อาดัมเป็นคนแรกของโลกที่รู้เรื่องของหินศิลานักปราชญ์

อาดัมเป็นคนแรกของโลกที่รู้เรื่องของหินศิลานักปราชญ์

สำหรับหินศิลานักปราชญ์ตรงนี้แล้วตามความเชื่อนี้มันจะมีอยู่สองรูปแบบด้วยกันคือหินศิลานักปราชญ์ที่เป็นสีขาวกับหินศิลานักปราชญ์ที่เป็นสีแดง โดยหินศิลานักปราชญ์สีขาวตรงนี้ มันจะเปลี่ยนให้โลหะหรือสิ่งของต่างๆกลายเป็นเงินแท้ได้ส่วนหินศิลานักปราชญ์ที่เป็นสีแดงเขาได้บอกเอาไว้ว่ามันสามารถเปลี่ยนสิ่งของหรือโลหะให้กลายมาเป็นทองได้นั่นเองและตามข้อมูลตรงนี้เขายังได้บอกอีกว่า 

ถ้าหากใครที่ได้ครอบครองหินศิลานักปราชญ์และนำเอาหินศิลานักปราชญ์นั้นนำเอามาทำให้กลายเป็นของเหลวพร้อมกับดื่มมันเข้าไปบุคคลที่ได้ดื่มมันเข้าไปนั้นว่ากันว่ามันจะทำให้มีอายุยื่นยาวได้มาขึ้นถึงอีกหนึ่งเท่าตัวและได้กลับมามีวัยหนุ่มอีกครั้งหรือถ้าดื่มมันเข้าไปมากพอมันก็อาจจะทำให้คุณนั้นกลายเป็นอมตะได้เลย

ซึ่งในความเชื่อของยาอมตะหรือศิลานักปราชญ์ตรงนี้มันก็ไม่ได้มีเพียงแค่การเล่นแร่ของการแปลงธาตุแต่ในความเชื่อของคนจีนในสมัยก่อนเขาก็ได้มีความเชื่อในเรื่องของยาอายุวัฒนและการเล่นแร่แปลงธาตุที่เกี่ยวกับเรื่องของทางการแพทย์เลยทำให้จีนในสมัยก่อนวิทยานทางการแพทย์หรือศาสตร์ต่างๆที่เกี่ยวกับทางการแพทย์มันค่อนข้างที่จะพัฒนาไปจนถึงจุดสูงสุดแต่มันยังไม่ถึงจุดสูงสุดตรงที่ว่าเขายังไม่สามารถที่จะหายาอายุวัฒนะหรือสิ่งที่เราเรียกกันว่าหินศิลานักปราชญ์ได้นั่นเอง

โดยหินศิลานักปราชญ์ที่เราได้พุดถึงกันตรงนี้ได้ถูกพูดถึงครั้งแรก เมื่อประมาณคริสตศักราชที่300 โดยได้มีนักเล่นแร่แปลงธาตุคนหนึ่งที่ได้มีชื่อว่าโซสิโมเขาได้เขียนบรรยายถึงสารดังกล่าวเอาไว้ในแบบที่เราได้อธิบายไปแต่ในตอนนั้นไม่มีใครเชื่อกันเลยว่าสะสารดังกล่าวนี้มันมีอยู่จริงเพราะมันไม่มีอะไรที่จะยื่นยันได้และไม่มีหลักฐานที่แน่นพอมีแต่คำพูดลอยๆและการจดบันทึกที่ไม่มีอะไรยื่นยันได้เลยว่าเป็นของจริงหรือว่าของปลอม

คนส่วนใหญ่ก็เลยไม่เชื่อว่าสิ่งๆนี้มันได้มีอยู่จริงและพอเวลาได้ผ่านไปเรื่อยๆเรื่องของศิลานักปราชญ์มันก็เริ่มเรือนรางหายไปจนมันได้มาถึงปีคริสตศักราชที่1620 เรื่องของศิลานักปราชญ์มันก็ได้กลับมาโด่งดังอีกครั้งหนึ่งจากนักดาราศาสตร์ที่ศึกษาในเรื่องของการเล่นแร่แปลงธาตุ

นอกจากนี้ยังได้มีการเขียนหนังสืออ้างอิงถึงบุคคลในประวัติศาสตร์โลกโบราณอย่างมนุษย์คนแรกที่ชื่อว่าอาดัม ซึ่งอาดัมนี่แหละคือบุคคลแรกของโลกที่ได้ถือศิลานักปราชญ์และได้รู้ว่าหินศิลานักปราชญ์นั้นมันได้มีองค์ประกอบอะไรบ้าง

 

สนับสนุนโดย  entaplay ดี ไหม

การเกิดกบฎเดือนมิถุนายน ในปี1832

ซึ่งในการเกิดเหตุการณ์กบฎในครั้งนี้นั้นได้ระเบิดขึ้นในขณะที่ประชาชนได้พากันออกมาร่วมชบวนงานศพของนายพลลามาร์คขบวนงานศพนี้เป็นซีน สำคัญมากในภาพยนตร์Les Miserablesที่มีเพลงDo you hear the peole sing นี่ล่ะเราจะต้องบอกกันไว้อีกเรื่องหนึ่งว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของระบอมสาธารณะรัฐหรือระบอมกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญคนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งมีเพียงแค่1%ของประชากร

ซึ่งก็ได้แก่คนที่มีทรัพย์สินมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งเป็นเจ้าของที่ดินอะไรต่างๆข้อเรียกร้องของฝ่ายสาธารณะรัฐก็คือให้ผู้ชายทุกคนมีสิทธิ์เลือกตั้งด้วยซ้ำไปกว่าที่ผู้หญิงฝรั่งเศสจะได้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างสมบูรณ์ก็ปาเข้าไปประมาณปี1945เลยทีเดียวเวลาที่เราได้พูดถึงประชาธิปไตและสิทธิเสรีภาพเราพูดกันเป็นดีกรีการต่อสู้ไม่เคยจบสิ้นอย่างที่เห็นๆกันอยู่การกบฎเดือนมิถุนายนของขบวนการสาธารณะรัฐถูกเรียกว่ากบฎเพราะล้มล้างกษัตริย์ไม่สำเร็จทั้งนี้น่าจะเป้น

เพราะชาวปารีสส่วนใหญ่ไม่ได้ออกมาสนับสนุนการต่อสู้ในครั้งนี้ทหารที่ถูกเรียกเข้ามาในปารีสเกือบ4หมื่นนายจึงปราบปรามได้อย่างราบคาบ นอกจากนี้คนที่ออกมาต่อสู้แปดสิบเปอร์เซ็นต์คือคนชนชั้นแรงงานและลูกจ้างชั้นล่างได้มีผู้เสียชีวิตฝั่งประชาชนราว800คนหลังจากนั้นรัฐบาล

ซึ่งก็มาจากการต่อสู้เพื่อการเป็นสาธารณะรัฐก็พยายามตีกรรเชียงออกห่างจากขบวนการสาธารณะรัฐคือแม้ว่าตัวเองจะมาจากการต่อสู้ล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แต่ก็พยายามกลบๆประวัติศาสตร์นั้นไปหนึ่งในความพยายามก็คือการสั่งให้เก็บภาพLiberty Guiding the People ของDelacroixไม่ให้สาธารณะชนได้พบเห็นอีก โดยได้ให้เหตุผลว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีทั้งๆที่เหตุการณ์การปฏิวัติปี1830ที่ภาพนี้บันทึกไว้คือเหตุการณ์ที่ทำให้กษัตริย์ หลุยส์ ฟิลลีป ได้ขึ้นครองราชย์แท้ๆอย่างไร

ก็ตามในเดือนกุมภาพันธ์1848ก็เกิดการปฏิวัติขึ้นมาอีกครั้งที่มีชื่อว่า February Revolutionได้เป็นผลให้กษัตริย์ หลุยส์ ฟิลลีปที่1 ต้องสละราชสมบัติและเสด็จไปลี้ภัยที่อังกฤษจนสิ้นพระชนม์ใน2ปีต่อมาFebruary Revolutionนี้นำโดยคนชั้นกลางและพ่อค้าคือหลังจากที่การกบฎเดือนมิถุนายนได้จบลงรัฐบาลก็ได้ออกกฎหมายห้ามการชุมนุมชนชั้นกลางและพ่อค้าที่อยากจะชุมนุมพบปะพูดคุยเรื่องการเมืองหรือคุยกับนักการเมืองก็เลยเริ่มจัดงานเลี้ยงระดมทุนที่จริงๆแล้ว

ก็คือการชุมนุมทางการเมืองนั่นแหละงานเลี้ยงประเภทนี้ก็ฮิตมากได้จัดกันทั่วประเทศจนรัฐบาลออกกฎหมายห้ามจัดงานเลี้ยงชุมนุมแบบนี้ก็เลยเกิดการประท้วงขึ้นอีกการประท้วงเที่ยวนี้ค่อยข้างมีทุนช่วยเหลือเพราะเริ่มขึ้นจากชนชั้นกลางและการปราบปรามก็เป็นไปได้ยากเพราะอย่างว่าคนชั้นกลางไงสุดท้ายนายกรัฐมนตรีก็ลาออกและกษัตริย์ ซึ่งยังจำฉากสุดท้ายของลูกพี่ลูกน้องก็คือพระเจ้าหลุยส์ที่16ได้ก็หนีออกจากฝรั่งเศสไปแบบเงียบๆ

 

สนับสนุนโดย  entaplay slot

ดร.มาร์เซล เพททิออด คดีหมอสังหารในคฤหาสน์มรณะ

เหตุการณ์สงครามโลกถือได้ว่าเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความเฮียมโหดและยังได้ถูกกล่าวขานถึงไปทั่วโลก ซึ่งบันทึกในประวัติศาสตร์แห่งความโหดร้ายนี้ก็ยังได้มีการบดบังเหตุการณ์อื่นๆที่มันได้เคยเกิดขึ้นมาในระยะเวลาเดียวกันจนมันแทบจะหมดความสำคัญยกเว้นเพียงแต่ว่าเรื่องราวนั้นมันจะมีความโดนเด่นหรือมีความร้ายแรงมากที่จะทำให้ผู้รู้สึกฝังจำ

ซึ่งหนึ่งในเหตุการณ์ที่มันได้เคยเกิดขึ้นนี้ในระหว่างช่วงของสงครามโลกที่ผู้คนที่ได้อยู่ทางยุโปรยังได้มีความจดจำกันได้ดีอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังได้มีเรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องระดับโลกคนหนึ่งนามว่า ดร.มาร์เซล เพททิออด ได้รวมอยู่ด้วยทั้งนี้ยังได้เคยมีคำกล่าวอีกว่าในช่วงของสงครามโลกครั้งที่2ความความพินาศย่อยยับที่มันได้เกิดขึ้นมาจากสงครามโลก

จึงทำให้ทุกฝ่ายได้มีผลเสียกับเสียและมันก็ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ให้แก่ผู้ใดเลยแต่ สำหรับ  ดร.มาร์เซล เพททิออด เขาอาจจะไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้เพราะสำหรับเขามันจะมีแต่คำว่าได้กับได้เท่านั้น ด้วยอำนาจมืดของพวกนาซีที่ได้บุกเข้ายึดพื้นที่ฝรั่งเศสพร้อมกับนโยบายกวาดร้างเผ่าพันธุ์เชื้อสายยิวจึงทำให้ผู้คนชาวยิวที่ได้รู้ข่าวจำเป็นจะต้องพากันอพยพหนีตาย

แต่ เนื่องด้วยหนทางที่จะหลบหนีเต็มไปด้วยยากเต็มทีเพราะไม่ว่าในพื้นที่ไหนๆก็จะมีแต่พวกตำรวจลับของนาซีได้กระจายตัวกันอยู่เต็มไปหมดแต่ทว่าความตายที่มันได้ใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆก็ได้มีใครคนหึ่งก็ได้เสนอตัวขึ้นมาว่าจะยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขา ดร.มาร์เซล เพททิออด ได้เป็นนักแพทย์ที่อยู่ในกรุงปารีสก็ได้อาสาว่าจะช่วยให้ชาวยิวหลบหนีออกไปจากประเทศฝรั่งเศส

แต่เพราะทุกชีวิตนั้นมีค่าเขาจึงได้เรียกเก็บค่าบริการสำหรับให้ความช่วยเหลือด้วยราคาที่สูงมากๆ โดยเขาได้อ้างว่าหากผู้ขอลี้ภัยไม่ขอฉีดยากันโรคติดต่อร้ายแรงก็จะไม่ได้รับอนุญาติให้เดินทางเข้าสู่ประเทศปลายทาง สำหรับชาวยิวที่เสมือนว่ามีคมเขี้ยวมัจจุราชจ่ออยู่ที่ลำคอ เมื่อได้ทราบข่าวว่า ดร.มาร์เซล เพททิออด ได้เป็นทางเลือกเดียวของพวกเขามันก็ย่อมเป็นการง่ายที่จะต้องตัดสินใจเหล่าครอบครัวชาวยิวก็จะต้องยอมจ่ายทรัพย์มีค่าทุกอย่างเพื่อพาตนเองและครอบครัว

ได้หลบหนีออกไปจากประเทศฝรั่งเศสให้ได้โดยเร็วมากที่สุดหากแต่ว่าหลังจากที่พวกเขาได้นำเอาเงินค่าช่วยเหลือมาจ่ายให้แก่ ดร.มาร์เซล เพททิออดในคฤหาสน์รร้างที่เป้นจุดนับหมายชาวยิวเหล่านั้นก็ไม่เคยกลับออกมาจากคฤหาสน์ร้างอีกเลย

 

สนับสนุนโดย  next88 login

ตำนานนางเงือกในคลองบางกอกน้อย กรุงเทพ

สำหรับในพื้นที่บางกอกน้อยที่อยู่ในกรุงเทพมหานครได้เคยมีผู้พบเห็นนางเงือกได้ว่ายน้ำกันอยู่ตลอดคลองบางกอกน้อยเลย ซึ่งมันก็ยังได้มีอยู่หลายจุดเลยที่ได้มีการบอกเล่ากันว่าได้มีการพบเจอนางเงือกและจุดที่สามารถพบเห็นนางเงือกได้นั่นก็คือบริเวณสถานที่ทางรถไปบางกอกน้อยจากนั้นก็ได้มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านบางกอกน้อยได้เล่าต่อๆกันมา

ซึ่งถ้าหากว่าวันไหนได้เป็นวันที่มีคืนพระจันทร์เต็มดวงที่แพยายนอมที่อยูในสมัยนั้น ซึ่งได้เป็นท่าแพสำหรับร้านขายยาแผลไทยที่ได้มีชื่อเสียงมากมายที่โด่งดังมากที่สุดในย่านคลองบางกอกน้อยจากนั้นก็ได้มีสิ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นสิ่งประหลาดมันได้เกิดขึ้นที่ท่าแพของยายนอมโดยสิ่งทีทเขาได้ยินกันนั้นมันคือเสียงพูดคุยกันบวกกับมีเสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากส่วนของปลายท่าแพ

ซึ่งมันอาจจะเป็นเสียงที่มันจะไม่ค่อยคุ้นหูกันมากเท่าไหร่ ซึ่งเสียงเขาได้ยินกันนั้นมันได้เป็นเสียงที่ได้มีคนกำลังพูดคุยกันอยู่อย่างเมามันซึ่งมันก็ได้ทำให้ยายนอมนั้นได้เกิดสงสัยและก็ได้ลุกขึ้นออกไปดูว่าเสียงที่ยายนอมนั้นมันมาจากไหนและมันเป็นเสียงใครกันที่ได้ออกมาเล่นน้ำในยามกลางคืนแบบนี้จจากนั้นยายนอมเองแก่ก็ได้เดินขึ้นไปยังที่มาของเสียงหรือตรงจุดท่าแพจากนั้น

สิ่งที่อยู่ตรงน่าที่ยายนอมนั้นได้พบเห็นปรากฏว่าได้เป็นนางเงือกที่มีผมยาวดูสวยซึ่งเขากำลังใช้มือยันพื้นแล้วค่อยๆขึ้นมานั่งส่องกระจกนอกจากนั้นแล้วก็ยังได้เห็นนางเงือกอีกสองตัวที่กำลังจะโพล่ขึ้นมาจากน้ำเช่นเดียวกันหลังจากนั้นก็ได้มีการสันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นนางเงือกพ่อแม่ลูกที่ได้โพล่ขึ้นมานั่งอยู่ตรงแพนอกจากนี้ก็ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่มันจะทำให้ยายนอมนั้น

ต้องตกใจอีกครั้งหนึ่งเมื่อยายนาอมนั้นได้เห็นที่บริเวณขาปรากฏว่าไม่มีขาเหมือนอย่างมนุษย์ซึ่งจะมีแต่เป็นเกล็ดเหมือนปลาที่ปัดไปมาอยู่ในน้ำเหมือนกับว่าได้มีปลาขนาดใหญ่ได้มากระโดนเล่นน้ำไปมา ซึ่งในจุดนั้นที่ยายนอมได้พบเห็นก็เกือบจะทำเอายายนอมนั้นแทบจะคุมสติของตัวเองไม่อยู่กันเลยทีเดียวเมื่อยายนอมนั้น

เขาได้พบภาพที่ได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าจากนั้นยายนอมเองแก่ก็ได้ตะโกนถามไปที่นางเงือกว่าใครกันที่มาเล่นน้ำอยู่ที่หน้าบ้านจากนั้นนางเงือกได้ยินเสียงและได้หันหน้ามาเจอกับยายนอมปรากฏว่านางเงือกนั้นได้มีตาเป็นสีแดงประกายเพชรจากนั้นนางเงือกทั้งสามก็ได้หนีลงน้ำไปอย่างรวดเร็ว

 

สนับสนุนโดย  entaplay

ตำนานยักษ์แห่งสโตนเฮนจ์ หรือ Giants of Stonehenge

          กองหินโบราณที่มีขนาดใหญ่โตมหึมาที่เรียงตัวกันเป็นโครงสร้าง เป็นก้อนกลมกลม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกนั้นให้ความสนใจและในปัจจุบันนี้ก้อนหินเหล่านั้นได้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างสนใจพากันเดินทางมาเที่ยวที่นี่กันเป็นจำนวนมาก แต่คุณเคยสงสัยกันไหมค่ะว่า ใครกันนะที่ได้นำเอาก้อนหินเหล่านั้นมาวางเรียงกันเป็นรูปร่างหน้าตาแบบนี้

และมาวางกองไว้ที่ตรงพื้นที่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งหลายคนนั้นได้มีการพูดถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้กันอย่างมากนั่นก็คือ สันนิฐานแรกนั้นเชื่อกันว่า ก้อนหินเหล่านี้อาจจะเกิดจากเหล่าเอเลี่ยนที่เดินทางมาที่โลกมนุษย์และได้ใช้วิวัฒนาการที่ล้ำหน้าเกินพวกมนุษย์ได้มาสร้างก้อนหินเหล่านี้เอาไว้ แต่ถ้าหากไม่ใช่เหล่าเอเลี่ยนแล้วละก็ ก็อาจจะเป็นยักษ์นี่ล่ะที่มาสร้างก้อนหินเหล่านี้เอาไว้ โดยมีการสร้างตำนานถึงก้อนหินสโตนเฮนจ์นี้เอาไว้ว่าในสมัยก่อนนั้นประเทศอังกฤษ

มักจะมีการต่อสู้กันบ่อยครั้งและได้มีผู้คนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก รวมถึงเหล่าขุนนางทั้งหลายด้วย กษัตรแอมบีโรเซียส ออรีเรียนัส จึงอยากที่จะสร้างอนุสรณ์สถานให้กับเหล่าผู้ล่วงลับ พ่อมดเมอร์รินจึงได้แนะนำให้กษัตรได้ทำการย้ายก้อนหินวิเศษเหล่านี้มาจากภูเขาคิวรารัสจากประเทศไอแลนด์มาแต่เนื่องจากก้อนหินเหล่านั้นมีแต่ก้อนที่มีขนาดใหญ่มาก

ทำให้ทหารไม่สามารถที่จะขนย้ายได้ ทางด้านพ่อมดเมอร์รินจึงได้มีการสั่งเหล่ายักษ์ทั้งหลายพากันช่วยกันขนก้อนหินเหล่านั้นมาตั้งไว้ที่เซลลิสเบรี่ จนกลายมาเป็นสโตนเฮนจ์  อย่างที่เราได้เห็นกันมาจนทุกวันนี้นั่นเอง  ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้ได้กลายมาเป็นตำนานที่มีการพูดถึงกันมาอย่างยาวนาน เพราะหลายคนก็ยังคงมีความสงสัยกันมาว่าก้อนหินขนาดใหญ่เหล่านั้น

ทำไมถึงได้ไปว่าทับซ้อนกันแบบนั้นได้อย่างไร เพราะต่างก็ไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติอย่างแน่นอน เพราะด้วยลักษณะการจัดวางของก้อนหินการที่นำหินขนาดใหญ่ไปวางซ้อนด้านบนอีกชั้นนั้น เป็นสิ่งที่เชื่อได้ยากมากว่าจะเกิดจากธรรมชาติรังสรรค์มาให้เราได้เห็นกัน เพราะมันเหมือนกันการที่มีใครสักคนทำเสียมากกว่า

อย่างไรก็ตามเพราะไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่านี่คือฝีมือของมนุษย์ดังนั้น จึงมองกันว่านี่น่าจะเป็นฝีมือของยักษ์นั่นเองที่สามารถทำได้แบบนี้และเป็นยักษ์ที่มีรูปร่างสูงใหญ่เสียด้วยเพราะสามารถย้ายหินจากอีกประเทศหนึ่งเดินทางมาถึงยังอีกประเทศหนึ่งได้

 

สนับสนุนโดย  betbb

อุทาหรณ์เด็ก 6 ขวบเล่นซ่อนหาใต้รถกระบะสุดท้ายรถทับตาย 

         มีเหตุการณ์ที่น่าตกใจเกิดขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชโดยเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้น เนื่องจากมีหนูน้อยคนหนึ่งอายุ 6 ขวบชื่อว่าน้องน๊อตซึ่งน้องถูกรถชนจนกระทั่งเสียชีวิต  ซึ่งรถที่ชนน้องขับมาโดยนายคำรณ  ไชยศรี ซึ่งในขณะนี้ก็เป็นญาติของน้องน็อตนั่นเอง ซึ่งในวันดังกล่าวที่เกิดเหตุนั้นนายคำรณได้เดินทางมาที่บ้านของน้องน๊อตแล้วก็ได้มีการพูดคุยกับพ่อน้องๆ

เรื่องการแต่งรถกระบะโดยนายคำรณเป็นคนที่ชอบการแต่งรถพอรู้ว่าพ่อของน้องนัทเพิ่งไปทำการแต่งรถมาก็เลยมีการสตาร์ทรถเพื่อจะลองรถเลยอยากจะฟังเสียงท่อที่พึ่งไปแต่งมาใหม่ เมื่อนายคำรณไปทำการสตาร์ทรถรถก็พุ่งเข้าชนน๊อตซึ่งบังเอิญยืนอยู่ตรงหน้ารถกระบะพอดีด้วยเหตุการณ์ในครั้งนี้รถกระบะคันดังกล่าวนี้เป็นรถของพ่อน้องๆซึ่งพ่อของน้องน๊อตเข้าเกียร์ค้างเอาไว้ดังนั้นพอในคอมโดยมีการสตาร์ทเครื่อง  จึงเป็นเหตุให้รถพุ่งเข้าชนน้องจนเสียชีวิต 

           ผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงไปในพื้นที่เกิดเหตุและมีการพูดคุยกับแม่ของน้องน๊อตที่เสียชีวิตโดยแม่ของน้องน็อตเล่าว่าในคืนเกิดเหตุ น้องๆกำลังเล่นอยู่กับเพื่อนๆและพี่สาวโดยทั้งหมดกำลังเล่นซ่อนหากันอยู่ซึ่งน้องน็อตก็ได้วิ่งมาถามพ่อว่าควรจะไปซ่อมที่ไหนดี เสร็จแล้วน้องก็เลือกไปแอบตรงหน้ารถกระบะของพ่อของตนเองพอดีซึ่งน้องน็อตได้โดยการหมอบลงหน้ารถกระบะทำให้นายคำนวณที่เดินมาสตาร์ทเครื่องยนต์รถกระบะของพ่อน้องน๊อตมองไม่เห็นน้องน๊อตจึงทำให้รถพุ่งชนโดยที่ไม่รู้ว่ามีน้องน็อตยืนอยู่ข้างหน้ารถจึงเป็นสาเหตุให้น้องน็อตเสียชีวิตในเวลาต่อมา 

    ซึ่งทางคุณแม่ของน้องน๊อตก็ได้บอกว่าตอนนี้เริ่มทำใจได้แล้วและไม่ได้โกรธเคืองนายคำรณซึ่งในคำนวณก็ขอมาบวชหน้าไฟให้กับน้องน็อตแต่ตอนนี้ยังไม่กล้ามางานศพเพราะเกรงว่าพ่อของน้องน๊อตจะไม่พอใจซึ่งแม่ของน้องน๊อตยังได้เล่าให้ฟังว่าวันที่ 12 เมษายนนี้ก็จะเป็นวันเกิดของน้องน๊อตแล้วโดยแม่ตั้งใจว่าจะพาน้องน๊อตไปเที่ยวทะเลที่ภูเก็ตแต่คงไม่ได้ไปแล้วและเงินที่เก็บไว้เพื่อจะพาลูกไปเที่ยวคงต้องเอามาเพื่อจัดงานศพให้ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างความเศร้าเสียใจให้กับครอบครัวของน้องน็อตเป็นอย่างมาก 

    นักข่าวได้สอบถามไปยังพ่อของน้องน๊อตคุณพ่อก็เลยบอกว่าตอนแรกโกรธแต่ตอนนี้ก็เริ่มทำใจได้แล้วเพราะจริงๆแล้วทางคุณคำรณเองก็คงไม่ได้ตั้งใจที่จะให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นตอนนี้ยังรู้สึกเสียใจที่ต้องสูญเสียลูกไปแต่ก็พร้อมให้คุณคำรณเดินทางมาร่วมงานศพของลูกได้เพราะเข้าใจดีว่าได้คำนวณเองก็คงจะเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะโดยปกติแล้วในคำนวณก็เป็นคนรักน้องน๊อตมากคอยรับคอยส่งน้องน็อตแทนอยู่ตลอดเวลา

 

สนับสนุนโดย  โหลดrb88

ประเพณีการรับขวัญหลานหรือว่าลูก

มีใครนั้นเคยได้ยินไหมว่าการรับขัวญเด็กนั้นมีมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ของเรานั่นเองเป็นการที่เรานั้นทำต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวนั่นเองเป็นการที่เรานั้นทำเพื่อที่จะได้รับรู้และเป็นการที่เรานั้นทำสืบทอดต่อกันมานั่นเอง ในการที่เราทำนั้นเราจะทำตั้งแต่เด็กที่เกิดใหม่และไม่เกินเจ็ดวันนั่นเองเป็นการที่เรารับขวัญหรือว่าเป็นการเรียกขวัญของลูกเรานั่นเองไม่จำเป็นว่าเรานั้นต้องนิมนพระมาก็ได้เพราะว่าเป็นพิธีในการที่เรานั้นทำกันในครอบครัวนั่นเอง  เป็นพิธีที่เรียบง่าย  

        พิธีการเรียกขวัญนั้นเราจะทำพิธีโดยการที่เรานั้นทำความสะอาดร่างกายของเด็กน้อยนั้นให้สะอาดก่อนจากนั้นเราก็ทำการจัดแต่งเด็กน้อยของเราให้อยู่ในสภาพที่ที่ดี  จากนั้นเราต้องเตรียมเอาเด็กนั้นมาวางใว้บนที่นอนของเด็กจากนั้นเราก็ให้คนที่มีอายุที่เรานั้นนับถือเป็นการเรียกขวัญ  โดยที่เรานั้นนำลูกของเรานั้นให้กับที่ทำพิธีจากนั้นเราจะอุ้มลูกของเรานั้น

และก็วนพร้อมกับการพูดว่าสามวันเป็นผี  สี่วันเป็นคน  โดยที่คนนั้นทำพิธีจะพูดอย่างนี้เป็นจำนวนสามครั้งและครั้งสุดท้ายนั้นเขาจะวางลูกเราและทำให้เด็กนั้นส่งเสียร้องไห้จากนั้นคนที่เป็นพ่อแม่ให้ขานรับว่าเป็นลูกของเราจากนั้นก็นำเงินมาใส่ไว้ที่มือของลูกจากนั้นก็เป็นอันว่าเสร็จพิธีจากนั้นก็จะเป็นเหล่าญาติๆหรือว่าพี่น้องเข่ามารับขวัญหลานโดยเป็นการที่อวยพรละนำเงินมาใส่ที่มือของเด็ก  

         แต่ว่าก็มีบางคนนั้นทำคล้ายแบบนี้แต่ว่าเป็นการที่ให้เด็กนั้นมานอนบนกองเงินกองทองนั่นเองจากนั้นก็ทำพิธีแบบที่เรานั้นพูดกันไปข้างต้นอยู่ที่ว่าเรานั้นจะทำแบบไหน  เพราะว่าในแต่ละบ้านนั้นจะทำพิธีในการเรียกขวัญของลูกนั้นไม่เหมือนกันนั่นเอง ดังนั้นก็ต้องขั้นอยู่กับสภาพการเงินนั่นเอง แต่ว่าการที่เรานั้นทำอย่างนี้ก็เป็นพิธีในการเรียกขวัญของลูกเราได้แล้ว 

โดยที่เราพิธีนั้นก็ไม่ได้มีอะไรที่มากมายนั่นเอง  ซึ่งในแต่ละบ้านเรามีความเชื่อที่ว่าก็รับขวัญหลานนั้นแตกต่างกันออกไปนั่นเอง  อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรนั่นเอง  การที่เรารู้จักพิธีเอาไว้บ้างนั้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่แย่เสมอไปนั่นเองอยู่ที่ว่าเรานั้นจะเลือกทำอย่างไหนมากกว่ากันนั่นเอง 

      เป็นไงบ้างพิธีในการรับขวัญหลานที่เรานั้นมีกันตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ย่าตายายของเรานั่นเอง   

 

สนับสนุนโดย  rb88 pantip

ตำนานความรักเพลงกล่อมยมโลก

      ตำนานที่จะพูดถึงต่อไปนี้เป็นตำนานความรักที่มีการเล่าขานกันมาในสมัยกรีกโบราณที่มีการเอ่ยถึง  ออร์ฟีอุส ชายหนุ่มรูปงามที่เขาไม่ได้มีเพียงความงามเฉพาะหน้าตาเท่านั้นแต่ยังสามารถเล่นดนตรีได้ไพเราะจับใจใครก็ตามที่ได้ยินเสียงดนตรีของเขาต่างก็พากันสงสัยเป็นอย่างมากซึ่งพรสวรรค์ที่เขาได้รับจากการเล่นดนตรีในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่มารดาของเขานั้น

มีการถ่ายทอดมาสู่เขาก็มารดาของเขานี้เป็นนักดนตรีที่สามารถเล่นดนตรีได้ไพเราะจับใจหาใครเทียบได้ยากมากอีกทั้ง ออร์ฟีอุส จะมีพิเศษซึ่งเขานั้นได้รับมาจากเทพเจ้าแห่งการดนตรีนั้นก็คือเทพอพอลโลนั่นเองอย่างไรก็ตาม Office นั้นได้รักกับหญิงงามคนหนึ่งเธอชื่อว่า ยูริดิซี ซึ่งทั้งคู่ได้แต่งงานกันและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเรื่อยมาแต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ยูริดิซี ได้ถูกงูพิษกัดจนเสียชีวิต ทำให้ออร์ฟีอุส  นั้นเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก เขาจึงได้มีความคิดว่าเขาจะเดินทางไปยังยมโลก

เพื่อไปร้องขอเทพเจ้าฮาเดสให้ปล่อยวิญญาณของภรรยาของเขานั้นกลับมาอยู่กับเขาเหมือนเดิมดังนั้นเขาจึงได้เดินทางไปที่ยมโลกและเมื่อไปถึงเขาก็ได้ทำการเล่นดนตรีขับกล่อมให้เทพเจ้าฮาเดสฟังซึ่งแน่นอนว่าด้วยพรสวรรค์ของ ออร์ฟีอุส  และการเล่นดนตรีที่ไพเราะเพราะพริ้งส่งผลทำให้เทพเจ้าฮาเดสนั้นจึงชอบเสียงดนตรีของออร์ฟีอุส 

เป็นอย่างมากซึ่งเขาได้ทำการขอเทพเจ้าฮาเดสต้องการขอวิญญาณของภรรยาของเขาก็คือ ยูริดิซี กลับไปอยู่ด้วยกันที่โลกมนุษย์โดยเทพเจ้าฮาเดสอนุญาตแต่มีข้อแม้ 1 ข้อที่ ออร์ฟีอุส  ข้อที่จะต้องปฏิบัติตามนั่นก็คือหากเทพเจ้าฮาเดสอนุญาตให้วิญญาณของ ยูริดิซี ขึ้นไปใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ได้แล้วแล้วก็ระหว่างที่มีการเดินทางออกจากยมโลกไปนั้น

ห้ามออร์ฟีอุส หันกลับมามองด้านหลังอย่างเด็ดขาดหาก ออร์ฟีอุส หันกลับมามองเมื่อไหร่แล้วแล้วก็วิญญาณของ ยูริดิซี จะไม่สามารถไปที่โลกมนุษย์ได้อีกเลยและจะต้องอยู่ที่ยมโลกไปตลอดกาลซึ่ง  ออร์ฟีอุส  ก็ตอบตกลงทันทีอย่างไรก็ตามในขณะที่  ออร์ฟีอุส กำลังเดินออกไปยังโลกมนุษย์นั้นปรากฏว่าเขาเกิดความอยากรู้ว่าภรรยาของเขานั้นได้เดินตามเข้ามาหรือไม่เขาจึงได้หันหลังกลับไปมองและนี่เองที่ทำให้วิญญาณของภรรยาของเขานั้นไม่สามารถที่จะกลับไปอยู่ที่รถมนุษย์ได้อีกเลย

 

สนับสนุนโดย  rb888

ตำนานต้นไม้ยักษ์ล้านปี ต้น โซโคตร้า ที่ประเทศเยเมน

           ในทวีปแอฟริกามีประเทศหนึ่งที่ชื่อว่าประเทศเยเมนสำหรับประเทศนี้เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กเป็นแค่เพียงเกาะเล็กๆเท่านั้นมีประชากรอาศัยอยู่เพียงไม่กี่ทันคนโดยเกาะแห่งนี้อยู่ในคาบมหาสมุทรอินเดียซึ่งเกาะแห่งนี้จะอยู่ใกล้กับประเทศโซมาเรียมากที่สุดโดยมีความห่างกันแค่เพียง 250 กิโลเมตรเท่านั้นโดยเมื่อปีคริสต์ศักราช 2008 ประมาณเดือนกรกฎาคมประเทศเยเมนนี้

ถูกจัดขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและหมู่เกาะที่เป็นที่ตั้งของประเทศเยเมนนี้มีชื่อเรียกว่าโซโคตร้า นั่นเอง สำหรับที่นี่ใครๆต่างก็รู้กันดีว่ามีต้นไม้หายากและมีทรัพยากรทางธรรมชาติขึ้นอยู่เต็มเกาะไปหมดที่สำคัญที่นี่มีต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถหาได้ที่ไหนอีกแล้วจะขึ้นเฉพาะแค่ที่เกาะแห่งนี้ที่เดียวเท่านั้นนั่นก็คือต้นเลือดมังกรด้วยว่ากันว่าต้นไม้ชนิดนี้

มีสรรพคุณมากมายโดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องของการรักษาโรคโดยสามารถรักษาได้เกือบทุกโรคเลยทีเดียวอย่างไรก็ตามที่นี่นับว่าเป็นเกาะที่มีความเก่าแก่มีอายุมากกว่า 20 ล้านปีมาแล้วและแน่นอนมันย่อมต้องมีตำนานที่มีการพูดถึง ในตำนานมีการพูดถึงเทพเจ้าองค์หนึ่งที่พระองค์ต้องการสร้างโลกใหม่ขึ้นมาโดยพระองค์มีแนวความคิดอยากจะให้โลกนี้

มีความสวยงามและความแปลกตาพระองค์จึงได้มีการสร้างเกาะเล็กๆขึ้นมาเกาะหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ตรงบริเวณกลางทะเลอาหรับและพระองค์ก็ได้มีการเสกสัตว์ชนิดหนึ่งขึ้นมาซึ่งสัตว์ชนิดนั้นก็คือมังกรนั่นเองพระองค์พยายามที่จะสร้างสรรค์มังกรให้มีรูปร่างสวยงามแด่พระองค์ต้องการให้มังกรนั้นเป็นราชาที่สามารถควบคุมดูแลเกาะแห่งนี้นั่นเองพรุ่งนี้มีการแตกไอ้มังกรนั้น

มีความโหดร้ายและมีความแข็งแกร่งทรงพลังอย่างไรก็ตามเมื่อพระองค์ทรงเสกมังกรให้ดูแลเกาะแห่งนี้หลายพันปีต่อมาพระองค์ก็ได้มีการลงมาที่เกาะแห่งนี้เพื่อดูแลความสวยงามบนเกาะที่พระองค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นแต่พระองค์กับไม่พบความสวยงามที่พระองค์ได้มีการเสกสรรค์เอาไว้เพราะว่าเจ้ามังกรที่พระองค์เสกเอาไว้นั้นมันกับกินทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์เสกเอาไว้ทั้งหมดทำให้เทพเจ้ารู้สึกโกรธมังกรตัวนี้เป็นอย่างมากและด้วยความโมโหพระเจ้าจึงได้มีการปราบมังกรตัวนั้น

ให้กลายเป็นต้นไม้ซึ่งต้นไม้ที่ถูกสาปถูกเรียกว่าดราก้อนทรี อย่างไรก็ตามหากใครเดินทางมาที่เกาะแห่งนี้ก็น่าจะเห็นต้นไม้ที่มีความแปลกประหลาดมีลักษณะเหมือนกับจานดาวเทียมโดยต้นไม้ชนิดนี้เราจะไม่สามารถเห็นจากที่ไหนได้จะมีที่เกาะ โซโครตร้าที่นี่ที่เดียวเท่านั้นและแน่นอนว่าด้วยความที่มังกรนั้นมีฤทธิ์เยอะเมื่อมันถูกสาปให้เป็นต้นไม้อิทธิฤทธิ์ของมังกรก็ยังคงมีอยู่ดังนั้นต้นไม้ชนิดนี้จึงสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้มากมายหลายโรคเลยทีเดียวและถ้าหากใคร ลองเอามีดกรีดบริเวณเปลือกไม้ก็จะทำให้มียางไหลออกมาหรือที่เราเรียกกันว่าเลือดมังกรนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  next88 mobile

ประเทศญี่ปุ่นไม่สามารถยึดประเทศจีนได้ทั้งหมด

ซึ่งเราอยากจะบอกตรงนี้เลยว่ามันน่าจะเป็นเรื่องของในสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งประเทศจีนนั้นมีขนาดพื้นที่ที่ใหญ่กว่าประเทศยิ่งปุ่นอีกตั้งหลายเท่าและญี่ปุ่นก็จะต้องทำสงครามกับประเทศอเมริกาอีกแล้วทำไมทหารของประเทศญี่ปุ่นนั้นถึงเข้าทำการยึดประเทศจีนหรือมันอาจะเป็นเพราะว่าจำนวนของทหารของประเทศจีนนั้นได้มีกำลังอยู่น้อยและยังมีพื้นที่ที่น้อยอีกจึงทำให้ง่ายต่อการโจมตีและได้เข้ายึดครองแผ่นดินจีนและในช่วงไหนที่ประเทศญี่ปุ่น

สามารถเข้ายึดประเทศจีนได้ทั้งประเทศนอก ซึ่งตามที่เราได้ไปทำการศึกษาหาข้อมูลมาตรงนี้แล้วเราขอบอกเลยว่าไม่มี ไม่มีประเทศใดเป็นงูเหลือมกลืนช้างได้มีแต่จะเข้าโจมตีเอาทีละเล็กละน้อยและจะมีแต่เข้าบุกยึดทางฝั่งทางทะเลได้และทั้งนี้รัฐบาลจีนก็ได้หนีไปตั้งหลักประเทศเมืองหลวงอีกประเทศหนึ่งได้อีกด้วยอีกทั้งเรื่องของอาวุธประเทศจีนไม่มีความทันสมัยอะไรเลยจึงทำให้อาวุธของประเทศญี่ปุ่นได้มีความล้ำสมัยเป็นอย่างมทากคนเป็นแสนคนที่กำลังวิ่งถือดาบและอีกจำนวน5หมื่นคน

ที่วิ่งถือระเบิดนิวเคลียร์คุณลองคิดดูสิว่าเป็นคนจะชนะ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นนั้นได้เข้าทำการยึดเพียงแค่หนึ่งในสามของประเทศจีนเท่านั้นบุกเข้ายึดแค่เพียงชายฝั่งตะวันออกและแทบมองโกเรียกับแมจูเรียในตะวันออกเพียงเท่านั้น ซึ่งญี่ปุ่นได้เข้าบุกประเทศจีนก็ได้เข้าแบบเดียวกันกับที่เยอรมันได้เข้าบุกโซเวียตทางฝ่ายรับปล่อยให้ฝ่ายบุกรุกให้ได้บุกเข้ามาก่อนเอาตามใจชอบจนในที่สุดพวกเขาก็ได้เข้ามาติดกับดักบนแผ่นดินที่กว้างใหญ่จากนั้นพวกก้ได้เริ่มใช้ความได้เปรียบในเรื่องของทรัพย์พยากรและปริมาณก็จะค่อยๆสร้างความได้เปรียบดันกลับไปเรื่อยๆ

จนถึงในที่สุดคุณภาพก็จะต้องแพ้ให้กับปริมาณเป็นที่สุดแต่ทั้งนี้เองประเทศญี่ปุ่นนั้นเขาก็ได้ทำการยึดเอามาได้แค่บางส่วนเพียงเท่านั้นญี่ปุ่นไม่สาารถกลืนไปทั้งหมดและผลที่ประเทศจีนได้โดนประเทศญี่ปุ่นบุกเข้ายึดได้โดยง่ายก็เพราะก่อนหน้านั้นประเทศจีนก็ได้ถูกโจมตีมาแล้วก่อนหน้านั้น ซึ่งประเทศจีนนั้นอาจจะมีปัญหาตรงที่ว่าแต่ก่อนนั้นประเทศจีนค่อนข้างปิดประเทศอีก

ทั้งยังมีการนิยมทำสงครามแบบโบราณอีกด้วยและส่วนประเทศญี่ปุ่นนั้นได้เป็นประเทศแรกในเอเซียที่ได้รับเอาวัฒนธรรมของชาวต่างชาติเข้ามาและได้มีการทำศึกสงครามแบบชาติตะวันตกเราก็คิดว่าที่ประเทศญี่ปุ่นได้เข้าไปยึดประเทศจีนได้ถึงแม้ว่ามันจะเป็นหนึ่งในสามส่วนก็ชั่งนั่นก็เป็นเพราะประเทศจีนได้มีอาวุธที่ล้าหลังและที่ญี่ปุ่นยึดได้แค่หนึ่งในสามส่วนในแค่ฝั่งตะวันออกของจีนคิดว่ามันน่าจะเป็นปัญหาเรื่องของเครื่องบินในการรบของสงครามโลกครั้งที่2นั้นหลายๆประเทศมีปัญหาเรื่องระยะการบินเรื่องน้ำมัน

 

สนับสนุนโดย  next88 slot