน

แต่ปราสาททั้งสามแต่ปราสาททั้ง3ก้ได้มีสถานนะที่แตกต่างกันออกไป ขอม คือวัฒนธรรมที่เคยมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางในส่วนของภูมิภาคต่อเนื่องมานานหลายศตวรรษซึ่งก็ยังได้มีการเถียงกันถึงที่มาถึงตัวตนของขอมนักโบราณคดีส่วนหนึ่งเชื่อว่าวัฒนธรรมขอมได้เริ่มต้นตั้งแต่ศตวรรษที่11หรือที่เรียกว่าสมัยก่อนเมืองพระนครแต่ผู้รู้บางคนได้บอกว่าวัฒนธรรมขอมในยุคแรกนั้น

มันอาจจะย้อนหลังไปไกลกว่านั้นมากคือเริ่มตั้งแต่ราวศตวรรษที่6ก่อนหน้าอาณาจักรเจนละ โดยมันหน้าจะมีศูนย์กลางอยู่ตรงบริเวณแผงจำปาสักของลาวหรือไม่ก็ในจังหวัดอุบลราชนีของประเทศไทยในปัจจุบัน แต่ไม่ว่าวัฒนธรรมขอมจะเริ่มขึ้นเมื่อไดแต่สิ่งหนึ่งที่มันยังคงเป็นสัญลักษณ์หรือหลักฐานแสดงให้ห็นถึงความยิ่งใหญ่ในวัฒนธรรมขอมก็คือสถาปัตยกรรมที่ได้สร้างมาจากอฐิหรือศิลาแลงเพื่อเอาไว้เป็นศาสตร์สถาน

สำหรับประดิษฐานรูปเคารพตามความเชื่อและศรัทธาที่คนเรามักจะเรียกว่าปราสาทขอมหรือว่าปราสาทหิน ในวัฒนธรรมขอมแต่เดิมมานิยมสร้างศาสตร์สถานเอาไว้ตามชุมชนหรือหัวเมืองที่ไกล้ไกลเพื่อใช้เป็นสถานที่เพื่เป็นการประกอบพิธีกรรมทางศาสตร์สนาขอมและของผู้คนในท้องถิ่นจนมาถึงพระเจ้าวรมันที่7

ได้มีการสร้างโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อเมืองพระนครออกสู่หัวเมืองที่ห่างไกลให้ประชาชนและผู้แสวงบุญได้เดินทางถึงกันได้อย่างสะดวกโดยมีการสร้างธรรมศาลาเอาไว้เป็นอย่างมากถึงประมา121แห่งและอโรคยาศาลาเอาไว้อีก102แห่งซึ่งทุกแห่งจะมีศิลาเอาไว้ทุกแห่งเพื่อเป็นศาสตร์สถานกลาง