ประวัติความเป็นมาและความสำคัญของวันวิสาขบูชา

ประวัติความเป็นมาและความสำคัญของวันวิสาขบูชา

       สำหรับปี พ.ศ. 2563 นี้  วันวิสาขาตรงกับวันที่ 6 เดือนพฤษภาคม ซึ่งเราจะมีการจัดงานวันวิสาขบูชาทุกปีโดยให้ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 แต่เชื่อว่าหลายคนคงรู้ว่าวันที่สาขานั้นมีความสำคัญต่อศาสนาพุทธ

ซึ่งเราจะมาทบทวนความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของวันวิสากันอีกครั้งหนึ่งโดยวันวิสาขานั้นเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเกิด  พระพุทธเจ้าตรัสรู้   รวมถึงเป็นวันที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานซึ่งทั้ง 3 วันนี้  เกิด  รู้  และตายเป็นวันที่ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมากว่าทำไมถึงเป็นวันเดียวกันได้ดังนั้นจึงได้มีการรับเอาเป็นวันนี้ถือเป็นวันสำคัญระดับสากลโลกซึ่งมีการรองรับจาก 16 ประเทศทั่วโลกที่นับถือศาสนาพุทธได้แก่ประเทศไทย  ประเทศศรีลังกา  ประเทศอินเดีย   ประเทศเนปาล   ประเทศพม่า   และยังมีอีกหลายประเทศรวมอยู่ในนี้

ซึ่งรวมทั้งหมดแล้วเป็นจำนวนทั้งสิ้น 16 ประเทศด้วยกันสำหรับประเทศไทยนั้นในวันวิสาขบูชาโดยปกติแล้วประชาชนก็จะพากันไปทำบุญใส่บาตรในช่วงเวลาเช้าและช่วงปลายๆก็จะมีการฟังธรรมเทศนาจากพระสงฆ์ช่วงเวลาใกล้ค่ำก็จะมีการไปเวียนเทียนที่วัดซึ่งกิจกรรมแบบนี้มีการจัดขึ้นมาโดยมีมาตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินท

ร์ซึ่งมีการจัดพิธีกรรมนี้ครั้งแรกในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 โดยในครั้งนั้นเป็นการจัดพิธีที่ยิ่งใหญ่อย่างมากโดยมีการจัดงานกฐิน 3 วัน 3 คืนไปทีเดียวแต่สำหรับในปีนี้นั้นเนื่องจากมีการระบาดของไวรัสโคโรน่าดังนั้นรัฐบาลจึงประกาศออกมาขอร้องให้ประชาชนไม่เดินทางไปเวียนเทียนที่วัดแต่แนะนำให้เป็นการเวียนเทียนผ่านระบบออนไลน์หรือผ่านทางทีวีซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดในช่วงประมาณ 19:00 นของวันที่ 6 เดือนพฤษภาคมโดยจะมีพระสงฆ์นำเวียนเทียนถ่ายทอดสดให้ชมกันซึ่งประชาชนสามารถเข้าร่วมพิธีจากทางทีวีได้

         สำหรับหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนานั้นมักจะให้เชื่อว่าให้เรายึดหลักของอริยสัจ 4 นั่นก็คือ ทุกข์   สมุทัย    มรรค

ซึ่งหลักธรรมคำสั่งสอนนี้มีมาตั้งแต่ช้านาน  โดยคำสอนมุ่งเน้นให้ผู้คนพ้นทุกข์ซึ่งการเรียนหลักอริยสัจ 4 นี้จะมีการระบุในการเรียนการสอนระดับชั้นประถมศึกษาเพื่อให้นักเรียนเข้าใจถึงหลักคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาและนำมาใช้มาปฏิบัติได้ในชีวิตจริงโดยในวัน วิสาขบูชานี้หรือไงว่าเป็นวันหยุดของทางราชการ

ซึ่งมีหลายประเทศที่เปิดให้ประชาชนหยุดทำงานเพื่อไปทำบุญอันได้แก่ประเทศอินเดีย   ประเทศ Myanmar     ประเทศศรีลังกา   ประเทศสิงคโปร์   ประเทศอินโดนีเซียแวะประเทศไทย สำหรับการจัดกิจกรรมวันวิสาขบูชานั้นเพื่อให้ประชาชนได้ระลึกถึงคุณงามความดีและพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ทางเข้าrb88

หมู่บ้านร้างที่ถูกทำลายจากเหมือง

สำหรับหมู่บ้านนั้นใครก็อยากจะมีบ้านที่ออกบ้านมาได้พบเจอกับวิวสวยแต่ทว่าในบ้านเมืองของเรานั้นมันก็เต็มไปด้วยบ้านที่สวยงามและความน่ากลัวอยู่อีกด้วยและหมู่บ้านนั้นจะเป็นอย่างไรและมันจะน่ากลัวขนาดไหนวันนี้ทางเว็บ  next88 esports จะพาท่านไปดูกัน

หมู่บ้านCabo Polonio 

สำหรับหมู่บ้านCabo Polonio นั้นได้เป็นหมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็กที่ได้ตั้งอยู่ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติสในชายฝั่งทางทะเลตะวันออกของประเทศอุรุกวัย คุณเชื่อหรือไม่ว่าบ้านเรือนของผู้คนที่นี่ที่ไม่มีไฟฟ้าและก็ไม่มีน้ำปะปาและก็ยังไม่มีสิ่งที่จะระบายสิ่งประติ กุล

แต่มันก็จะใช่ว่ามันจะเป็นได้ทุกๆหลักเนื่องจากบ้านเรือนบางหลังนั้นก็จะมีไฟฟ้าใช้ที่มันได้ผลิตมาจากพลังงานจากแสงอาทิตย์และพลังงานลม และในส่วนของน้ำจืดนั้นเหล่าชาวบ้านเองก็จะได้มาจากบ่อน้ำหรือจากน้ำฝนที่ได้ตกลงมาเพียงเท่านั้นเอง

ซึ่งหมู่บ้านสถานที่แห่งนี้ถือแม้ว่ามันจะอยู่ห่างจากเมืองหลวงของประเทศอุรุกวัยไปเพียงแค่ประมาณ7กิโลเมตรเท่านั้นแต่ก็ไม่มีถนนที่ดีๆได้ตัดผ่านมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้และยังได้มีเพียงเส้นทางเดี่ยวก็คือทะเลทราย

ซึ่งมันก็จะต้องใช้รถแบบโฟวิลเท่านั้นที่จะขับเข้ามาที่หมุ่บ้านแห่งนี้ได้และสิ่งเดี่ยวที่มันได้ทำให้นักท่องเที่ยวได้แห่กันมาสถานที่แห่งนี้ คือมันได้เป็นที่อยู่อาศัยและยังได้เป็นแหล่งสถานที่ที่ได้อนุลักษณ์สิงโตทะเลทีี่สำคัญของทวีปอเมริกาใต้นั่นเอง

หมู่บ้านGeamana Flooded Village ที่ได้ถูกทิ้งร้างเอาไว้ในทะเลสาบไซยาไนต์

สำหรับหมู่บ้านที่มีขนาดเล็กที่ได้อยู่ในพื้นของประเทศโรมาเนียอย่างหมู่บ้านGeamana ซึ่งในครั้งอดีตนั้นในสถานที่แห่งนี้ก็ยังได้เคยเป็นหมู่บ้านที่ได้มีความอุดมสมบูรณ์และยังได้มีความเงียบสงบและผู้คนที่ได้อาศัยอยู่ในสถานที่หมู่บ้านก็ล้วนแต่ได้มีความสุขกันทั้งนั้นแต่ทว่าในปี1978 เนื่องจากหมู่บ้านในสถานที่แห่งนี้ก็ได้พบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งที่สำคัญ

เมื่อทุกๆคนจะต้องทิ้งอาคารและก็บ้านเรือนและยังได้รวมไปถึงวิถีชีวิตที่แสนจะสงบสุขเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงน้ำเสียจากเหมืองทองแดงที่มันได้ไหลเข้ามาท้วมพื้นที่ของหมู่บ้านจนในกระทั่งท้ายที่สุดแล้วมันก็ได้กลายเป็นสีแดงที่มันได้เต็มไปด้วยไซยาไนต์ทั้งหมดนี่เอง

นอกจากนี้สถานที่แห่งนี้ก็ยังได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งของสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้มีนักท่องเที่ยวไปเข้ามาเที่ยวชมกันอย่างไม่ขาดสายเพื่อที่จะเข้ามาชื่นชมกับทะเลสาบที่มันมีสีแดงที่มีกลิ่นเหม็นที่เกือบจะทนไม่ได้ถึงเมื่อว่ามองผ่านๆไปมันอาจจะดูสวยงามแต่ทว่ามันก็ได้ซ้อนความน่ากลัวอยู่ไม่น้อย

ประวัติพระพุทธเจ้าตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวช

            อย่างที่ทราบกันดีตามหนังสือเรียนว่าเจ้าชายสิทธัตถะนั้นเป็นเจ้าชายที่อยู่ในปราสาทราชวังซึ่งพ่อแม่ได้มีการสร้างวางให้ถึง 3 ฤดูเพื่อที่เจ้าชายสิทธัตถะจะได้ทรงไม่เบื่อหน่ายและจะได้เห็นแต่ของสวยๆงามๆแต่เมื่อพระองค์ได้มีอายุมากขึ้นจนครบ 29 ปีเจ้าชายสิทธัตถะก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตแบบเดิมๆพระองค์จึงได้ชวนคนสนิทนั่งรถออกมานอกวังทำให้ได้เห็นว่าด้านนอกของวังนั้นมีคนหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นคนเจ็บ  คนตาย     หรือแม้แต่เด็กเล็กๆจึงทำให้เจ้าชายสิทธัตถะเริ่มเห็นแล้วว่าสิ่งเหล่านี้คือเป็นสิ่งธรรมดาของโลกที่เกิดขึ้นได้และคนทุกคนต้องล้วนผ่านช่วงเวลาดังกล่าวด้วยกันทั้งหมด

รวมถึงแม้แต่ตัวของพระองค์เองด้วยซึ่งพระองค์มองว่าคนทุกคนจะต้องมีการเกิดมีการโตมีการเจ็บและสุดท้ายก็จะเป็นการตายวนเวียนแบบนี้อยู่เรื่อยไปและไม่มีใครที่จะสามารถหยุดวงเวียนเหล่านี้ได้ทุกคนจะต้องเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกันหมดทำให้เจ้าชายสิทธัตถะเริ่มเล็งเห็นแล้วว่าสิ่งที่พระองค์กำลังทำอยู่นั้นเป็นเพียงแค่เปลือกนอกเป็นมายาที่ถูกสร้างขึ้นมาหลอกล่อและเมื่อกาลเวลาผ่านไปยังไงซะตัวพระองค์เองก็ยังต้องเจอกับความทุกข์ซึ่งพระองค์คงจะต้องมีการเจ็บป่วยและต้องตายในที่สุดดังนั้นเจ้าชายสิทธัตถะจึงได้คิดหาทางที่จะให้ตนเองไม่เกิดความทุกข์ในที่สุดเจ้าชายสิทธัตถะก็คิดขึ้นได้ว่า

ทางเดียวที่จะให้พ้นทุกข์นั้นก็คือต้องเป็นการออกบวชนั่นเองดังนั้นประวัติของพระพุทธเจ้าในช่วงของการออกบวชนั้นจึงเป็นช่วงที่พระองค์มีอายุครบ 29 พรรษา ซึ่งการออกบวชในครั้งนั้นเจ้าชายสิทธัตถะได้สละราชสมบัติยกให้กับลูกและภรรยาและได้ทิ้งลูกและภรรยาเพื่อออกมาเป็นนักบวชโดยถึงแม้ว่าภรรยาและลูกจะห้ามปรามและอ้อนวอนอย่างไรพระองค์ก็ไม่สนใจยังคงยืนยันที่จะออกมาครองตัวเป็นสมณะซึ่งในที่สุดเจ้าชายสิทธัตถะก็ได้บวชเป็นพระสมใจ โดยสถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะใช้เป็นสถานที่ในการบวชหรือตัดผมของตนเองนั้นก็คือตรงแม่น้ำอโนมานทีโดยหลังจากที่มีการตัดผมเรียบร้อยแล้วเจ้าชายสิทธัตถะ

ก็เปลี่ยนชุดเป็นผ้าซึ่งถูกย้อมมาจากยางไม้ทำให้สีของผ้านั้นออกเป็นสีคล้ายๆกับเปลือกไม้น้ำตาลน้ำตาลหลังจากที่มีการบวชให้ตนเองเรียบร้อยแล้วเจ้าชายสิทธัตถะก็ไล่ให้คนขับรถม้ากลับไปอยู่ในวังเหมือนเดิมซึ่งพระองค์ตั้งใจที่จะออกผนวชคนเดียวเพื่อแสวงหาการปลดทุกข์โดยพระองค์จะอาศัยนั่งบำเพ็ญศีลภาวนาใต้ต้นไม้และเดินทางไปเรื่อยๆโดยส่วนใหญ่แล้วพระองค์จะมุ่งหน้าไปที่แคว้นมคธ เพื่อหาวิธีที่จะทำให้ตนเองพ้นทุกข์ให้ได้

ตำนานผีดุ ที่เมืองนิวส์ออร์ลีน  ประเทศสหรัฐอเมริกา

    ประเทศสหรัฐอเมริกามีเมืองท่าที่สำคัญเมืองหนึ่งนั่นก็คือเมืองนิวส์ออร์ลีน  ที่นี่นักท่องเที่ยวหลายคนจะรู้จักกันดีในนามสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความงดงามด้านสถาปัตยกรรม แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่าที่นี่เคยมีตำนานที่น่าสะพรึงกลัวที่หลายคนได้ฟังแล้วจะรู้สึกขนหัวลุกเลยทีเดียวแต่ที่เมืองนิวส์ออร์ลีนไม่ได้มีแค่ตำนานเดียวเท่านั้นความน่ากลัวของที่นี่มีอะไรตำนานด้วยกัน

ไม่ว่าจะเป็นตำนาน เกี่ยวกับผีดูดเลือด   ตำนานที่มีประชาชนตายเป็นจำนวนมากรวมถึงมีหลุมฝังศพอยู่เกลื่อนเมืองลามไปจนถึงตำนานของเหล่าพ่อมดแม่มดหรือหมอผีพวกลัทธิวูดูต่างๆและถ้าหากยังเคยจำกันได้นี่มึงถ้าแห่งนี้ยังเคยเป็นที่ระบาดของโรคอหิวาและโรคไข้เหลืองที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากหลายหมื่นคนที่เมืองท่าแห่งนี้และความน่ากลัวก็เกิดขึ้นเมื่อในปีคริสตศักราช 1800 มีผู้นำลัทธิคนหนึ่งชื่อมารีลาโว   เธอเป็นคนที่สามารถจูงใจให้ชาวเมืองเชื่อตามเธอได้

โดยเธอเหมือนเป็นคนอยากรู้ดินฟ้าอากาศรู้ข้อมูลการเคลื่อนไหวของคนอื่นๆทั้งหมดและเธอสามารถโน้มน้าวจิตใจคนให้หันมานับถือลัทธิของเธอโดยเธอเป็นผู้นำให้ผู้คนนับถือพระแม่มารีและยัง นำศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกเข้ามามีอิทธิพลในลัทธิบูดูของเธออีกด้วยหลังจากที่เธอเสียชีวิตลงแล้วร่างของเธอได้ถูกนำไปฝังในสุสานเซนต์หลุยส์

ซึ่งเป็นหลุมฝังศพหมายเลข 1 โดยสุขสันต์ของเธอนั้นมีทั้งหมด 2 ชั้นโดยทำเป็นจากหินสีขาวและใกล้ๆกันนี่เองมีบ้านหรูหราแห่งหนึ่งซึ่งได้รับมรดกตกทอดมาในปีคริสต์ศักราช 1831 มีหญิงสาวคนหนึ่งเธอเป็นเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวซึ่งเธอร่ำรวยเงินทองเป็นอย่างมากมีข้าทาสบริวารหลายร้อยคนมีเรื่องเล่ากันว่าบ้านของเธอถูกไฟไหม้ทำให้นักดับเพลิงเข้าไปช่วยเหลือและพวกเขาก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นว่าหลังจากมีการดับไฟที่บ้านหลังเก่าได้แล้วพวกเขาพบทาสเป็นจำนวนมากที่ถูกทรมาน

จากเจ้าของบ้านสาวโดยลักษณะของพวกทาสเหล่านั้นบางคนก็ถูกตัดแขน บางคนก็ถูกตัดขา   คนก็ถูกเย็บปากหรือบางคนหน้าตาก็เสียโฉมโดยถ้าทุกคนจะต้องถูกล่ามโซ่เอาไว้ไม่ว่าจะเป็นทาสผู้ชายหรือถ้าผู้หญิงต่างก็ถูกทรมานด้วยกันทั้งสิ้นนับร้อยๆคนแถมบางคนยังถูกขังในกรงหมาและยังมีหลุมฝังศพของข้าที่ถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมากนับไป 100 ศพด้วยกัน

ด้วยว่ากันว่าเธอนั้นคือฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าข้าทาสบริวารของตนเองมาเป็นเวลาหลายปีหลังจากที่นักดับเพลิงเข้าไปพบความจริงดังกล่าวเธอก็ถูกจับกุมตัวแต่หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ถูกปล่อยตัวออกมาเนื่องจากว่าเธอมีญาติเป็นผู้ว่าที่คอยช่วยเหลือเธอให้เธอพ้นผิดในครั้งนี้และสิ่งที่น่ากลัวเมื่อผู้คนผ่านไปผ่านมาที่หมู่บ้านหลัง

ดังกล่าวนั่นก็เพราะว่าพวกเขาจะได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนๆบางครั้งก็ได้ยินเสียงการฟาดแส้ซึ่งหลายคนเชื่อกันว่าเป็นเสียงของวิญญาณที่ถูกหญิงสาวทรมานจนตาย

 

สนับสนุนโดย  bk8

2ข้อห้ามที่ห้ามทำในประเทศอินเดียและประเทศตุรกี

ห้ามรับประทานอาหารหรือส่งของด้วยมือซ้ายใน ประเทศอินเดีย

สำหรับคนที่ชอบใช้มือซ้ายในการหยิบหรือในการส่งของก็อาจจะต้องมีการปรับตัวซักระยะหนึ่งก่อนที่คุณนันจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศอินเดีย เนื่องจากคนที่นี่ถือได้ว่ามือซ้ายนั้นมันเป็นมือที่ไปสัมผัสกับวิ่งที่มันสกปรก อยู่เสมอและไม่สมควรที่จะนำไปใช้ในสิ่งอื่นๆ นอกเหนือไปจากที่จะไปสัมผัมกับสิ่งเหล่านี้โดยเฉพาะ ในสถานที่ทางด้านของศาสนาและการบิณฑบาตรของนักบวชที่ได้มีการห้ามใช้มือซ้ายอย่างเคร่งครัด เพราะจะถือได้ว่าเป็นรางร้ายและก็ไม่เป็นที่ยอมรับของผู้คน

นอกจากนี้ในการที่จะรับประทานอาหารหรือในการที่จะส่งของให้กับคนอินเดียด้วยมือซ้ายมันก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องห้ามและก็ไม่ควรไปกระทำเช่นเดียวกันหากคุณนั้นไม่อยากถูกผู้คนในประเทศอินเดียได้มองคุณด้วยสายตาที่แปลกๆแล้วละก็ควรที่จะใช้มือขวาใช้ในการทำกิจกรรมเหล่านี้ให้มันเป็นนิสัยจะดีมากที่สุดและมันก็จะทำให้ตลอดการเดินทางของคุณนั้นจะมีแต่เรื่องราวดีๆที่ได้เป็นที่น่าจดจำแม้การใช้มือซ้ายจะเป็นซึ่งที่ไม่ควรกระทำในประเทศอินเดียแต่มันก็ไม่ได้มีข้อห้ามสำหรับคนที่ได้มีมือถนัดซ้ายเอาไว้หรอกนะ

ระวังสัญญาณมือที่ใช้ในประเทศตุรกี

สำหรับสัญญาณมือนั้นได้เป็นการสือสารที่ได้มีการนิยมใช้กันอย่างทั่วโลกอย่างเช่นในการที่ทำรูปมือให้เป็นสัญลักษณ์โอเคหรือการยกนิ้วโป้งให้กับฝ่ายตรงข้าม เพื่อแสดงความชื่นชมแต่ สำหรับในบางประเทศในโลกนั้นในการที่ได้ทำรูปแบบของสัญญาณมือที่เราทุกคนนั้นต่างก็ได้มีความคุ้นเคยและได้มีการทำกันอยู่บ่อยๆนั้นก็ถือเป็นการกระทำที่หยาบคายและก็อาจจะถูกคนในประเทศนั้นๆได้มีการแสดงท่าที่มีความรังเกียจเราอีกด้วยตัวอย่างของสัญญาณมือที่ทุกคน

ควรที่จะหลีกเลี่ยงอย่าเช่นสัญญาณมือโอเคที่เรานั้นได้มีการนิยมใช้กันในหลายๆประเทศแต่สำหรับประเทศคนตุรกีนั้นได้หมายความว่าคุณนั้นได้กำลังว่าเขาได้เป็นการรักร่วมเพศหรือถ้าหากว่าคุณนั้นได้ไปเผลอไปกำมือและสอดนิ้วโป้งเอาไว้ระหว่างนิ้งชี้และนิ้วกลางละก็ก็เตรียมตัวถูกคนในประเทศตุรกีมองด้วยสายตาที่มีความอาฆาตได้เลย

ซึ่งด้วยลักษณะที่การกำมือรูปแบบนี้นั้นมันหมายความว่าคุณนั้นได้แสดงความหยาบคายกับพวกเขาอย่างร้ายแรงดังนั้นถ้าคุณนั้นอยากทำให้การท่องเที่ยวของคุณนั้นไปมีความราบลื่นไปตลอดทั้งทริปแล้วละก็คุณนั้นก็อย่าไปหลงทำสัญญาณมือที่ผิดๆเข้าเอาละแล้วจะหาว่าเรานั้นไม่บอก

4สิ่งมหัศจรรย์ของสุสานจิ๋นซี

ถึงแม้จิ๋นซีฮ่องเต้จะปกครองแผ่นดินจีนเพียงแค่ช่วงระยะเวลาแค่ไม่นานเพียงแค่15ปีแต่ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์และราชวงศ์ฉินจะล่มสลายนั่น ท่านก็ได้สร้างเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ให้เกิดกับแผ่นดินจีนมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กำแพงเมืองจีน ที่เป็น1ใน7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกและนอกจากกำแพงเมืองจีนในยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ยังมีการสร้างสุสานจักรพรรดิจิ๋นซี

ซึ่งได้เป็นที่ฝั่งพระศพหลังสิ้นพระชนม์เพื่อเดินทางสู่ปรโลก และ สุสานทหารจิ๋นซีที่มีความน่าทึ่งในหลากหลายในเรื่องราว ซึ่งจะมีเรื่องราวอะไรน่าสนใจบ้างนั้น วันนี้เราจะพาทุกคนมาพบกับเรื่องเด็ดสุสานจิ๋นซี สิ่งมหัศจรรย์หลังความตาย

ชีวิตหลังความตายจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นหนึ่งของความที่เชื่อในเรื่องของความเป็นอมตะและชีวิตหลังความตายดังนั้นนับตั้งแต่ที่พระองค์นั้นได้ขึ้นครองราชด้านหนึ่งได้บังคับเกณฑ์ไพร่พลราวประมาณ500,000คนให้ไปสร้างกำแพงเมืองจีนพวกเป็นการป้องกันการรุกรานจากเผ่าซงหนูส่วนอีกด้านหนึ่งได้ นำเอาแรงงานกว่า700,000คนได้ไปก่อสร้างพระราชวงค์และสุสานของ

จิ๋นซีฮ่องเต้ที่เป็นมากกว่าสุสานฝังพระศพทั่วไปเพราะที่นี่นั้นเป็นสถานที่ที่ได้เตรียมเอาไว้สำหรับการใช้ชีวิตหลังความตายในปรโลก

พระราชวังแห่งปรโลก

สำหรับสุสานจิ๋นซีเป็นการจำลองพระราชวังแห่งปรโลกที่มีการแบ่งเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอกและชั้นในภายในสถานอกจากสถานที่ตั้งพระศพของจิ๋นซีแล้วยังเพียบพร้อมไปด้วยหุ่นปั้นค่าพระราชบริพารนางสนม นางกำนันกองกำลังทหาร รถม้า ม้าศึก สัพพอาวุธตลอดจนทรัพย์สมบัติต่างๆรวมเดินทางหลังความตายไปรับใช้ชีวิตในปรโลกขององค์จิ๋นซีฮ่องเต้

พบเจอโดยบังเอิญ

ในระยะเวลาประมาณบ่านสองโมงกว่าๆวันที่29มีนาคม พุทธศักราช2517 ณ เชิงเขาหลีซานมณฑลส่านซีประเทศจีนย่านจีฟาชาวนาหมู่บ้านซีหยานกำลังขุดดินเพื่อจะทำเป็นบ่อน้ำอย่างเพลินๆจู่ๆเขาก็ได้ขุดไปเจอกับซากดินเก่าโบราณเข้าได้เป็นซากหัวม้าดินศพเก่าแก่ที่ได้มีการสืบรู้ภายหลังว่าได้มีอายุมากกว่า2,000ปี ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของการเปิดกรุสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้

สิ่งมหัศจรรย์อันดับ8ของโลก

 การพบเจอสุสานจิ๋นซีถือได้ว่าเป็นหนึ่งในการค้นพบที่สำคัญของมนุษยชาติอันนำไปสู่การขุดค้นพบทางประวัติศษสตร์ที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดของประเทศจีนและที่ยังยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ที่สุดของโลกในศตวรรษที่20ส่งผลให้สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ได้เป็นสิ่งที่มีความมหัศจรรย์อันดับ8ของโลกนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนยาวมาถึงในปัจจุบันนี้ที่ยังได้มีการอนุลักษณ์เอาไว้อยู่ที่ประเทศจีน

3ข้อหลักที่เกี่ยวข้องกับผู้นำเกาหลีเหนือ

หลายคนก็อาจจะรู้จักกับ คิมจองอิล ที่ได้เป็นผู้นำสูงสุดในประเทศของเกาหลีเหนือที่ทุกคนนั้นต่างก็จะเห็นเขาในสื่อหลายๆด้านและสำหรับในวันนี้เราจะพาคุณมาดูเรื่องจริงคิมจองอึนที่คุณไม่เคยรู้มากก่อน

การพบกัน

หากใครที่ได้รับฟังเรื่องจริงของเกาหลีเหนือไปแล้วก็น่าจะจำกันได้ว่าระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้นั้นมีความขัดแย้งกันมาตั้งแต่ในสมัยของสงครามโลกครั้งที่2 ซึ่งในปี2018ที่ผ่านมาก็ได้เกิดเหตุการภาพในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อผู้นำของทั้งสองชาติได้เดินทางมาพบกันที่เส้นแบ่งเขตแดนซึ่งนอกจากจะมีการจับมือทักทายกันแล้วและก็ยังมีการพูดกันอย่าเล็กน้อย

จากนั้นก็ได้ต่อด้วยการประชุมร่วมกันโดยนายคิมจองอึนนั้นก็ได้เขียนลงไปในสมุดเยี่ยมว่าประวัติศาสตร์ใหม่นั้นก็ได้มีการเริ่มขึ้นแล้วจากจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์และจะเป็นยุคสมัยในสันติภาพโดยที่ในการประชุมในครั้งนี้ได้มีจุดมุ่งหมายทางสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในคาบสมุนของเกาหลีและพัฒนาความสัมพันของทั้งสองประเทศต่อไป

สั่งปรับเวลา

ทราบหรือไม่ว่าในปี2015นั้นทางประเทศของเกาหลีเหนือนั้นได้มีการปรับเวลาให้ถอยหลังไปประมาณ30นาที ซึ่งได้เป็นโซนของเวลาที่เคยได้ใช้ในคราบสมุดของประเทศเกาหลีตั้งแต่ในสมัยในยุคล่าอนานิคมของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในการปรับระยะเวลาในตอนนั้นได้เป็นการสือความหมายว่าจะไม่ยอมรับจากจักรวรรดินิยมของญี่ปุ่นเพอทำให้ไม่ให้ประเทศของตัวเองนั้นได้ใช้โซนในเวลาเดียวกับกับโซนเวลาของประเทศญี่ปุ่นและทางเกาหลีใต้เองก็เคยทำแบบนี้มาก่อนเหมือนกันในช่วงราวๆปี1950

และได้เปลี่ยนกลับให้มาตรงกับประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งในปี1960 จากนั้นในปี2018หลังจากที่ได้มีการประชุมของผู้นำของเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จากนั้นนายคิมจองอึนได้มีการประกาสให้มีการปรับเวลาอีกครั้งโดยสั่งให้ปรับเวลาของเกาหลีเหนือเดินเร็วขึ้นอีก30นาที ซึ่งมันจะทำให้เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้ใช้ในโซนของเวลาเดียวกันแต่นอกจากนี้นายคิมจองอึนนั้นก็ยังได้กล่าวอีกว่านี่มันคือก้าวแรกแห่งความปรองดองและมันจะเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายนั้นจะเดินหน้าสู่ความสัมพันที่ดีขึ้น 

เกิร์ลกรุ๊ป

อย่างที่เรานั้นทราบกันดีว่าเกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลีใต้นั้นเป็นอะไรที่ได้โด่งดังมากๆและทางฝั่งของเกาาหลีเหนือเองก็ได้มีเกิร์ลกรุ๊ปกับเขาเหมือนกันและนั้นก็คือ วงMoranbongที่ถือได้ว่าเป็นวงเกิร์ลกรุ๊ปวงแรกสุดของเกาหลีเหนือก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี2012โดยที่สามชิกในแต่ละคนนั้นจะถูกคัดเลือกจากผู้นำสูงสุดจากนายคิมจองอึนโดยตรงซึ่งก็มีสามชิกอยู่ราวๆประมาณ20คนด้วยกันประมาณครึ่งหนึ่งเป็นผู้เล่นเครื่องดนตรีต่างๆและอีกครึ่งนึงเป็นนักรองและแม้ว่าเกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลีเหนือนั้นจะแตกต่างจากประเทศอื่นอยู่บ้าง

พื้นที่ที่ยังถูกให้เป็นปริศนาอย่างลึกลับมาอย่างยาวนาน

Gangkhar Puensum ประเทศภูฏาน

 Gangkhar Puensumได้เป็นยอดเขาที่มีความสูงมากที่สุดและยังได้เป็นยอดเขาที่ไม่สามารถปีนได้ถึงและยังมีความสูงที่ระดับ7,570เมตรและยังได้มีความสูงลำดับที่40ของโลกทั้งนี้ก็ยังได้เป็นที่ทราบกันดีว่ายอดเขาที่ได้มีความสูงมากที่สุดในโลกอย่างยอดเขาเอเวอเรสต์ก็ยังได้ถูกพิชิตโดยนักปีนเขามาหลายๆต่อหลายคนแล้วแต่ด้านGangkhar Puensumนั้น

ยังคงไม่มีใครที่จะมีใครได้พิชิตได้ แม้จะมีผู้พยายามเกือบจะทำสำเร็จถึง4ครั้งในปีค.ศ.1983.1985.1986และ1994แต่นักสำรวจเหล่านั้นก็ยังไม่สำเร็จเนื่องจากเจออุปสรรค์พายุหิมะอันบ้าคลั่งและสภาวะอื่นๆที่ไม่อาจคาดเดาได้อีกมากมายและจนในที่สุดในปี2004รัฐบาลภูฏานนี้ก็ยังได้ออกมาประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวให้เป็นพื้นที่หวงห้ามด้วยเหตุผลทางด้านของความเชื่อทางจิตวิญาณซึ้งก็ได้ถือว่าเป็นดินแดนที่ศักดิ์สิทธิ์นั่นมันจึงทำให้Gangkhar Puensum ยังคงได้เป็นดินแดนตกสำรวจมาจนถึงในปัจจุบันนี้

Erg Chebbi, Sahara Desert, Morocco…The great piece of Art ...

 ทะเลทรายSahara

และก็ยังได้เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วสำหรับในข้อเท็จจริงว่าทะเลทรายนั้นถือได้ว่าได้เป็นดินแดนที่ตกสำรวจอย่างแท้จริงเนื่องด้วยมาจากสภาพภูมิอากาศที่มันไม่ค่อยเอื้ออํานวยSaharaได้เป็นทะเลทรายที่ได้มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและยังมีพื้นที่มากว้าง200ล้านล้านตรางไมล์ได้ตั้งอยู่ในทวีปเอฟริกาและยังได้มีสภาพอากาศที่เลวร้ายอุณหภูมิได้ขึ้นมายากสุดขีดจากมีอากาศที่ร้อนจัดในช่วงของตอนกลางวันและจะมีสภาพอากาศที่หนาวจัดในช่วงเวลากลางคืออีกทั้งยังมีฝนตกแค่เพียงเล็กน้อย

ในแต่ละปีมีเพียงพืชและสิ่งที่มีชีวิตในบางชนิดเท่านั้นที่สามารถปรับตัวและก็ยังสามารถที่จะเอาชีวิตรอดได้จึงทำให้ทะเลSaharaได้กลายเป็นทะเลทรายที่มีความร้อนมากที่สุดมีความกว้างใหญ่มากที่สุด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หลายคนนั้นต่างก็เชื่อว่าก่อนที่ Sahara จะกลายมาเป็นทะเลทรายที่สุดโหดในปัจจุบัน ในครั้งหนึ่ง

เคยเป็นพื้นที่สีเขียวอุดมสมบูรณ์และได้มีชนเผ่าที่มีอารยธรรมเคยอาศัยอยู่และหลายคนที่อาจฟังดูแล้วมันน่าเหลือเชื่อแต่ก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์ของนาซ่าก็ยังได้ออกมาให้เหตุผลว่าเมื่อประมาณ8,000ถึง10,000ปีที่แล้วบนโลกของเรานั้นได้มีสภาพของภูมิอากาศที่ได้มีความที่แตกต่างไปจากในปัจจุบันไปเป็นอย่างมาก เนื่องจากองศาความเอียงของแกนขั่วโลกเหนือขั่วโลกใต้ในอดีตจะเอียงอยู่ที่24.1ดีกรีไม่เหมือนกับปัจจุบันได้มีความเอียงทำมุม23.5ดีกรีรวมทั้งรูปร่างของวงโครจที่โลกนั้น

ได้หมุนรอบดวงอาทิตย์มันก็จะมีรูปทรงที่จะมองดูแตกต่างกันออกไปและนั่นก็เป็นสาเหตุที่จะทำให้ในครั้งหนึ่งนั้นทะเลSaharaนั้นได้เคยอุดมสมบูรณ์มาก่อนและยังเชื่อว่ายังมีเมืองอารยธรรมโบราณที่ถูกฝั่งให้จมอยู่ใต้ทะเลทรายอันผืนใหญ่ซึ่งมันก็งยังคงเป็นพื้นที่ลึกลับที่ยังไม่มีใครที่จะเข้าไปถึงได้อีกมาก

ตำนานเทพนาจา 

 เทพเจ้านาจาเป็นเทพเจ้าที่มีหน้าที่ปกป้องพิทักษ์ประตูสวรรค์รูปร่างของเทพเจ้านาจานั้นจะมีลักษณะเหมือนเด็กน้อยมีอาวุธเป็นหอกและห่วงทอง และมีพาหนะเป็นกงล้อไฟช่วยให้เดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก  ประวัติของเทพเจ้านาจานั้นว่ากันว่าเป็นชายคนนึงที่ชื่อว่าหลีจิ้ง ทำหน้าที่พิทักษ์ประตูเมือง

ซึ่งเขามีภรรยาอยู่คนนึงกำลังตั้งครรภ์ แต่ครรภ์ของภรรยาของเขาผิดปกติ เพราะอายุครรภ์ 3 ปี 6 เดือนแล้วยังไม่คลอดสักที ซึ่งด้วยอายุครรภ์ที่นานแบบนี้ทำให้หลี่จิ้งเข้าใจว่าเด็กที่อยู่ในท้องของภรรยา คือปีศาจโดยเขาตั้งใจว่าหากเด็กคลอดออกมาเขาจะฆ่าทิ้งเสีย ทางด้านฝ่ายภรรยาของหลี่จิ้งฝันว่า มีนักบวชได้พาเด็กน้อยมามอบให้และหลังจากที่เธอตื่นขึ้นมาเธอก็ให้กำเนิดลูก

แต่เด็กคนนั้นกลับเป็นเพียงแค่ก้อนเนื้อที่สามารถกลิ้งไปกลิ้งมาได้ เมื่อหลี่จิ้งเห็นก้อนเนื้อดังกล่าวก็ต้องเข้าจัดการทันทีด้วยการนำของออกมาผ่าก้อนเนื้อนั้นออกซึ่งหลังจากที่ผ่าก้อนเนื้อออกมาแล้วก็ปรากฏว่ามีเด็กออกมาจากก้อนเนื้อนั้น โดยที่มือขวามีกำไรทองคำและยังใส่เอี๊ยมสีแดง และหลังจากนั้นไม่นาน ไท่อี๋เจินเหลิน

ก็เดินทางมาเยี่ยมเด็กน้อยคนดังกล่าวและได้มีการตั้งชื่อให้ว่านาจา ทำให้หลี่จิ้งได้รู้ว่า ลูกชายของตนเองนั้นไม่ใช่เด็กธรรมดาทั่วไป  และเมื่อตอนที่นาจะมีอายุครบ 7 ปี  นาจาได้มาเล่นน้ำที่ทะเลตงไห่

และด้วยอาวุธวิเศษที่ติดตัวนาจามา ทำให้เวลาที่น้ำทะเลโดนตัวของนาจา เกิดมีเสียงกระทบเสียงดังสะท้านลงไปถึงใต้เมืองบาดาล ซึ่งเป็นที่อยุู่ของพญามังกร  ทหารยามที่เป็นยังของวังพญามังกรจึงขึ้นมาดูและมีความต้องการที่จะอยากได้ของวิเศษของนาจา แต่ก็ถูกนาจาฆ่าตาย พญามังกรทราบเรื่องจึงได้ส่งลูกชายมาปราบนาจา

แต่ก็ถูกนาจาทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ จนพญามังกรต้องขึ้นมาต่อสู้กับนาจาเอง แต่ก็ไม่สามารถสู้กับนาจาได้ ทำให้พญามังกรได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นเดียวกัน ทำให้พญามังกรไปเรียกพี่น้องของตนที่เฝ้าประตูเมืองบาดาลทั้งสี่ทิศให้มาช่วยกันสร้างคลื่นยักษ์เพื่อถล่มเมืองที่พ่อของนาจาเฝ้าอยู่ ทำให้พ่อของนาจาไม่พอใจต่อว่านาจาที่สร้างปัญหามาให้กับชาวเมือง 

ซึ่งนาจากลัวว่าชาวเมืองจะต้องมาเดือดร้อนเพราะตัวเอง จึงฆ่าตัวตายด้วยการเฉียนเอาเนื้อไปให้พ่อ และเอากระดูกกลับคืนไปให้แม่ตามที่พญามังกรต้องการ ด้วยความเสียสละของนาจา ชาวเมืองจึงได้พากันมาสร้างศาลให้กับนาจาแต่พ่อของนาจาก็มาพังศาลทิ้งทำให้วิญญาณของนาจาเร่ร่อนไปทั่วจนไปเจอกับคนที่เคยตั้งชื่อให้กับนาจาตอนที่นาจาเกิด 

ซึ่งไท่อี๋เจินเหลิน สงสารนาจาจึงได้นำส่วนประกอบของบัว ทั้งใบ ราก และดอกมาสร้างเป็นรูปร่างให้กับนาจาและเสกให้นาจากลับมามีชีวิตอีกครั้ง พร้อมทั้งยังยกกงล้อไฟและปืนปลายไฟให้กับนาจาเอาไว้เป็นอาวุธหลังจากนั้นนาจาก็กลับมาแก้แค้พ่อของตัวเอง จนพ่อของตัวเองต้องไปขอความช่วยเหลือของพระพุทธเจ้า

ซึ่งนาจาก็ตามมาเพื่อหวังจะฆ่าพ่อตัวเอง แต่พระพุทธเจ้าทรงห้ามเอาไว้แต่นาจาไม่ฟังพระพุทธเจ้าจึงได้ขังเอาไว้ในเจดีย์ไฟ จนนาจาต้องร้องขอให้ปล่อยและยกเลิกความคิดที่จะฆ่าพ่อของตัวเอง อีกทั้งยังไปช่วยพ่อฆ่ากษัตร์ที่ไม่ดีอีกด้วย จนในที่สุดนาจาก็ได้รับการแต่ตั้งให้เป็น จงขานหยวน ซึ่งมีประวัติในวรรณกรรมจีนสืบต่อมา

 

สนับสนุนโดย  9luck

การหายตัวไปที่ไร่ร่องรอย

ในวันนี้เราจะพาไปชมเรื่องราวของบุคคลที่พวกเขานั้นได้หายตัวไปและได้ใช้ชีวิตอย่างโดดเดียวในพื้นที่ในป่าแห่งใหญ่ได้เป็นเวลานานหลายสิบปีและชีวิตของพวกเขานั้นจะเป็นอย่างไรนั้นเราลองไปชมกันดู

Rochom Pngieng

และสำหรับเรื่องนี้นั้นลองย้อนกลับไปเมื่อวันที่13มกราคม ในปี คศ2007 ก็ได้มีผุ้พบเห็นหญิงสาวคนหนึ่งได้กำลังเดินออกมาจากในป่าลึกในเขตของพื้นที่จังหวัดรันตนคีรีของประเทศกัมพูชา ซึ่งหญิงสาวคนนี้นั้นก็ได้มีท่าทีแปลกๆไม่ว่าจะเป็นในตอนที่เธอนั้นเปลือยกายไม่ใส่เสื้อผ้าและร่างกายก็เต็มไปด้วยรอยของแผลเป็นสีผิวที่ดูค้ำและไม้เกรียมผมยาวลุงรังไปจนถึงขาและสิ่งที่ยาวและแหนมคมที่ไม่เคยตัดและนอกจากนั้นเธอยังมีภาพทางการเดินที่ได้โน้มตัวลงมาข้างหน้าเหมือนกันลิง

และที่สำคัญเธอนั้นไม่สามารถที่จะพูดภาษาของมนุษย์ได้และเรื่องนี้ก็ได้ไปถึงด้านสำนักงานใหญ่ทุกคนต่างก็จะให้ความสำคับต่อเรื่องแบบนี้เป็นอย่างมากและอย่างจะรู้ที่มาที่ไปที่เกี่ยวข้องกับตัวเธอเป็นอย่างมากซึ่งก็ได้มีการเรียกคานและยังได้ตั้งสมยานามว่าหญิงสาวชาวป่าแห่งประเทศกัมพูชาและในภายหลังจากที่ได้มีกับพบหญิงสาวชาวป่าของประเทศกัมพูชาได้ถูกเผยแพร่ออกไปซึ่งก็ได้เป็นตำรวจที่ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ไม่ไกลไปจากหมู่บ้านของเธอก็ได้ออกมาบอกว่าหญิงสาวชาวป่าคนนี้นี่แหละคือลูกสาวของตนเองนี่แหละ

เมื่อในปี คศ.1988 เธอนั้นได้มีชื่อว่าRochom Pngieng โดยชายคนนี้นั้นก็ยังได้บอกอีกว่าRochom Pngieng นั้นได้หายตัวไปในตอนระหว่างที่ตัวเธอนั้นได้ออกไปต้อนฝูงควายที่กินหญ้าอยู่ในป่าใหญ่ในช่วงเวลาขนาดนั้นเธอมีอายุเพียงแค่8และในภายหลังจากนั้นเธอคนนี้ก็ไม่ได้กลับมาอีกเลยซึ่งทุกๆก็ได้ได้ช่วยกันที่จะออกพยายยามที่จะตามหาตัวเธอ

แต่ก็ไม่สามารถที่จะพบร่องรอยของตัวเธอเลยใดๆในทั้งสิ้นจนในที่สุดแล้วก็ต้องเลิกและถอดใจและได้ยกเลิกในการค้นหานั้นเพราะได้เชื่อกันว่าเธอนั้นก้น่าจะถูกเหล่าฝูงสัตว์ป่าได้ถูกจับเอาไปกินแล้วก็ได้และก็ได้เสียชีวิตลงแล้วและหลังจากที่ได้มีการตรวจสอบด้านเอกสารดังกล่าวแล้วก็สามารถที่จะพิสูจน์ได้อีกว่าหญิงสาวคนนี้นั้นเธอก็คือRochom Pngieng ตัวจริงและเธอนั้นก็ได้กลับไปอยู่กับครอบครัวที่ได้พัดพรากอีกครั้งแต่ทว่าทางRochom Pngieng นั้นไม่สามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่ไม่คุ้นเคยนี้ได้

 

สนับสนุนโดย  sagame