ตำนานคำสาปแช่งของนางสุชาดา

ตำนานคำสาปแช่งของนางสุชาดา

        สำหรับเรื่องราวการสาปแช่งของนางสุชาดานั้นเกิดขึ้นมีผลเกี่ยวพันกับเรื่องของทางพระพุทธศาสนาด้วยโดยตำนานเล่าเรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองลำปางซึ่งตำนานเรื่องของการสาปแช่งของนางสุชาดาเกิดขึ้นเพราะว่าในสมัยโบราณนั้นนางสุชาดาเป็นผู้หญิงรูปงามเธอนั้นเป็นหญิงสาวที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดและมักจะทำบุญทำทานอย่างสม่ำเสมอซึ่งในช่วงของสมัยของนางสุชาดานั้นมี พระมหาเถรเจ้ารูปหนึ่งมีความต้องการที่อยากจะสร้างพระพุทธรูปด้วยความตั้งใจของพระมหาเถระชาตินั้นจะได้ไม้แก่นกันมาสร้างเป็นพระพุทธรูปแต่หาเท่าไหร่ก็ไม่สามารถหาไม้แก่นจันทร์มาทำเป็นพระพุทธรูปได้ความเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของพระยานาค

ซึ่งพญานาคตนนี้นั้นเริ่มใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาด้วยเช่นกันดังนั้นเมื่อเห็นว่านางสุชาดานั้นเป็นหญิงสาวที่ทำบุญทำทานจึงได้มีการนำแก้วมรกตซึ่งปลูกอยู่ในสวนหลังบ้านของนางสุชาดาเนื่องจากว่าพญานาครู้ดีว่านางสุชาดาจะต้องนำแตงโมนั้นไปถวายให้กับพระเถระเจ้าเป็นประจำอยู่แล้ว

ดังนั้นเมื่อนางสุชาดาไปเก็บแตงโมที่หลังบ้านมาเมื่อผ่านก็พบว่าข้างในนั้นมีแก้วมรกตอยู่ด้านในนางสุชาดาจึงได้นำแก้วมรกตนี้ไปถวายแด่พระเถระเจ้าเพื่อหวังที่จะให้พระเถระเจ้านั้นนำแก้วมรกตนี้มาสร้างเป็นพระพุทธรูป เมื่อใดแก้วมรกตมาแล้วก็ไม่มีช่างคนไหนที่จะสามารถนำแก้วมรกตมาสลักเป็นพระพุทธรูปได้เนื่องจากว่าแก้วมรกตนั้นแข็งแรงมากเทวดาจึงได้แปลงกายมาเป็นช่างเพื่อแกะสลักเป็นพระพุทธรูปแก้วมรกตให้   อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวนั้นรู้ไปถึงหูของเจ้าเมืองลำปางซึ่งพระองค์โกรธมากที่นางสุชาดาไม่นำแก้วมรกตมาถวายพระองค์แต่กลับนำไปถวายพระเถระเจ้า

โดยพระองค์ว่าพระองค์นั้นยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองลำปางดังนั้นสิ่งของมีค่าจึงต้องส่งมาถึงพระองค์ก่อน เรื่องนี้ทำให้เจ้าเมืองลำปางนั้นตัดสินใจที่จะใส่ร้ายนางสุชาดาโดยระบุว่านางสุชาดานั้นมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับพระมหาเถระเจ้าและ จับทั้งนางสุชาดาและพระมหาเถระเจ้านั้นเพื่อจะมาประหารชีวิต นางสุชาดานั้นด้วยตนเองไม่ได้ผิดเธอจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าหากมีการประหารชีวิตเธอนั้นและเธอไม่ได้ผิดขอให้เลือดของเธอไม่ตกลงที่พื้นแต่กลับพุ่งขึ้นไปบนฟ้าแทนและขอให้เลือกของเธอนั้นเป็นสีขาวบริสุทธิ์เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเธอนั้นบริสุทธิ์และเธอถูกใส่ร้ายอย่างไรก็ตาม

เมื่อเธอถูกประหารชีวิตปรากฏว่าคำอธิษฐานของเธอนั้นเป็นจริงทำให้ชาวบ้านที่มายืนดูการประหารชีวิตของเธอนั้นต่างก็รู้ว่าเธอนั้นถูกใส่ร้ายจึงเป็นเหตุให้พระมหาเถระเจ้านั้นถูกปล่อยตัวและไม่ถูกประหารชีวิตอย่างไรก็ตามก่อนที่นางสุชาดาจะสิ้นใจนั้นเธอได้มีการสาปแช่งเจ้าเมืองลำปางเอาไว้โดยคำสาปแช่งของเธอนั้นระบุเอาไว้ว่าขอให้ลูกหลานที่สืบราชบัลลังก์ต่อจากเจ้าเมืองลำปางทุกคน บริหารบ้านเมืองไม่เจริญรุ่งเรืองแต่ถ้าหากอยากจะแก้คำสาปแช่งก็ขอให้ลูกหลานคนใดคนหนึ่งมีความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของเธอและนำลูกขนุนที่ปลูกเองไปทำบุญให้กับเธอหลังจากนั้นคำสาปแช่งก็จะหายไป

ซึ่งการต่อมาอีกหลายชั่วอายุคนมีพระสงฆ์องค์หนึ่งซึ่งว่ากันว่าเป็นสายเลือดที่สืบต่อมาจากเจ้าเมืองลำปางท่านได้มีการปลูกต้นขนุนและนำรูปขนุนนั้นไปทำบุญถวายแด่พระนางสุชาดาหลังจากนั้นคำสาปของพระนางนั้นก็หายไปทำให้ลำปางในปัจจุบันนั้นกลายมาเป็นจังหวัดที่มีความยิ่งใหญ่อีกครั้งซึ่งพระสงฆ์รูปนั้นที่เป็นคนแก้คำสาปว่ากันว่าคือหลวงปู่เกษมนั่นเอง

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  รวมเว็บหวยออนไลน์

ประวัติหงส์สีทองที่วัดห้วยลึก

สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับหงส์ที่วัดห้วยลึกนี่ได้มีประวัติเล่าต่อกันมายาวนาน ซึ่งประวัติหงส์ตัวนี้มันเคยมีโซ่ ล่ามเอาไว้ที่ขามันด้วย มีความเชื่อกันว่าเหตุผลที่จะต้องล่านโซหงส์ตัวนี้นั่นก็คือ ในสมัยอดีตชาวบ้านก็ได้พบว่าหงส์ตัวนี้มันได้หายไปและมันก็ได้กลับมาอีกทีพร้อมกับรอยเลือดที่ได้ติดกลับมาอยู่ที่บริเวณปากของมัน 

เมื่อหลวงพ่อได้เห็นหงส์ตัวนี้ได้หลุมออกไปและได้กลับมาพร้อมกับคาบเลือดที่ปากจากนั้นจึงได้มีการล่ามโซเอไว้เพื่อที่จะไม่ให้มันหนีไปไหนบ้างก็ว่าเหตุผลที่จะต้องล่ามโซหงส์ตัวนี้เพราะ เนื่องจากว่าในอดีตหงส์ตัวนี้นั้นมันสามารถที่จะบินได้และจึงได้ทำให้ชาวบ้านเกิดประสบอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้งและถ้าหากว่าหงส์ตัวนี้มันได้หลุมออกมาอีกมันอาจจะทำให้ผู้ที่ได้สัญจรในบริเวณนั้นได้เกิดอุบัติเหตุได้

ซึ่งชาวบ้านที่ได้พักอาศัยอยู่แถวนั้นพวกเขาก็จะพบเห็นเรื่องแปลกๆเรื่องของหงส์ตัวนี้กันอยู่บ่อยครั้งและชาวบ้านหลายคนก็ได้เชื่อกันว่าหงส์ตัวนี้มันเดินได้หลายๆคนได้เคยเห็นว่าหงส์ตัวนี้มันเคยไปอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนนในอดีตได้เล่าต่อๆกันมาว่าเคยมีคนที่ขับรถผ่านไปมาและได้เห็นหงส์ตัวนี้มันได้เดินข้ามไปอีกฝั่งของถนน ซึ่งถ้าหหากว่าขับรถมาจากถนนหงส์จะตั้งอยู่ทางขวามือและถ้าเกิดว่าขับรถมาทางใต้หงส์จะตั้งอยู่ทางซ้ายมือแต่มีผู้ที่พบเห็นหงส์ได้ข้ามมาอยู่อีกฝั่งหนึ่งซึ่งมันเป็นไปได้อย่างไงมันก็ยังไม่มีใครรู้แต่บ้างก็ว่าเฉพาะผู้ที่มีบุญเท่านั้นที่จะได้เห็นสิ่งนี้

นอกจากนี้โซที่ได้ล่ามหงส์ตัวนี้เอาไว้มันไม่มีอยู่แล้วเพราะว่าสชาวบ้านเขาได้สร้างหงส์ตัวขนาดเล็กเอาไว้อยู่ที่ข้างๆหงส์ตัวใหญ่ซึ่งมันได้เป้นหงส์ตัวลูกเอาไว้ข้างๆกับหงส์ตัวแม่เลยและนี้มันอาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่เขาต้องล่ามโซหงส์ตัวนี้เพราะว่าหงส์ตัวนี้มันอาจจะบินไปหาหงส์ตัวลูกหรือว่ามันอาจจะเป็นห่วงลูกนั่นเองมันก็เลยจำเป็นที่จะสร้างหงส์ตัวลูกเอาไว้ข้างๆและในปัจจุบันนี้ก็ไม่มีโซล่ามหงส์ตัวแม่อีกแล้วเพราะเนื่องจากว่ามันไม่ต้องบินออกไปไหนแล้ว

ซึ่งในอดีตก็ว่าบริเวณพื้นที่ป่าของหงส์ตัวนี้จะมีวัตถุที่ห้อยลงมาคล้ายๆกับระฆังหรืออะไรสักอย่างที่มันได้ห้อยลงมาจากปากหงส์แต่ เนื่องจากว่ามันได้เกิดอุบัติเหตุระฆังที่มันได้ห้อยอยู่ที่ปากของหงส์ตัวนี้มันได้ล่นลงมาทับพระเสียชีวิตจึงจำเป็นที่จะต้องนำสิ่งนี้ออกจากปากหงส์ไปเพราะเนื่องจากว่าป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาอีกครั้ง

 

สนับสนุนโดย  entaplay link

อาดัมเป็นคนแรกของโลกที่รู้เรื่องของหินศิลานักปราชญ์

สำหรับหินศิลานักปราชญ์ตรงนี้แล้วตามความเชื่อนี้มันจะมีอยู่สองรูปแบบด้วยกันคือหินศิลานักปราชญ์ที่เป็นสีขาวกับหินศิลานักปราชญ์ที่เป็นสีแดง โดยหินศิลานักปราชญ์สีขาวตรงนี้ มันจะเปลี่ยนให้โลหะหรือสิ่งของต่างๆกลายเป็นเงินแท้ได้ส่วนหินศิลานักปราชญ์ที่เป็นสีแดงเขาได้บอกเอาไว้ว่ามันสามารถเปลี่ยนสิ่งของหรือโลหะให้กลายมาเป็นทองได้นั่นเองและตามข้อมูลตรงนี้เขายังได้บอกอีกว่า 

ถ้าหากใครที่ได้ครอบครองหินศิลานักปราชญ์และนำเอาหินศิลานักปราชญ์นั้นนำเอามาทำให้กลายเป็นของเหลวพร้อมกับดื่มมันเข้าไปบุคคลที่ได้ดื่มมันเข้าไปนั้นว่ากันว่ามันจะทำให้มีอายุยื่นยาวได้มาขึ้นถึงอีกหนึ่งเท่าตัวและได้กลับมามีวัยหนุ่มอีกครั้งหรือถ้าดื่มมันเข้าไปมากพอมันก็อาจจะทำให้คุณนั้นกลายเป็นอมตะได้เลย

ซึ่งในความเชื่อของยาอมตะหรือศิลานักปราชญ์ตรงนี้มันก็ไม่ได้มีเพียงแค่การเล่นแร่ของการแปลงธาตุแต่ในความเชื่อของคนจีนในสมัยก่อนเขาก็ได้มีความเชื่อในเรื่องของยาอายุวัฒนและการเล่นแร่แปลงธาตุที่เกี่ยวกับเรื่องของทางการแพทย์เลยทำให้จีนในสมัยก่อนวิทยานทางการแพทย์หรือศาสตร์ต่างๆที่เกี่ยวกับทางการแพทย์มันค่อนข้างที่จะพัฒนาไปจนถึงจุดสูงสุดแต่มันยังไม่ถึงจุดสูงสุดตรงที่ว่าเขายังไม่สามารถที่จะหายาอายุวัฒนะหรือสิ่งที่เราเรียกกันว่าหินศิลานักปราชญ์ได้นั่นเอง

โดยหินศิลานักปราชญ์ที่เราได้พุดถึงกันตรงนี้ได้ถูกพูดถึงครั้งแรก เมื่อประมาณคริสตศักราชที่300 โดยได้มีนักเล่นแร่แปลงธาตุคนหนึ่งที่ได้มีชื่อว่าโซสิโมเขาได้เขียนบรรยายถึงสารดังกล่าวเอาไว้ในแบบที่เราได้อธิบายไปแต่ในตอนนั้นไม่มีใครเชื่อกันเลยว่าสะสารดังกล่าวนี้มันมีอยู่จริงเพราะมันไม่มีอะไรที่จะยื่นยันได้และไม่มีหลักฐานที่แน่นพอมีแต่คำพูดลอยๆและการจดบันทึกที่ไม่มีอะไรยื่นยันได้เลยว่าเป็นของจริงหรือว่าของปลอม

คนส่วนใหญ่ก็เลยไม่เชื่อว่าสิ่งๆนี้มันได้มีอยู่จริงและพอเวลาได้ผ่านไปเรื่อยๆเรื่องของศิลานักปราชญ์มันก็เริ่มเรือนรางหายไปจนมันได้มาถึงปีคริสตศักราชที่1620 เรื่องของศิลานักปราชญ์มันก็ได้กลับมาโด่งดังอีกครั้งหนึ่งจากนักดาราศาสตร์ที่ศึกษาในเรื่องของการเล่นแร่แปลงธาตุ

นอกจากนี้ยังได้มีการเขียนหนังสืออ้างอิงถึงบุคคลในประวัติศาสตร์โลกโบราณอย่างมนุษย์คนแรกที่ชื่อว่าอาดัม ซึ่งอาดัมนี่แหละคือบุคคลแรกของโลกที่ได้ถือศิลานักปราชญ์และได้รู้ว่าหินศิลานักปราชญ์นั้นมันได้มีองค์ประกอบอะไรบ้าง

 

สนับสนุนโดย  entaplay ดี ไหม

การเกิดกบฎเดือนมิถุนายน ในปี1832

ซึ่งในการเกิดเหตุการณ์กบฎในครั้งนี้นั้นได้ระเบิดขึ้นในขณะที่ประชาชนได้พากันออกมาร่วมชบวนงานศพของนายพลลามาร์คขบวนงานศพนี้เป็นซีน สำคัญมากในภาพยนตร์Les Miserablesที่มีเพลงDo you hear the peole sing นี่ล่ะเราจะต้องบอกกันไว้อีกเรื่องหนึ่งว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของระบอมสาธารณะรัฐหรือระบอมกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญคนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งมีเพียงแค่1%ของประชากร

ซึ่งก็ได้แก่คนที่มีทรัพย์สินมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งเป็นเจ้าของที่ดินอะไรต่างๆข้อเรียกร้องของฝ่ายสาธารณะรัฐก็คือให้ผู้ชายทุกคนมีสิทธิ์เลือกตั้งด้วยซ้ำไปกว่าที่ผู้หญิงฝรั่งเศสจะได้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างสมบูรณ์ก็ปาเข้าไปประมาณปี1945เลยทีเดียวเวลาที่เราได้พูดถึงประชาธิปไตและสิทธิเสรีภาพเราพูดกันเป็นดีกรีการต่อสู้ไม่เคยจบสิ้นอย่างที่เห็นๆกันอยู่การกบฎเดือนมิถุนายนของขบวนการสาธารณะรัฐถูกเรียกว่ากบฎเพราะล้มล้างกษัตริย์ไม่สำเร็จทั้งนี้น่าจะเป้น

เพราะชาวปารีสส่วนใหญ่ไม่ได้ออกมาสนับสนุนการต่อสู้ในครั้งนี้ทหารที่ถูกเรียกเข้ามาในปารีสเกือบ4หมื่นนายจึงปราบปรามได้อย่างราบคาบ นอกจากนี้คนที่ออกมาต่อสู้แปดสิบเปอร์เซ็นต์คือคนชนชั้นแรงงานและลูกจ้างชั้นล่างได้มีผู้เสียชีวิตฝั่งประชาชนราว800คนหลังจากนั้นรัฐบาล

ซึ่งก็มาจากการต่อสู้เพื่อการเป็นสาธารณะรัฐก็พยายามตีกรรเชียงออกห่างจากขบวนการสาธารณะรัฐคือแม้ว่าตัวเองจะมาจากการต่อสู้ล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แต่ก็พยายามกลบๆประวัติศาสตร์นั้นไปหนึ่งในความพยายามก็คือการสั่งให้เก็บภาพLiberty Guiding the People ของDelacroixไม่ให้สาธารณะชนได้พบเห็นอีก โดยได้ให้เหตุผลว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีทั้งๆที่เหตุการณ์การปฏิวัติปี1830ที่ภาพนี้บันทึกไว้คือเหตุการณ์ที่ทำให้กษัตริย์ หลุยส์ ฟิลลีป ได้ขึ้นครองราชย์แท้ๆอย่างไร

ก็ตามในเดือนกุมภาพันธ์1848ก็เกิดการปฏิวัติขึ้นมาอีกครั้งที่มีชื่อว่า February Revolutionได้เป็นผลให้กษัตริย์ หลุยส์ ฟิลลีปที่1 ต้องสละราชสมบัติและเสด็จไปลี้ภัยที่อังกฤษจนสิ้นพระชนม์ใน2ปีต่อมาFebruary Revolutionนี้นำโดยคนชั้นกลางและพ่อค้าคือหลังจากที่การกบฎเดือนมิถุนายนได้จบลงรัฐบาลก็ได้ออกกฎหมายห้ามการชุมนุมชนชั้นกลางและพ่อค้าที่อยากจะชุมนุมพบปะพูดคุยเรื่องการเมืองหรือคุยกับนักการเมืองก็เลยเริ่มจัดงานเลี้ยงระดมทุนที่จริงๆแล้ว

ก็คือการชุมนุมทางการเมืองนั่นแหละงานเลี้ยงประเภทนี้ก็ฮิตมากได้จัดกันทั่วประเทศจนรัฐบาลออกกฎหมายห้ามจัดงานเลี้ยงชุมนุมแบบนี้ก็เลยเกิดการประท้วงขึ้นอีกการประท้วงเที่ยวนี้ค่อยข้างมีทุนช่วยเหลือเพราะเริ่มขึ้นจากชนชั้นกลางและการปราบปรามก็เป็นไปได้ยากเพราะอย่างว่าคนชั้นกลางไงสุดท้ายนายกรัฐมนตรีก็ลาออกและกษัตริย์ ซึ่งยังจำฉากสุดท้ายของลูกพี่ลูกน้องก็คือพระเจ้าหลุยส์ที่16ได้ก็หนีออกจากฝรั่งเศสไปแบบเงียบๆ

 

สนับสนุนโดย  entaplay slot

ดร.มาร์เซล เพททิออด คดีหมอสังหารในคฤหาสน์มรณะ

เหตุการณ์สงครามโลกถือได้ว่าเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความเฮียมโหดและยังได้ถูกกล่าวขานถึงไปทั่วโลก ซึ่งบันทึกในประวัติศาสตร์แห่งความโหดร้ายนี้ก็ยังได้มีการบดบังเหตุการณ์อื่นๆที่มันได้เคยเกิดขึ้นมาในระยะเวลาเดียวกันจนมันแทบจะหมดความสำคัญยกเว้นเพียงแต่ว่าเรื่องราวนั้นมันจะมีความโดนเด่นหรือมีความร้ายแรงมากที่จะทำให้ผู้รู้สึกฝังจำ

ซึ่งหนึ่งในเหตุการณ์ที่มันได้เคยเกิดขึ้นนี้ในระหว่างช่วงของสงครามโลกที่ผู้คนที่ได้อยู่ทางยุโปรยังได้มีความจดจำกันได้ดีอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังได้มีเรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องระดับโลกคนหนึ่งนามว่า ดร.มาร์เซล เพททิออด ได้รวมอยู่ด้วยทั้งนี้ยังได้เคยมีคำกล่าวอีกว่าในช่วงของสงครามโลกครั้งที่2ความความพินาศย่อยยับที่มันได้เกิดขึ้นมาจากสงครามโลก

จึงทำให้ทุกฝ่ายได้มีผลเสียกับเสียและมันก็ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ให้แก่ผู้ใดเลยแต่ สำหรับ  ดร.มาร์เซล เพททิออด เขาอาจจะไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้เพราะสำหรับเขามันจะมีแต่คำว่าได้กับได้เท่านั้น ด้วยอำนาจมืดของพวกนาซีที่ได้บุกเข้ายึดพื้นที่ฝรั่งเศสพร้อมกับนโยบายกวาดร้างเผ่าพันธุ์เชื้อสายยิวจึงทำให้ผู้คนชาวยิวที่ได้รู้ข่าวจำเป็นจะต้องพากันอพยพหนีตาย

แต่ เนื่องด้วยหนทางที่จะหลบหนีเต็มไปด้วยยากเต็มทีเพราะไม่ว่าในพื้นที่ไหนๆก็จะมีแต่พวกตำรวจลับของนาซีได้กระจายตัวกันอยู่เต็มไปหมดแต่ทว่าความตายที่มันได้ใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆก็ได้มีใครคนหึ่งก็ได้เสนอตัวขึ้นมาว่าจะยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขา ดร.มาร์เซล เพททิออด ได้เป็นนักแพทย์ที่อยู่ในกรุงปารีสก็ได้อาสาว่าจะช่วยให้ชาวยิวหลบหนีออกไปจากประเทศฝรั่งเศส

แต่เพราะทุกชีวิตนั้นมีค่าเขาจึงได้เรียกเก็บค่าบริการสำหรับให้ความช่วยเหลือด้วยราคาที่สูงมากๆ โดยเขาได้อ้างว่าหากผู้ขอลี้ภัยไม่ขอฉีดยากันโรคติดต่อร้ายแรงก็จะไม่ได้รับอนุญาติให้เดินทางเข้าสู่ประเทศปลายทาง สำหรับชาวยิวที่เสมือนว่ามีคมเขี้ยวมัจจุราชจ่ออยู่ที่ลำคอ เมื่อได้ทราบข่าวว่า ดร.มาร์เซล เพททิออด ได้เป็นทางเลือกเดียวของพวกเขามันก็ย่อมเป็นการง่ายที่จะต้องตัดสินใจเหล่าครอบครัวชาวยิวก็จะต้องยอมจ่ายทรัพย์มีค่าทุกอย่างเพื่อพาตนเองและครอบครัว

ได้หลบหนีออกไปจากประเทศฝรั่งเศสให้ได้โดยเร็วมากที่สุดหากแต่ว่าหลังจากที่พวกเขาได้นำเอาเงินค่าช่วยเหลือมาจ่ายให้แก่ ดร.มาร์เซล เพททิออดในคฤหาสน์รร้างที่เป้นจุดนับหมายชาวยิวเหล่านั้นก็ไม่เคยกลับออกมาจากคฤหาสน์ร้างอีกเลย

 

สนับสนุนโดย  next88 login

ตำนานนางเงือกในคลองบางกอกน้อย กรุงเทพ

สำหรับในพื้นที่บางกอกน้อยที่อยู่ในกรุงเทพมหานครได้เคยมีผู้พบเห็นนางเงือกได้ว่ายน้ำกันอยู่ตลอดคลองบางกอกน้อยเลย ซึ่งมันก็ยังได้มีอยู่หลายจุดเลยที่ได้มีการบอกเล่ากันว่าได้มีการพบเจอนางเงือกและจุดที่สามารถพบเห็นนางเงือกได้นั่นก็คือบริเวณสถานที่ทางรถไปบางกอกน้อยจากนั้นก็ได้มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านบางกอกน้อยได้เล่าต่อๆกันมา

ซึ่งถ้าหากว่าวันไหนได้เป็นวันที่มีคืนพระจันทร์เต็มดวงที่แพยายนอมที่อยูในสมัยนั้น ซึ่งได้เป็นท่าแพสำหรับร้านขายยาแผลไทยที่ได้มีชื่อเสียงมากมายที่โด่งดังมากที่สุดในย่านคลองบางกอกน้อยจากนั้นก็ได้มีสิ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นสิ่งประหลาดมันได้เกิดขึ้นที่ท่าแพของยายนอมโดยสิ่งทีทเขาได้ยินกันนั้นมันคือเสียงพูดคุยกันบวกกับมีเสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากส่วนของปลายท่าแพ

ซึ่งมันอาจจะเป็นเสียงที่มันจะไม่ค่อยคุ้นหูกันมากเท่าไหร่ ซึ่งเสียงเขาได้ยินกันนั้นมันได้เป็นเสียงที่ได้มีคนกำลังพูดคุยกันอยู่อย่างเมามันซึ่งมันก็ได้ทำให้ยายนอมนั้นได้เกิดสงสัยและก็ได้ลุกขึ้นออกไปดูว่าเสียงที่ยายนอมนั้นมันมาจากไหนและมันเป็นเสียงใครกันที่ได้ออกมาเล่นน้ำในยามกลางคืนแบบนี้จจากนั้นยายนอมเองแก่ก็ได้เดินขึ้นไปยังที่มาของเสียงหรือตรงจุดท่าแพจากนั้น

สิ่งที่อยู่ตรงน่าที่ยายนอมนั้นได้พบเห็นปรากฏว่าได้เป็นนางเงือกที่มีผมยาวดูสวยซึ่งเขากำลังใช้มือยันพื้นแล้วค่อยๆขึ้นมานั่งส่องกระจกนอกจากนั้นแล้วก็ยังได้เห็นนางเงือกอีกสองตัวที่กำลังจะโพล่ขึ้นมาจากน้ำเช่นเดียวกันหลังจากนั้นก็ได้มีการสันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นนางเงือกพ่อแม่ลูกที่ได้โพล่ขึ้นมานั่งอยู่ตรงแพนอกจากนี้ก็ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่มันจะทำให้ยายนอมนั้น

ต้องตกใจอีกครั้งหนึ่งเมื่อยายนาอมนั้นได้เห็นที่บริเวณขาปรากฏว่าไม่มีขาเหมือนอย่างมนุษย์ซึ่งจะมีแต่เป็นเกล็ดเหมือนปลาที่ปัดไปมาอยู่ในน้ำเหมือนกับว่าได้มีปลาขนาดใหญ่ได้มากระโดนเล่นน้ำไปมา ซึ่งในจุดนั้นที่ยายนอมได้พบเห็นก็เกือบจะทำเอายายนอมนั้นแทบจะคุมสติของตัวเองไม่อยู่กันเลยทีเดียวเมื่อยายนอมนั้น

เขาได้พบภาพที่ได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าจากนั้นยายนอมเองแก่ก็ได้ตะโกนถามไปที่นางเงือกว่าใครกันที่มาเล่นน้ำอยู่ที่หน้าบ้านจากนั้นนางเงือกได้ยินเสียงและได้หันหน้ามาเจอกับยายนอมปรากฏว่านางเงือกนั้นได้มีตาเป็นสีแดงประกายเพชรจากนั้นนางเงือกทั้งสามก็ได้หนีลงน้ำไปอย่างรวดเร็ว

 

สนับสนุนโดย  entaplay

ตำนานยักษ์แห่งสโตนเฮนจ์ หรือ Giants of Stonehenge

          กองหินโบราณที่มีขนาดใหญ่โตมหึมาที่เรียงตัวกันเป็นโครงสร้าง เป็นก้อนกลมกลม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกนั้นให้ความสนใจและในปัจจุบันนี้ก้อนหินเหล่านั้นได้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างสนใจพากันเดินทางมาเที่ยวที่นี่กันเป็นจำนวนมาก แต่คุณเคยสงสัยกันไหมค่ะว่า ใครกันนะที่ได้นำเอาก้อนหินเหล่านั้นมาวางเรียงกันเป็นรูปร่างหน้าตาแบบนี้

และมาวางกองไว้ที่ตรงพื้นที่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งหลายคนนั้นได้มีการพูดถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้กันอย่างมากนั่นก็คือ สันนิฐานแรกนั้นเชื่อกันว่า ก้อนหินเหล่านี้อาจจะเกิดจากเหล่าเอเลี่ยนที่เดินทางมาที่โลกมนุษย์และได้ใช้วิวัฒนาการที่ล้ำหน้าเกินพวกมนุษย์ได้มาสร้างก้อนหินเหล่านี้เอาไว้ แต่ถ้าหากไม่ใช่เหล่าเอเลี่ยนแล้วละก็ ก็อาจจะเป็นยักษ์นี่ล่ะที่มาสร้างก้อนหินเหล่านี้เอาไว้ โดยมีการสร้างตำนานถึงก้อนหินสโตนเฮนจ์นี้เอาไว้ว่าในสมัยก่อนนั้นประเทศอังกฤษ

มักจะมีการต่อสู้กันบ่อยครั้งและได้มีผู้คนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก รวมถึงเหล่าขุนนางทั้งหลายด้วย กษัตรแอมบีโรเซียส ออรีเรียนัส จึงอยากที่จะสร้างอนุสรณ์สถานให้กับเหล่าผู้ล่วงลับ พ่อมดเมอร์รินจึงได้แนะนำให้กษัตรได้ทำการย้ายก้อนหินวิเศษเหล่านี้มาจากภูเขาคิวรารัสจากประเทศไอแลนด์มาแต่เนื่องจากก้อนหินเหล่านั้นมีแต่ก้อนที่มีขนาดใหญ่มาก

ทำให้ทหารไม่สามารถที่จะขนย้ายได้ ทางด้านพ่อมดเมอร์รินจึงได้มีการสั่งเหล่ายักษ์ทั้งหลายพากันช่วยกันขนก้อนหินเหล่านั้นมาตั้งไว้ที่เซลลิสเบรี่ จนกลายมาเป็นสโตนเฮนจ์  อย่างที่เราได้เห็นกันมาจนทุกวันนี้นั่นเอง  ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้ได้กลายมาเป็นตำนานที่มีการพูดถึงกันมาอย่างยาวนาน เพราะหลายคนก็ยังคงมีความสงสัยกันมาว่าก้อนหินขนาดใหญ่เหล่านั้น

ทำไมถึงได้ไปว่าทับซ้อนกันแบบนั้นได้อย่างไร เพราะต่างก็ไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติอย่างแน่นอน เพราะด้วยลักษณะการจัดวางของก้อนหินการที่นำหินขนาดใหญ่ไปวางซ้อนด้านบนอีกชั้นนั้น เป็นสิ่งที่เชื่อได้ยากมากว่าจะเกิดจากธรรมชาติรังสรรค์มาให้เราได้เห็นกัน เพราะมันเหมือนกันการที่มีใครสักคนทำเสียมากกว่า

อย่างไรก็ตามเพราะไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่านี่คือฝีมือของมนุษย์ดังนั้น จึงมองกันว่านี่น่าจะเป็นฝีมือของยักษ์นั่นเองที่สามารถทำได้แบบนี้และเป็นยักษ์ที่มีรูปร่างสูงใหญ่เสียด้วยเพราะสามารถย้ายหินจากอีกประเทศหนึ่งเดินทางมาถึงยังอีกประเทศหนึ่งได้

 

สนับสนุนโดย  betbb

อุทาหรณ์เด็ก 6 ขวบเล่นซ่อนหาใต้รถกระบะสุดท้ายรถทับตาย 

         มีเหตุการณ์ที่น่าตกใจเกิดขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชโดยเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้น เนื่องจากมีหนูน้อยคนหนึ่งอายุ 6 ขวบชื่อว่าน้องน๊อตซึ่งน้องถูกรถชนจนกระทั่งเสียชีวิต  ซึ่งรถที่ชนน้องขับมาโดยนายคำรณ  ไชยศรี ซึ่งในขณะนี้ก็เป็นญาติของน้องน็อตนั่นเอง ซึ่งในวันดังกล่าวที่เกิดเหตุนั้นนายคำรณได้เดินทางมาที่บ้านของน้องน๊อตแล้วก็ได้มีการพูดคุยกับพ่อน้องๆ

เรื่องการแต่งรถกระบะโดยนายคำรณเป็นคนที่ชอบการแต่งรถพอรู้ว่าพ่อของน้องนัทเพิ่งไปทำการแต่งรถมาก็เลยมีการสตาร์ทรถเพื่อจะลองรถเลยอยากจะฟังเสียงท่อที่พึ่งไปแต่งมาใหม่ เมื่อนายคำรณไปทำการสตาร์ทรถรถก็พุ่งเข้าชนน๊อตซึ่งบังเอิญยืนอยู่ตรงหน้ารถกระบะพอดีด้วยเหตุการณ์ในครั้งนี้รถกระบะคันดังกล่าวนี้เป็นรถของพ่อน้องๆซึ่งพ่อของน้องน๊อตเข้าเกียร์ค้างเอาไว้ดังนั้นพอในคอมโดยมีการสตาร์ทเครื่อง  จึงเป็นเหตุให้รถพุ่งเข้าชนน้องจนเสียชีวิต 

           ผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงไปในพื้นที่เกิดเหตุและมีการพูดคุยกับแม่ของน้องน๊อตที่เสียชีวิตโดยแม่ของน้องน็อตเล่าว่าในคืนเกิดเหตุ น้องๆกำลังเล่นอยู่กับเพื่อนๆและพี่สาวโดยทั้งหมดกำลังเล่นซ่อนหากันอยู่ซึ่งน้องน็อตก็ได้วิ่งมาถามพ่อว่าควรจะไปซ่อมที่ไหนดี เสร็จแล้วน้องก็เลือกไปแอบตรงหน้ารถกระบะของพ่อของตนเองพอดีซึ่งน้องน็อตได้โดยการหมอบลงหน้ารถกระบะทำให้นายคำนวณที่เดินมาสตาร์ทเครื่องยนต์รถกระบะของพ่อน้องน๊อตมองไม่เห็นน้องน๊อตจึงทำให้รถพุ่งชนโดยที่ไม่รู้ว่ามีน้องน็อตยืนอยู่ข้างหน้ารถจึงเป็นสาเหตุให้น้องน็อตเสียชีวิตในเวลาต่อมา 

    ซึ่งทางคุณแม่ของน้องน๊อตก็ได้บอกว่าตอนนี้เริ่มทำใจได้แล้วและไม่ได้โกรธเคืองนายคำรณซึ่งในคำนวณก็ขอมาบวชหน้าไฟให้กับน้องน็อตแต่ตอนนี้ยังไม่กล้ามางานศพเพราะเกรงว่าพ่อของน้องน๊อตจะไม่พอใจซึ่งแม่ของน้องน๊อตยังได้เล่าให้ฟังว่าวันที่ 12 เมษายนนี้ก็จะเป็นวันเกิดของน้องน๊อตแล้วโดยแม่ตั้งใจว่าจะพาน้องน๊อตไปเที่ยวทะเลที่ภูเก็ตแต่คงไม่ได้ไปแล้วและเงินที่เก็บไว้เพื่อจะพาลูกไปเที่ยวคงต้องเอามาเพื่อจัดงานศพให้ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างความเศร้าเสียใจให้กับครอบครัวของน้องน็อตเป็นอย่างมาก 

    นักข่าวได้สอบถามไปยังพ่อของน้องน๊อตคุณพ่อก็เลยบอกว่าตอนแรกโกรธแต่ตอนนี้ก็เริ่มทำใจได้แล้วเพราะจริงๆแล้วทางคุณคำรณเองก็คงไม่ได้ตั้งใจที่จะให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นตอนนี้ยังรู้สึกเสียใจที่ต้องสูญเสียลูกไปแต่ก็พร้อมให้คุณคำรณเดินทางมาร่วมงานศพของลูกได้เพราะเข้าใจดีว่าได้คำนวณเองก็คงจะเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะโดยปกติแล้วในคำนวณก็เป็นคนรักน้องน๊อตมากคอยรับคอยส่งน้องน็อตแทนอยู่ตลอดเวลา

 

สนับสนุนโดย  โหลดrb88

ประเพณีการรับขวัญหลานหรือว่าลูก

มีใครนั้นเคยได้ยินไหมว่าการรับขัวญเด็กนั้นมีมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ของเรานั่นเองเป็นการที่เรานั้นทำต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวนั่นเองเป็นการที่เรานั้นทำเพื่อที่จะได้รับรู้และเป็นการที่เรานั้นทำสืบทอดต่อกันมานั่นเอง ในการที่เราทำนั้นเราจะทำตั้งแต่เด็กที่เกิดใหม่และไม่เกินเจ็ดวันนั่นเองเป็นการที่เรารับขวัญหรือว่าเป็นการเรียกขวัญของลูกเรานั่นเองไม่จำเป็นว่าเรานั้นต้องนิมนพระมาก็ได้เพราะว่าเป็นพิธีในการที่เรานั้นทำกันในครอบครัวนั่นเอง  เป็นพิธีที่เรียบง่าย  

        พิธีการเรียกขวัญนั้นเราจะทำพิธีโดยการที่เรานั้นทำความสะอาดร่างกายของเด็กน้อยนั้นให้สะอาดก่อนจากนั้นเราก็ทำการจัดแต่งเด็กน้อยของเราให้อยู่ในสภาพที่ที่ดี  จากนั้นเราต้องเตรียมเอาเด็กนั้นมาวางใว้บนที่นอนของเด็กจากนั้นเราก็ให้คนที่มีอายุที่เรานั้นนับถือเป็นการเรียกขวัญ  โดยที่เรานั้นนำลูกของเรานั้นให้กับที่ทำพิธีจากนั้นเราจะอุ้มลูกของเรานั้น

และก็วนพร้อมกับการพูดว่าสามวันเป็นผี  สี่วันเป็นคน  โดยที่คนนั้นทำพิธีจะพูดอย่างนี้เป็นจำนวนสามครั้งและครั้งสุดท้ายนั้นเขาจะวางลูกเราและทำให้เด็กนั้นส่งเสียร้องไห้จากนั้นคนที่เป็นพ่อแม่ให้ขานรับว่าเป็นลูกของเราจากนั้นก็นำเงินมาใส่ไว้ที่มือของลูกจากนั้นก็เป็นอันว่าเสร็จพิธีจากนั้นก็จะเป็นเหล่าญาติๆหรือว่าพี่น้องเข่ามารับขวัญหลานโดยเป็นการที่อวยพรละนำเงินมาใส่ที่มือของเด็ก  

         แต่ว่าก็มีบางคนนั้นทำคล้ายแบบนี้แต่ว่าเป็นการที่ให้เด็กนั้นมานอนบนกองเงินกองทองนั่นเองจากนั้นก็ทำพิธีแบบที่เรานั้นพูดกันไปข้างต้นอยู่ที่ว่าเรานั้นจะทำแบบไหน  เพราะว่าในแต่ละบ้านนั้นจะทำพิธีในการเรียกขวัญของลูกนั้นไม่เหมือนกันนั่นเอง ดังนั้นก็ต้องขั้นอยู่กับสภาพการเงินนั่นเอง แต่ว่าการที่เรานั้นทำอย่างนี้ก็เป็นพิธีในการเรียกขวัญของลูกเราได้แล้ว 

โดยที่เราพิธีนั้นก็ไม่ได้มีอะไรที่มากมายนั่นเอง  ซึ่งในแต่ละบ้านเรามีความเชื่อที่ว่าก็รับขวัญหลานนั้นแตกต่างกันออกไปนั่นเอง  อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรนั่นเอง  การที่เรารู้จักพิธีเอาไว้บ้างนั้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่แย่เสมอไปนั่นเองอยู่ที่ว่าเรานั้นจะเลือกทำอย่างไหนมากกว่ากันนั่นเอง 

      เป็นไงบ้างพิธีในการรับขวัญหลานที่เรานั้นมีกันตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ย่าตายายของเรานั่นเอง   

 

สนับสนุนโดย  rb88 pantip

ตำนานความรักเพลงกล่อมยมโลก

      ตำนานที่จะพูดถึงต่อไปนี้เป็นตำนานความรักที่มีการเล่าขานกันมาในสมัยกรีกโบราณที่มีการเอ่ยถึง  ออร์ฟีอุส ชายหนุ่มรูปงามที่เขาไม่ได้มีเพียงความงามเฉพาะหน้าตาเท่านั้นแต่ยังสามารถเล่นดนตรีได้ไพเราะจับใจใครก็ตามที่ได้ยินเสียงดนตรีของเขาต่างก็พากันสงสัยเป็นอย่างมากซึ่งพรสวรรค์ที่เขาได้รับจากการเล่นดนตรีในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่มารดาของเขานั้น

มีการถ่ายทอดมาสู่เขาก็มารดาของเขานี้เป็นนักดนตรีที่สามารถเล่นดนตรีได้ไพเราะจับใจหาใครเทียบได้ยากมากอีกทั้ง ออร์ฟีอุส จะมีพิเศษซึ่งเขานั้นได้รับมาจากเทพเจ้าแห่งการดนตรีนั้นก็คือเทพอพอลโลนั่นเองอย่างไรก็ตาม Office นั้นได้รักกับหญิงงามคนหนึ่งเธอชื่อว่า ยูริดิซี ซึ่งทั้งคู่ได้แต่งงานกันและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเรื่อยมาแต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ยูริดิซี ได้ถูกงูพิษกัดจนเสียชีวิต ทำให้ออร์ฟีอุส  นั้นเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก เขาจึงได้มีความคิดว่าเขาจะเดินทางไปยังยมโลก

เพื่อไปร้องขอเทพเจ้าฮาเดสให้ปล่อยวิญญาณของภรรยาของเขานั้นกลับมาอยู่กับเขาเหมือนเดิมดังนั้นเขาจึงได้เดินทางไปที่ยมโลกและเมื่อไปถึงเขาก็ได้ทำการเล่นดนตรีขับกล่อมให้เทพเจ้าฮาเดสฟังซึ่งแน่นอนว่าด้วยพรสวรรค์ของ ออร์ฟีอุส  และการเล่นดนตรีที่ไพเราะเพราะพริ้งส่งผลทำให้เทพเจ้าฮาเดสนั้นจึงชอบเสียงดนตรีของออร์ฟีอุส 

เป็นอย่างมากซึ่งเขาได้ทำการขอเทพเจ้าฮาเดสต้องการขอวิญญาณของภรรยาของเขาก็คือ ยูริดิซี กลับไปอยู่ด้วยกันที่โลกมนุษย์โดยเทพเจ้าฮาเดสอนุญาตแต่มีข้อแม้ 1 ข้อที่ ออร์ฟีอุส  ข้อที่จะต้องปฏิบัติตามนั่นก็คือหากเทพเจ้าฮาเดสอนุญาตให้วิญญาณของ ยูริดิซี ขึ้นไปใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ได้แล้วแล้วก็ระหว่างที่มีการเดินทางออกจากยมโลกไปนั้น

ห้ามออร์ฟีอุส หันกลับมามองด้านหลังอย่างเด็ดขาดหาก ออร์ฟีอุส หันกลับมามองเมื่อไหร่แล้วแล้วก็วิญญาณของ ยูริดิซี จะไม่สามารถไปที่โลกมนุษย์ได้อีกเลยและจะต้องอยู่ที่ยมโลกไปตลอดกาลซึ่ง  ออร์ฟีอุส  ก็ตอบตกลงทันทีอย่างไรก็ตามในขณะที่  ออร์ฟีอุส กำลังเดินออกไปยังโลกมนุษย์นั้นปรากฏว่าเขาเกิดความอยากรู้ว่าภรรยาของเขานั้นได้เดินตามเข้ามาหรือไม่เขาจึงได้หันหลังกลับไปมองและนี่เองที่ทำให้วิญญาณของภรรยาของเขานั้นไม่สามารถที่จะกลับไปอยู่ที่รถมนุษย์ได้อีกเลย

 

สนับสนุนโดย  rb888