Category Archive : ประวัติศาสตร์

2ข้อห้ามที่ห้ามทำในประเทศอินเดียและประเทศตุรกี

ห้ามรับประทานอาหารหรือส่งของด้วยมือซ้ายใน ประเทศอินเดีย

สำหรับคนที่ชอบใช้มือซ้ายในการหยิบหรือในการส่งของก็อาจจะต้องมีการปรับตัวซักระยะหนึ่งก่อนที่คุณนันจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศอินเดีย เนื่องจากคนที่นี่ถือได้ว่ามือซ้ายนั้นมันเป็นมือที่ไปสัมผัสกับวิ่งที่มันสกปรก อยู่เสมอและไม่สมควรที่จะนำไปใช้ในสิ่งอื่นๆ นอกเหนือไปจากที่จะไปสัมผัมกับสิ่งเหล่านี้โดยเฉพาะ ในสถานที่ทางด้านของศาสนาและการบิณฑบาตรของนักบวชที่ได้มีการห้ามใช้มือซ้ายอย่างเคร่งครัด เพราะจะถือได้ว่าเป็นรางร้ายและก็ไม่เป็นที่ยอมรับของผู้คน

นอกจากนี้ในการที่จะรับประทานอาหารหรือในการที่จะส่งของให้กับคนอินเดียด้วยมือซ้ายมันก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องห้ามและก็ไม่ควรไปกระทำเช่นเดียวกันหากคุณนั้นไม่อยากถูกผู้คนในประเทศอินเดียได้มองคุณด้วยสายตาที่แปลกๆแล้วละก็ควรที่จะใช้มือขวาใช้ในการทำกิจกรรมเหล่านี้ให้มันเป็นนิสัยจะดีมากที่สุดและมันก็จะทำให้ตลอดการเดินทางของคุณนั้นจะมีแต่เรื่องราวดีๆที่ได้เป็นที่น่าจดจำแม้การใช้มือซ้ายจะเป็นซึ่งที่ไม่ควรกระทำในประเทศอินเดียแต่มันก็ไม่ได้มีข้อห้ามสำหรับคนที่ได้มีมือถนัดซ้ายเอาไว้หรอกนะ

ระวังสัญญาณมือที่ใช้ในประเทศตุรกี

สำหรับสัญญาณมือนั้นได้เป็นการสือสารที่ได้มีการนิยมใช้กันอย่างทั่วโลกอย่างเช่นในการที่ทำรูปมือให้เป็นสัญลักษณ์โอเคหรือการยกนิ้วโป้งให้กับฝ่ายตรงข้าม เพื่อแสดงความชื่นชมแต่ สำหรับในบางประเทศในโลกนั้นในการที่ได้ทำรูปแบบของสัญญาณมือที่เราทุกคนนั้นต่างก็ได้มีความคุ้นเคยและได้มีการทำกันอยู่บ่อยๆนั้นก็ถือเป็นการกระทำที่หยาบคายและก็อาจจะถูกคนในประเทศนั้นๆได้มีการแสดงท่าที่มีความรังเกียจเราอีกด้วยตัวอย่างของสัญญาณมือที่ทุกคน

ควรที่จะหลีกเลี่ยงอย่าเช่นสัญญาณมือโอเคที่เรานั้นได้มีการนิยมใช้กันในหลายๆประเทศแต่สำหรับประเทศคนตุรกีนั้นได้หมายความว่าคุณนั้นได้กำลังว่าเขาได้เป็นการรักร่วมเพศหรือถ้าหากว่าคุณนั้นได้ไปเผลอไปกำมือและสอดนิ้วโป้งเอาไว้ระหว่างนิ้งชี้และนิ้วกลางละก็ก็เตรียมตัวถูกคนในประเทศตุรกีมองด้วยสายตาที่มีความอาฆาตได้เลย

ซึ่งด้วยลักษณะที่การกำมือรูปแบบนี้นั้นมันหมายความว่าคุณนั้นได้แสดงความหยาบคายกับพวกเขาอย่างร้ายแรงดังนั้นถ้าคุณนั้นอยากทำให้การท่องเที่ยวของคุณนั้นไปมีความราบลื่นไปตลอดทั้งทริปแล้วละก็คุณนั้นก็อย่าไปหลงทำสัญญาณมือที่ผิดๆเข้าเอาละแล้วจะหาว่าเรานั้นไม่บอก

3ข้อหลักที่เกี่ยวข้องกับผู้นำเกาหลีเหนือ

หลายคนก็อาจจะรู้จักกับ คิมจองอิล ที่ได้เป็นผู้นำสูงสุดในประเทศของเกาหลีเหนือที่ทุกคนนั้นต่างก็จะเห็นเขาในสื่อหลายๆด้านและสำหรับในวันนี้เราจะพาคุณมาดูเรื่องจริงคิมจองอึนที่คุณไม่เคยรู้มากก่อน

การพบกัน

หากใครที่ได้รับฟังเรื่องจริงของเกาหลีเหนือไปแล้วก็น่าจะจำกันได้ว่าระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้นั้นมีความขัดแย้งกันมาตั้งแต่ในสมัยของสงครามโลกครั้งที่2 ซึ่งในปี2018ที่ผ่านมาก็ได้เกิดเหตุการภาพในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อผู้นำของทั้งสองชาติได้เดินทางมาพบกันที่เส้นแบ่งเขตแดนซึ่งนอกจากจะมีการจับมือทักทายกันแล้วและก็ยังมีการพูดกันอย่าเล็กน้อย

จากนั้นก็ได้ต่อด้วยการประชุมร่วมกันโดยนายคิมจองอึนนั้นก็ได้เขียนลงไปในสมุดเยี่ยมว่าประวัติศาสตร์ใหม่นั้นก็ได้มีการเริ่มขึ้นแล้วจากจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์และจะเป็นยุคสมัยในสันติภาพโดยที่ในการประชุมในครั้งนี้ได้มีจุดมุ่งหมายทางสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในคาบสมุนของเกาหลีและพัฒนาความสัมพันของทั้งสองประเทศต่อไป

สั่งปรับเวลา

ทราบหรือไม่ว่าในปี2015นั้นทางประเทศของเกาหลีเหนือนั้นได้มีการปรับเวลาให้ถอยหลังไปประมาณ30นาที ซึ่งได้เป็นโซนของเวลาที่เคยได้ใช้ในคราบสมุดของประเทศเกาหลีตั้งแต่ในสมัยในยุคล่าอนานิคมของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในการปรับระยะเวลาในตอนนั้นได้เป็นการสือความหมายว่าจะไม่ยอมรับจากจักรวรรดินิยมของญี่ปุ่นเพอทำให้ไม่ให้ประเทศของตัวเองนั้นได้ใช้โซนในเวลาเดียวกับกับโซนเวลาของประเทศญี่ปุ่นและทางเกาหลีใต้เองก็เคยทำแบบนี้มาก่อนเหมือนกันในช่วงราวๆปี1950

และได้เปลี่ยนกลับให้มาตรงกับประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งในปี1960 จากนั้นในปี2018หลังจากที่ได้มีการประชุมของผู้นำของเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จากนั้นนายคิมจองอึนได้มีการประกาสให้มีการปรับเวลาอีกครั้งโดยสั่งให้ปรับเวลาของเกาหลีเหนือเดินเร็วขึ้นอีก30นาที ซึ่งมันจะทำให้เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้ใช้ในโซนของเวลาเดียวกันแต่นอกจากนี้นายคิมจองอึนนั้นก็ยังได้กล่าวอีกว่านี่มันคือก้าวแรกแห่งความปรองดองและมันจะเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายนั้นจะเดินหน้าสู่ความสัมพันที่ดีขึ้น 

เกิร์ลกรุ๊ป

อย่างที่เรานั้นทราบกันดีว่าเกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลีใต้นั้นเป็นอะไรที่ได้โด่งดังมากๆและทางฝั่งของเกาาหลีเหนือเองก็ได้มีเกิร์ลกรุ๊ปกับเขาเหมือนกันและนั้นก็คือ วงMoranbongที่ถือได้ว่าเป็นวงเกิร์ลกรุ๊ปวงแรกสุดของเกาหลีเหนือก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี2012โดยที่สามชิกในแต่ละคนนั้นจะถูกคัดเลือกจากผู้นำสูงสุดจากนายคิมจองอึนโดยตรงซึ่งก็มีสามชิกอยู่ราวๆประมาณ20คนด้วยกันประมาณครึ่งหนึ่งเป็นผู้เล่นเครื่องดนตรีต่างๆและอีกครึ่งนึงเป็นนักรองและแม้ว่าเกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลีเหนือนั้นจะแตกต่างจากประเทศอื่นอยู่บ้าง

ประเทศที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนน้อยมากจริงๆ

คุณจะรู้หรือไม่ว่าประเทศที่มีประชากรที่น้อยมากและยังมีพื้นที่อยู่อาศัยที่น้อยไปกว่าประเทศอื่นๆอีกด้วยซึ่งทุกคนต่างก็จะคุ้นเคยกันแต่ภายในข่าว ซึ่งที่จริงแล้วสถานที่ที่มีพื้นที่น้อยขนาดนี้มันก็ยังมีอยู่ในโลกใบนี้อีกเป็นร้อยประเทศและมันจะมีประเทศอะไรกันบ้างมาดูเลย

SEBOGRA

ซึ่งได้มีขนาดพื้นที่1.9ตารางไมล์หรือจะคิดเป็น4.91ตารางกิโลเมตรและยังมีประชากรที่อยู่อาศัยเพียง312คน ด้วยประเทศจำลองสถานที่แห่งนี้ก็ได้จัดตั้งอยู่บนดินแดนทางตอนเหนือของ อิตาลี ไกล้กันกับชายแดน ฝรั่งเศส ซึ่งมันก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาในปี1960 และยังได้ปกครองกันแบบประชาธิปไตรและที่สำคัญพวกเขานั้นก็ยังมีกองกำลังที่จะป้องกันตัวเองอีกด้วยในประเทศแห่งนี้จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม1คน และ ยังมีทหารที่คอยเฝ้าเขตชายแดนเพียงแค่ 2 คน เท่านั้นเอง

SOVEREIGN MILITARY ORDER OF MALTA หรือ คณะทหารองค์อธิปัตย์แห่งมอลตา

มีขนาดพื้นที่ประมาณ0.012ตารางกิโลเมตร หรือจะคิดเป็น 0.01ตารางกิโลเมตร มีประชากรอาศัยอยู่113,500คน ที่ดินแดนแห่งนี้จากแตกต่างจากนครรัฐวาติกันถึงแม้ว่ามันจะอยู่ในอาณาเขตของกรุงโรมในประเทศอิตาลีเหมือนกันก็ตาม ซึ่งมันก็จะถูกเรียกว่า คณะทหารองค์อธิปัตย์แห่งมอลตา ซึ่งได้มีพื้นที่เพียง0.01ตารางกิโลเมตรและยังประกอบไปด้วย

ตึกสามตึก ซึ่งสองในสามตึกนั้นจะมีพื้นที่ตั้งอยู่ในกรุงโรมอีกหนึ่งตึกจะไปอยู่ที่บนเกาะของมอลตา ประเทศนี้ได้มีเงินตราและแสตมป์รวมถึงพาสปอร์ตเป็นของตนเองอีกทั้งประชากรที่อยู่ในประเทศก็จะมีสิทธิ์ที่จะเข้าได้หลายประเทศไปทั่วโลกและนอกจากนี้ประเทศนนี้ก็ยังเป็นประเทศเดียวที่ได้ประกาสขึ้นใช้ภาษาละตินให้เป็นภาษาของทางการอีกด้วย

SEALAND  ซีแลนด์

มีขนาดพื้นที่0.015ตารางไมล์ หรือจะคิดเป็น 0.004ตารางกิโลเมตร และมีประชากรที่ได้อาศัยอยู่ที่แห่งนั้นประมาณ24คน และที่ก็คือเป็นประเทศจำลองที่ได้มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ซึ่งมันก็ได้ถูกตั้งอยู่บนเสาแค่เพียงสองต้นในทะเลห่างออกไปจากชายฝั่งของสหราชอาณาจักรไปเพียงแค่6ไมล์ทะเลเท่านั้นซึ่งสถานที่นี้นั้นได้เป็นป้อมปราการที่ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่2 เพื่อที่จะใช้ให้เป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงและในเวลาต่อมาก็ได้ประกาสตัวออกมาเพื่อเป็นอิสระในปีประมาณ1967

ซึ่งในปัจจุบันก็ได้ถูกปกครองโดย เจ้าชายไมเคิล ซึ่งก็ได้มีรัฐธรรมนูญธงชาติและเพลงชาติสกุลเงินและแสตมป์รวมไปถึงหนังสือเดินทาง ซึ่งถ้าหากว่าเพื่อนๆคนไหนสนใจที่อยยากจะซื้อของที่ระลึกเขาก็ยังได้มีเว็บไซต์ของประเทศเพื่อเปิดเอาไว้ซื้อขายของที่ระลึกออนไลน์อีกด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวต่างๆได้แก่  dewabet

ประวัติศาสตร์ของไทย

การยิงเป้าประหารชีวิตในครั้งประวัติศาสตร์ของไทย

วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องราวที่ยังคงอยู่ในประเทศไทยเรามาอย่างยาวนานแล้วแต่ว่าจะเป็นเรื่องที่คนที่อยู่ภายนอกอาจจะไม่รู้ลายละเอียดไม่รู้ถึงบรรยากาศไม่รู้ถึงความรู้สึกหรืออยากรู้แต่ก็ไม่มีโอกาสได้รู้นั้นก็คือเรื่อง นักโทษประหารในเรือนจำก่อนจะพูดถึงเรื่องนี้เรามีรูปให้ดูอยู่สองภาพซึ่งมันดูแล้วมันก็ไม่สบายใจนี้คือเป็นภาพจริงไม่ใช่ภาพจากการถ่ายทำภาพยนตร์ใดๆทั้งสิ่งเชื่อว่าทุกคนที่ได้ดูภาพนี้ก็อาจจะรู้สึกหดหู่ใจและก็สเทึอนใจซึ่งเป็นภาพก่อนทำการประหารซึ่งเป็นการนำตัวนักโทษเข้าหลักประหารและอีกหนึ่งภาพก็คือนำโทษที่ได้ประหารเสียชีวิตแล้วจากการถูกยิงเป้าและซึ่งจะเป็นเรื่องราวที่เรานั้น

จะนำเอามาพูดเล่าสู่กันฟังและเราก็จะพูดถึงเบี้ยงหลังของทั้งสองภาพนี้ซึ่งก็จะมีทั้งสองความรู้สึกและสองอารณ์ด้วยกัน อย่างหนึ่งก็อาจจะเป็นเรื่องของอุทาหรณ์ที่ดีบางครั้งเราจะทำอะไรก็ตามแต่อย่าให้ต้องเจอวินาทีสุดท้ายและต้องมาสำนึกได้ในที่สุดก่อนที่จะสำนึกได้ก็ตายไปแล้วและอย่าให้ต้องถึงวินาทีสุดท้ายอะไรแบบนี้ และ เรื่องที่สองก็คือ เรื่องของหน้าที่และการงานได้มีผู้คนจำนวนหนึ่งอยู่ในภาวะของหน้าที่การงานที่จะต้องอยู่ในบรรยากาศแบบนี้สลดหดหู่อย่างนี้

อารมณ์ความรู้สึกอย่างนี้นั่นก็คือการเป็นพี่เลี้ยงของนักโทษประหารพาเขาไปสู่แดนประหารหน้าที่ของพี่เลี้ยงก็คือจะต้องดูแลทุกขั้นตอนเลยตั้งแต่พานักโทษประหารจากแดนห้องขังและก็เดินมาเรื่อยๆหาอาหารมื้อทุกท้ายให้กินมีการพูดคุยให้ผ่อนคลายจนถึงวินาทีสุดท้ายที่ เสียงปืนนั้นดังขึ้นและก็ปิดชีวิตนักโทษคนนั้นไปและด้วยข้อมูลที่เรา

ได้ทราบกันเรื่องของการยิงเป้าเพื่อประหารชีวิตในประเทศไทยคงจะปิดฉากลงไปแล้วในเดือนตุลาคมนี้ก็คงจะใช้วธีการฉีดยาเพื่อให้เสียชีวิตไปแต่เรื่องราวของคนที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงนักโทษประหารซึ่งเคยพาคนไปยังสู่แดนประหารประมาณ30กว่าคนแล้วก็คงจะได้มีการเปิดเผยกันเป็นครั้งแรกของพี่เลี้ยงที่ดูแลนักโทษที่จะถูกประหารชีวิตและพาไปยังหลักเขตแดนประหารชีวิตเราเชื่อนะว่าไม่ว่าใครก็ตามที่ไม่มีโอกาสล้วงรู้ถึงวันสุดท้ายวินาทีสุดของชีวิต

และมีโอกาสได้วางแผนเอาไว้คงอยากที่จะอยู่ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาคนที่รักและก็อยากจะจากไปอย่างสงบแต่ว่าคนที่เรานั้นจะเอ่ยถึงในวันนี้ก็คือนักโทษประหารเพราะเขาไม่ได้มีโอกาสแบบนั้นเพราะว่าการจากไปอย่างสงบก็ว่ายากแล้วเพราะถูกยิงเป้า

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  BK8

ประวัติศาสตร์ที่ได้มีการค้นพบปราสาท

ประวัติศาสตร์ที่ได้มีการค้นพบปราสาทตาเมือนมีจำนวน3ที่ด้วยกัน

ปราสาทบ้านไผ่ เป็นศาสตร์สถานชุมชน

ได้สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่16ถึง17เป็นปราสาทอิฐขนาดที่เท่ากันจำนวน3หลังเช่นกันและได้ตั้งเรียงเป็นแนวเดียวกันอยู่บนฐานศิลาแลงอีกทั้งยังมีคูน้ำล้อมรอบอยู่ด้านนอกแต่ในสำหรับปัจจุบันปราสาทบริวานที่อยู่ทางด้านทิศใต้นั้นก็ได้พังทายลงไปจนเกือบหมดและเหลือให้เห็นแค่เพียงปราสาทประทานและปราสาทบริวานที่อยู่ทางทิศเหนือเพียงแค่2หลัง

จากการขุดแต่งก็สรุปได้ว่าปราสาทบ้านไผ่เป็นศาสตร์สถานฮินดูศิลปะขอมแบบบาปวน ซึ่งก็ได้พบทับหลังจากจากปราสาททั้ง3หลังนี้แต่สำหรับในปัจจุบันได้ถูกนำเอาไปเก็บรักษาเอาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย

บริเวณไกล้ชายแดนไทยกัมพูชาใน เขตตําบลตาเมียง อำเภอ พนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้มีปราสาทขอมอยู่3แห่งที่ได้ตั้งอยู่ไกล้กันคือปราสาทตาเมีอนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และ ปราสาทตาเมือน ซึ่งก็ได้ถูกเรียกรวมๆกันว่ากลุ่มปราสาทตาเมือน ปราสาทกลุ่มในหินปราสาทตาเมือนถึงแม้ว่าจะเป็นปราสาทศาสตร์สถานโบราณในวัฒนธรรมขอมที่ได้สร้างจากศิลาเหมือนกัน

แต่ปราสาททั้งสามแต่ปราสาททั้ง3ก้ได้มีสถานนะที่แตกต่างกันออกไป ขอม คือวัฒนธรรมที่เคยมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางในส่วนของภูมิภาคต่อเนื่องมานานหลายศตวรรษซึ่งก็ยังได้มีการเถียงกันถึงที่มาถึงตัวตนของขอมนักโบราณคดีส่วนหนึ่งเชื่อว่าวัฒนธรรมขอมได้เริ่มต้นตั้งแต่ศตวรรษที่11หรือที่เรียกว่าสมัยก่อนเมืองพระนครแต่ผู้รู้บางคนได้บอกว่าวัฒนธรรมขอมในยุคแรกนั้น

มันอาจจะย้อนหลังไปไกลกว่านั้นมากคือเริ่มตั้งแต่ราวศตวรรษที่6ก่อนหน้าอาณาจักรเจนละ โดยมันหน้าจะมีศูนย์กลางอยู่ตรงบริเวณแผงจำปาสักของลาวหรือไม่ก็ในจังหวัดอุบลราชนีของประเทศไทยในปัจจุบัน แต่ไม่ว่าวัฒนธรรมขอมจะเริ่มขึ้นเมื่อไดแต่สิ่งหนึ่งที่มันยังคงเป็นสัญลักษณ์หรือหลักฐานแสดงให้ห็นถึงความยิ่งใหญ่ในวัฒนธรรมขอมก็คือสถาปัตยกรรมที่ได้สร้างมาจากอฐิหรือศิลาแลงเพื่อเอาไว้เป็นศาสตร์สถาน

สำหรับประดิษฐานรูปเคารพตามความเชื่อและศรัทธาที่คนเรามักจะเรียกว่าปราสาทขอมหรือว่าปราสาทหิน ในวัฒนธรรมขอมแต่เดิมมานิยมสร้างศาสตร์สถานเอาไว้ตามชุมชนหรือหัวเมืองที่ไกล้ไกลเพื่อใช้เป็นสถานที่เพื่เป็นการประกอบพิธีกรรมทางศาสตร์สนาขอมและของผู้คนในท้องถิ่นจนมาถึงพระเจ้าวรมันที่7

ได้มีการสร้างโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อเมืองพระนครออกสู่หัวเมืองที่ห่างไกลให้ประชาชนและผู้แสวงบุญได้เดินทางถึงกันได้อย่างสะดวกโดยมีการสร้างธรรมศาลาเอาไว้เป็นอย่างมากถึงประมา121แห่งและอโรคยาศาลาเอาไว้อีก102แห่งซึ่งทุกแห่งจะมีศิลาเอาไว้ทุกแห่งเพื่อเป็นศาสตร์สถานกลาง