Category Archive : ตำนาน

ตำนานนางเงือกในคลองบางกอกน้อย กรุงเทพ

สำหรับในพื้นที่บางกอกน้อยที่อยู่ในกรุงเทพมหานครได้เคยมีผู้พบเห็นนางเงือกได้ว่ายน้ำกันอยู่ตลอดคลองบางกอกน้อยเลย ซึ่งมันก็ยังได้มีอยู่หลายจุดเลยที่ได้มีการบอกเล่ากันว่าได้มีการพบเจอนางเงือกและจุดที่สามารถพบเห็นนางเงือกได้นั่นก็คือบริเวณสถานที่ทางรถไปบางกอกน้อยจากนั้นก็ได้มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านบางกอกน้อยได้เล่าต่อๆกันมา

ซึ่งถ้าหากว่าวันไหนได้เป็นวันที่มีคืนพระจันทร์เต็มดวงที่แพยายนอมที่อยูในสมัยนั้น ซึ่งได้เป็นท่าแพสำหรับร้านขายยาแผลไทยที่ได้มีชื่อเสียงมากมายที่โด่งดังมากที่สุดในย่านคลองบางกอกน้อยจากนั้นก็ได้มีสิ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นสิ่งประหลาดมันได้เกิดขึ้นที่ท่าแพของยายนอมโดยสิ่งทีทเขาได้ยินกันนั้นมันคือเสียงพูดคุยกันบวกกับมีเสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากส่วนของปลายท่าแพ

ซึ่งมันอาจจะเป็นเสียงที่มันจะไม่ค่อยคุ้นหูกันมากเท่าไหร่ ซึ่งเสียงเขาได้ยินกันนั้นมันได้เป็นเสียงที่ได้มีคนกำลังพูดคุยกันอยู่อย่างเมามันซึ่งมันก็ได้ทำให้ยายนอมนั้นได้เกิดสงสัยและก็ได้ลุกขึ้นออกไปดูว่าเสียงที่ยายนอมนั้นมันมาจากไหนและมันเป็นเสียงใครกันที่ได้ออกมาเล่นน้ำในยามกลางคืนแบบนี้จจากนั้นยายนอมเองแก่ก็ได้เดินขึ้นไปยังที่มาของเสียงหรือตรงจุดท่าแพจากนั้น

สิ่งที่อยู่ตรงน่าที่ยายนอมนั้นได้พบเห็นปรากฏว่าได้เป็นนางเงือกที่มีผมยาวดูสวยซึ่งเขากำลังใช้มือยันพื้นแล้วค่อยๆขึ้นมานั่งส่องกระจกนอกจากนั้นแล้วก็ยังได้เห็นนางเงือกอีกสองตัวที่กำลังจะโพล่ขึ้นมาจากน้ำเช่นเดียวกันหลังจากนั้นก็ได้มีการสันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นนางเงือกพ่อแม่ลูกที่ได้โพล่ขึ้นมานั่งอยู่ตรงแพนอกจากนี้ก็ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่มันจะทำให้ยายนอมนั้น

ต้องตกใจอีกครั้งหนึ่งเมื่อยายนาอมนั้นได้เห็นที่บริเวณขาปรากฏว่าไม่มีขาเหมือนอย่างมนุษย์ซึ่งจะมีแต่เป็นเกล็ดเหมือนปลาที่ปัดไปมาอยู่ในน้ำเหมือนกับว่าได้มีปลาขนาดใหญ่ได้มากระโดนเล่นน้ำไปมา ซึ่งในจุดนั้นที่ยายนอมได้พบเห็นก็เกือบจะทำเอายายนอมนั้นแทบจะคุมสติของตัวเองไม่อยู่กันเลยทีเดียวเมื่อยายนอมนั้น

เขาได้พบภาพที่ได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าจากนั้นยายนอมเองแก่ก็ได้ตะโกนถามไปที่นางเงือกว่าใครกันที่มาเล่นน้ำอยู่ที่หน้าบ้านจากนั้นนางเงือกได้ยินเสียงและได้หันหน้ามาเจอกับยายนอมปรากฏว่านางเงือกนั้นได้มีตาเป็นสีแดงประกายเพชรจากนั้นนางเงือกทั้งสามก็ได้หนีลงน้ำไปอย่างรวดเร็ว

 

สนับสนุนโดย  entaplay

ตำนานความรักเพลงกล่อมยมโลก

      ตำนานที่จะพูดถึงต่อไปนี้เป็นตำนานความรักที่มีการเล่าขานกันมาในสมัยกรีกโบราณที่มีการเอ่ยถึง  ออร์ฟีอุส ชายหนุ่มรูปงามที่เขาไม่ได้มีเพียงความงามเฉพาะหน้าตาเท่านั้นแต่ยังสามารถเล่นดนตรีได้ไพเราะจับใจใครก็ตามที่ได้ยินเสียงดนตรีของเขาต่างก็พากันสงสัยเป็นอย่างมากซึ่งพรสวรรค์ที่เขาได้รับจากการเล่นดนตรีในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่มารดาของเขานั้น

มีการถ่ายทอดมาสู่เขาก็มารดาของเขานี้เป็นนักดนตรีที่สามารถเล่นดนตรีได้ไพเราะจับใจหาใครเทียบได้ยากมากอีกทั้ง ออร์ฟีอุส จะมีพิเศษซึ่งเขานั้นได้รับมาจากเทพเจ้าแห่งการดนตรีนั้นก็คือเทพอพอลโลนั่นเองอย่างไรก็ตาม Office นั้นได้รักกับหญิงงามคนหนึ่งเธอชื่อว่า ยูริดิซี ซึ่งทั้งคู่ได้แต่งงานกันและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเรื่อยมาแต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ยูริดิซี ได้ถูกงูพิษกัดจนเสียชีวิต ทำให้ออร์ฟีอุส  นั้นเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก เขาจึงได้มีความคิดว่าเขาจะเดินทางไปยังยมโลก

เพื่อไปร้องขอเทพเจ้าฮาเดสให้ปล่อยวิญญาณของภรรยาของเขานั้นกลับมาอยู่กับเขาเหมือนเดิมดังนั้นเขาจึงได้เดินทางไปที่ยมโลกและเมื่อไปถึงเขาก็ได้ทำการเล่นดนตรีขับกล่อมให้เทพเจ้าฮาเดสฟังซึ่งแน่นอนว่าด้วยพรสวรรค์ของ ออร์ฟีอุส  และการเล่นดนตรีที่ไพเราะเพราะพริ้งส่งผลทำให้เทพเจ้าฮาเดสนั้นจึงชอบเสียงดนตรีของออร์ฟีอุส 

เป็นอย่างมากซึ่งเขาได้ทำการขอเทพเจ้าฮาเดสต้องการขอวิญญาณของภรรยาของเขาก็คือ ยูริดิซี กลับไปอยู่ด้วยกันที่โลกมนุษย์โดยเทพเจ้าฮาเดสอนุญาตแต่มีข้อแม้ 1 ข้อที่ ออร์ฟีอุส  ข้อที่จะต้องปฏิบัติตามนั่นก็คือหากเทพเจ้าฮาเดสอนุญาตให้วิญญาณของ ยูริดิซี ขึ้นไปใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ได้แล้วแล้วก็ระหว่างที่มีการเดินทางออกจากยมโลกไปนั้น

ห้ามออร์ฟีอุส หันกลับมามองด้านหลังอย่างเด็ดขาดหาก ออร์ฟีอุส หันกลับมามองเมื่อไหร่แล้วแล้วก็วิญญาณของ ยูริดิซี จะไม่สามารถไปที่โลกมนุษย์ได้อีกเลยและจะต้องอยู่ที่ยมโลกไปตลอดกาลซึ่ง  ออร์ฟีอุส  ก็ตอบตกลงทันทีอย่างไรก็ตามในขณะที่  ออร์ฟีอุส กำลังเดินออกไปยังโลกมนุษย์นั้นปรากฏว่าเขาเกิดความอยากรู้ว่าภรรยาของเขานั้นได้เดินตามเข้ามาหรือไม่เขาจึงได้หันหลังกลับไปมองและนี่เองที่ทำให้วิญญาณของภรรยาของเขานั้นไม่สามารถที่จะกลับไปอยู่ที่รถมนุษย์ได้อีกเลย

 

สนับสนุนโดย  rb888

ตํานานนางผมหอม

        สำหรับเรื่องตํานานนางผมหอมนั้นถือว่าเป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาคล้ายๆกับนิทานพื้นบ้านซึ่งเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งเธอเป็นผู้หญิงโสดยังไม่มีแฟนและมีสามีอยู่มาวันนึงเธอได้ออกจากหมู่บ้านเดินทางไปเที่ยวในป่าระหว่างที่เดินทางนั้นเธอได้ยินเสียงน้ำจึงได้กินน้ำที่อยู่ในรอยเท้าของช้างหลังจากนั้น

เมื่อเธอกลับมาบ้านปรากฏว่าเธอนั้นตั้งครรภ์และเกิดลูกสาวออกมาเป็นเด็กสาวหน้าตาน่ารักและมีผมหอมอย่างไรก็ตามเธอได้เดินทางไปป่าอีกครั้งหนึ่งแต่ครั้งนี้เธอนั้นได้ไปกินน้ำในรอยเท้าของวัวป่าเมื่อกลับมาบ้านเธอก็ได้ทำตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่งและครั้งนี้เธอก็ได้ลูกสาวเธอจึงตั้งชื่อว่านางรุณลูกสาวทั้งสองคนของเธอนั้นมีรูปร่างหน้าตาที่ไม่เหมือนกันเลยเด็กสาวทั้งสองคนนั้น

มักจะถูกเพื่อนล้ออย่างสม่ำเสมอว่าเป็นลูกที่ไม่มีพ่อทำให้เด็กน้อยทั้งสองคนนั้นเสียใจแม่ของเธอจึงได้เล่าต้นกำเนิดการเกิดของเธอว่านางผมหอมนั้นเกิดมาจากรอยเท้าของฉันส่วนนางรมนั้นเกิดมาจากรอยเท้าของวัวป่าอย่างไรก็ตามเมื่อทั้งสองสาวโตขึ้นจึงได้ขออนุญาตแม่เดินทางไปเที่ยวในป่า

ซึ่งทั้งสองคนนั้นเมื่อเข้าไปในป่านางผมหอมก็อยากจะเจอหน้าพ่อเธอจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าถ้าหากเธอนั้นเป็นรูปของช้างจริงก็ขอให้เธอนั้นเจอพญาช้างในป่าแห่งนี้ซึ่งหลังจากสิ้นคำอธิษฐานของเธอได้ไม่นานพญาช้างก็เดินมาเจอกับนางผมหอมและนางลุนเธอได้บอกว่าเธอนั้นเป็นลูกสาวของพระยาช้างทางด้านพญาช้างจึงอธิษฐานขึ้นมาว่า

เพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริงว่าเด็กทั้งสองคนนี้เป็นลูกของเขาจริงหรือไม่เขาจะให้เด็กทั้งสองคนนี้ปีมาขึ้นบนหลังของเขาถ้าหากเด็กคนไหนปีนขึ้นมาได้ก็แสดงว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกของเขาแต่ถ้าปีนขึ้นไม่ได้ก็แสดงว่าไม่ใช่ลูกของเขาซึ่งแน่นอนว่านางผมหอมนั้น สามารถที่จะเป็นขึ้นไปนั่งบนหลังช้างได้ในขณะที่นางลุน นั้นขึ้นไปไม่ได้

จึงทำให้พระยาช้างนั้นได้เหยียบนางลุน เสียชีวิต  หลังจากนั้นพญาช้างได้ผ่านางผมหอมกับไปอยู่ที่ปราสาทด้วยกันซึ่งเมื่อนางผมหอมเติมโตเป็นสาวก็มีรูปร่างหน้าตาที่สวยงามอยู่มาวันหนึ่งขณะที่นางผมหอมนั้นได้ไปอาบน้ำก็ได้มีการตัดเส้นผมของตนเองนั้นนำไปลอยน้ำซึ่งเส้นผมของนางผมหอมนั้นลอยไปตามน้ำและทำให้เท้าอรจิตซึ่งเป็นเจ้าชายที่ปกครองเมืองฮ่มขาว

ได้ไปเจอพระอบใส่เส้นผมของนางผมหอมก็ทำให้เกิดชื่นชอบหลังจากนั้นจึงได้ออกตามหาและพบกับนางผมหอมและทั้งคู่ก็ตกลงตัดสินใจไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่เมืองของถาวรจิตโตโดยที่ไม่บอกกล่าวให้พญาช้างรู้ซึ่งเมื่อพญาช้างมารู้ภายหลังก็เกิดอาการโมโหจนอกแตกตาย

 

 

สนับสนุนโดย  entaplay casino

ตำนานเมืองหนองหาร จังหวัดอุดรธานี

สำหรับตำนานนี้จะเป็นอีกตำนานหนึ่งที่มีการเล่าลือกันเกี่ยวกับเรื่องของการที่มีการสาปแช่งเมืองหนองหารโดยเรื่องมีอยู่ว่า มีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ชื่อว่าท้าวเชียงงาม ซึ่งสาวเชียงรายนี้เป็นคนที่อยู่ในเมืองบ้านเชียงเมื่อตอนที่เขาโตเป็นหนุ่มนั้นขอเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาดีเป็นอย่างมาก มีอยู่วันหนึ่งท้าวเชียงงามนั้นอยากจะเข้ามาเที่ยวในเมืองหนองหานแต่เมื่อเดินทางเข้ามาถึงแล้วปรากฏว่าประตูเมืองนั้นปิด

เนื่องจากในขณะนั้นมีข้าศึกมาร้องเมืองไว้ทำให้เท้าเชียงงามไม่สามารถเข้าไปในเมืองหนองหานได้เขาจึงได้มาอาศัยตาและยายอยู่ด้านนอกประตูเมืองหนองหาน และเนื่องจากเท้าเชียงงามนั้นมีรูปร่างหน้าตาที่งดงามทำให้มีการเล่าลือกันต่อๆไปภายในเมืองหนองหานว่าที่หน้าประตูเมืองหนองหานนั้นมีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาและงดงามทำให้หญิงสาวไม่ว่าจะเป็นหญิงโสดหญิงหม้าย

หรือแม้แต่หญิงที่มีสามีแล้วต่างก็พากันอยากเห็นรูปร่างหน้าตาของชาวเอเชียงามจึงพากันมาดูที่บริเวณ ดอนเมืองซึ่งเมื่อเห็นหน้าตาของท้าวเชียงงามแล้วหญิงสาวต่างๆเหล่านั้นก็ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องพากันติดอกติดใจในรูปร่างหน้าตาของชาวเชียงงามจึงได้อยู่ที่นอกเมืองเป็นสาเหตุให้พวกสามีของหญิงสาวทั้งหลายได้มีการไปแจ้งเรื่องกับทางพระยาขอมซึ่งเป็นเจ้าเมืองอยู่ในขณะนั้น และได้เล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้พระยาขอบนั้นได้มีการสั่งให้ทหารมาจับตัวท้าวเชียงงามไปพบ หลังจากนั้นก็สั่งให้ทหารนั้นตัดหัวของท้าวเชียงงามและนำหัวของท้าวเชียงงามนั้น

ไปเสียบประจานไว้ที่ โนนหัวเชียง และจากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ท้าวเชียงงามนั้นได้มีการสาปแช่งเมืองหนองหารเอาไว้ว่าไม่ให้มีความเจริญรุ่งเรืองอีก ต่อไป เพราะเขามีความเชื่อว่าตัวเขานั้นไม่ได้ทำความผิดอะไรเลยแต่เขาต้องมาตายทั้งๆที่ตัวเขานั้นบริสุทธิ์ทำให้เขานั้นรู้สึกโกรธจึงได้มีการสาปแช่งเมืองหนองหารเอาไว้ และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาที่มีการก่อตั้งเมืองหนองหารเป็นเมืองและมีปลัด บุญช่วย ศรีสารคามท่านได้ทราบถึงตำนานที่มีการสาปแช่งเมืองหนองหารเอาไว้

ซึ่งท่านได้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของประวัติการสาปแช่งของตำนานเมืองหนองหานดังนั้นท่านจึงได้มีการทำพิธีถอนคำสาปแช่งอีกทั้งยังได้มีการปั้นรูปปั้นของท้าวเชียงงาม ไว้ตรงบริเวณข้างศาลเจ้าปู่หอคำซึ่งในปัจจุบันนี้ ได้มีการก่อตั้งศาลเจ้าชายเชียงงามขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนในยุคปัจจุบันนี้ได้ไปเคารพกราบไหว้ ซึ่งในบริเวณศาลทั้งรูปปั้นและมีรูปวาดของท้าวเชียงงามวางประดับไว้ในศาลนั้นด้วย

 

 

สนับสนุนโดย  next88 login

ตำนานเงาร่างปรากฎราชกาลที่3

ทุกคนเชื่อในเรื่องของมิติของคนตายที่เขายังวนเวียนอยู่กับพวกเราหรือไม่มันเป็นไปได้ไหมว่าโลกที่เราอยู่นั้นมันจะมีโลกคู่ขนานที่ที่คนที่ได้จากไปแล้วยังจะอยู่กับพวกเราและเขาก็จะค่อยปกป้องพวกเราที่ได้อยู่บนโลกใบนี้วันนี้เราก็จะมากับเรื่อราวต่างๆที่ได้มีผุ้คนได้พบเห็นองค์กษัตริย์ของไทยในแบบต่างๆหลังจากที่พวกท่านได้สวรรคตไปแล้ว

ซึ่งมันก็ยังไม่ได้มีเรื่องราวที่จะอธิบายแน่นอนแท้จริงอย่างใดเอาเป็นว่าให้คุณได้อ่านแล้วตัดสินใจกันเอาว่ามันแท้จริงมากแค่ไหนกับเรื่องแรก  รัชกาลที่3 เด้กๆมักจะมองเห็นอะไรที่ผู้ใหญ่มักจะมองไม่เห็นกันซึ่งบางทีก็อาจจะสร้างความสยองเสียมากและนี่ก็ได้รวมถึงเด็กๆที่ได้อยุ่ในวังศ์อีกด้วยเช่นกัน

เหตุการณ์นี้ได้เล่าถึงเหตุการณ์ฝรั่งสวมชฎาพระที่นั่งมหาจักรีมหาปราสาทที่ได้ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยราชกาลที่5 ด้วยความที่ว่าในสมัยนั้นประเทศไทยเราต้องการที่จะให้เป็นที่ยอมรับของทางตะวันตกมากขึ้นปราสาทนี้ก็เลยถูกสร้างขึ้นมาให้มีลักษณะกึ่งไทยกึ่งตะวันตก ซึ่งภายในตัวอาคารนี้มันก็จะมีห้องโถงยาวๆเพื่อที่จะได้เชื่อมต่อปราสาทหลายๆหลังเข้าด้วยกันและเนื่องจากที่ทางเชื่อมนั้นมันได้มีความยาวมากมันก็คงจะโล่งเกินไปตามทำเนียมของคนยุโรปเขาก็จะมีการประดับรูปภาพต่างๆเอาไว้

ตามทางที่มันจะเป็นภาพเขียนของคนในวงศ์ตระกูลที่จากไปแล้วบ้างยังอยู่บ้างราชกาลที่5ท่านก็เลยได้ไอเดียนี้มาก็เลยรับสั่งให้เขียนรูปเหมือนต่างๆของกษัตริย์ไทยองค์ก่อนๆเพื่อประดับในห้องโถงจนมันได้มีความสวยงามมากเลยทีเดียว เมื่อปราสาทได้สร้างเสร็จพระบรมวงศานุวงศ์ทุกคนก็ได้ย้ายเข้ามาที่นี่ในนั้นก็จะมีพระบรมวงศานุวงศ์ที่อายุน้อยๆกัน

บ้างพอย้ายเข้ามาเสร็จก็ตามธรรมดาของเด็กก็จะต้องหาที่วิ่งเล่นอะไรและด้วยความที่ว่าห้องโถงนั้นมันได้เป็นห้องที่กว้างก็เลนเอาเป็นที่วิ่งเล่นกันเลยและหนึ่งในนั้นก็คือสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ได้เป็นหนึ่งในโอรสของราชกาลที่5ท่านก็ได้ทรงเล่นอยู่ในห้องแห่งนี้แหละแต่ทว่าในระหว่างที่ท่านกกำลังวิ่งเล่นอยู่นั้นท่านก็ได้เจอเรื่องประหลาดขึ้นก็คือท่านได้เห็นชายร่างใหญ่ใส่เสื้อแปลกๆ

เดินไปเดินมาก่อนที่ท่านจะหายไปในรูปภาพของราชกาลที่3พระโอรสท่านก็ตกใจก็เลยตะโกนไปตามภาษาเด็กๆว่าใครออกมาแต่ก้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยมีแต่ความเงียบต่อมาเรื่องประหลาดเรื่องนี้ก็เลยได้ทราบไปถึงหูของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาพระนางก็เลยถามพระเจ้าฟ้าจักรพงษ์ว่าชายที่เห็นเป็นรูปร่างเช่นใดเจ้าฟ้าก็เลยตอบไปตามที่พระองค์เห็นเลยเมื่อได้รับคำอธิบายพระนางก็เชื่อว่าชายที่พระโอรสที่ได้อธิบายมาหน้าจะเป็นพระบาทสมพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวราชกาลที่3แน่ๆ

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน แจกเครดิตฟรี ไม่ต้องฝาก

ตำนานยักษ์โทรลที่ถูกถ่ายได้บนเครื่องบิน RAF Recon Flight300

สำหรับตำนานยักษ์โทรลมันก็จะมีความแตกต่างไปจากตำนานยักษ์ตาเดียวอยู่ตามที่เราได้มีการหาข้อมูลเอามาได้นั้นยักษ์โทรลนั้นมันไม่ใช่ยักษ์ที่ได้เกิดมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรมของลิงหรือมนุษย์แต่ยักษ์โทรลยังได้ถูกพูดถึงในรูปแบบอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่มีตัวตนจริงๆอยู่บนโลกแต่ยังได้มีผู้คนได้พบเห็นกันอยู่บ่อยครั้งแล้วว่ากันว่าคนบางสามารถอัดคลิปหรือว่าถ่ายภาพได้เลยคือถ้าเราได้เอาตามข้อมูลที่ได้มีบันทึกเอาไว้เขาได้บอกว่า ยักษ์โทรล

นั้นมันจะมีอยู่สองรูปแบบด้วยกันคือขนาดตัวเล็กและขนาดตัวใหญ่แต่สองขนาดนี้มันจะมีสิ่งที่เหมือนกันก็คือหน้าตาลักษณะต่างๆจะเหมือนกันเกือบทั้งหมดเลย โดยบางตำนานเขาได้มีการอธิบายรูปร่างของยักษ์โทรลเอาไว้ว่า ยักษ์โทรลจะมีรูปร่างน่าตาที่น่าเกียดน่ากลัวผิวหนังคุขะมีน่าตาอับปรักมีจมูกที่ใหญ่โตมียังได้มีความดุร้ายแถมยังได้มีการชอบความรุนแรงด้วยและเขายังได้บอกอีกด้วยว่า ยักษ์โทรลในตำนาน ได้เป็นศัตรู่กับมนุษย์ทุกสายพันธุ์กันเลย ซึ่งตำนานโทรลตามข้อมูลที่เราได้ไปค้นหามาในตอนแรกนั้นเราก็ได้ชั่งใจอยู่สองอย่างว่ามันจะเป็นไปได้ยังไง

เพราะโทรลที่เราเคยได้ยินมามันก็เป็นตำนานมันก็เป็นเพียงแค่นิทานที่ทางฝั่งยุโปรได้มีการเล่ามีการบอกต่อมาเพียงเท่านั้นแต่พอเราหาข้อมูลที่ลึกกันไปจริงๆปรากฏว่าราได้ไปเจอหลักฐานชิ้นสำคัญที่เขายืนยันได้ว่า เจ้าโทรลมันได้มีตัวตนจริงๆอยู่บนโลก โดยหลักฐานชิ้นนั้นนั่นก็คือภาพถ่ายจากเครื่องบิน RAF Recon Flight300ที่เขาได้ถ่ายติดโทรลขนาดยักษ์ได้นั่นเอง

โดยข้อมูลตรงนี้เขาได้มีการบันทึกเอาไว้ว่า เมื่อประมาณเดือนธันวาคม ปี1942ก็ได้มีเครื่องบินลำหนึ่งที่ได้มีชื่อว่าRAF Recon Flight300ได้ขับไปทำภารกิจที่หุบเขานอร์เวย์และได้มีลูกเรือคนหนึ่งในภารกิจครั้งนั้นได้ถ่ายติดภาพสิ่งที่มันดูมีชีวิตประหลาดตัวหนึ่งอยู่ที่บริเวณตีนเขาลูกนั้นแต่สิ่งมีชีวิตประหลาดตัวนั้นที่มันได้มีความน่าประหลาดไปมากกว่านั้นก็คือเขาไม่ได้ถ่านได้ในลักษณะที่ตัวเทียบเท่ากับมนุษย์หรือมีลักษณะตัวที่เล็กแต่รูปภาพที่เขาได้ถ่ายเอาไว้ได้มันเป็นสิ่งที่มีชีวิตขนาดยักษ์ว่ากันว่าในรูปนั้นถ้าจะให้เปรียบเทียบกันดีๆมันได้มีความสูงเกือบ10-20เมตร

เลยก็ว่าได้โดยหลังจากรูปภาพนี้ที่ได้ถูกบันทึกเอาไว้เขาก็ได้นำเอารูปภาพดังกล่าวนำเอามาทำการตรวจสอบและตรวจดูว่าภาพนี้มันเป็นการทำขึ้นมาเองหรือเปล่าผลที่ออกมาคือว่าภาพนี้ไม่ได้มีการตัดต่อภาพหรือมีการดัดแปรงแต่อย่างใด

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame88

Zombieมันมีอยู่จริงหรือเปล่า?

สำหรับในเรื่องของZombieถ้าจะให้เราพูดย้อนความกลับไปรากฐานของZombie

จริงๆมันเป็นเรื่องนอยายที่มันได้ถูกแต่งขึ้นมันเป็นสิ่งที่ัมันไม่ได้มีขึ้นมาอยู่จริงแต่เรื่องนิยายเหล่านี้มันมักจะมากับสิ่งที่เรียกว่ามนต์ดำศาสนาหรือประเพณีอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งZombieในตามหลักของความเชื่อจุดเริ่มต้นของZombieมันได้มาจากประเทศเฮติ ซึ่งประเทศเฮติมันได้เป็นประเทศที่ค่อนข้างที่จะกันดาร ซึ่งประเทศกันดารก็ต้องพูดกันตรงๆว่าไม่มีสุขอนามัยที่ดีไม่มีการเข้าถึงของรัฐบาลหรืออะไรก็แล้วแต่ที่อาจจะทำให้เกิดโรคระบาดหรือโรคที่ค่อนข้างที่จะเยอะแยะมากมาย ซึ่งประเทศเฮติได้เป็นประเทศที่ได้เกิดโรคติดต่อบ่อยมากแล้วปีๆหนึ่งจะมีคนมาเสียชีวิตมาก

และอายุขัยของประเทศเฮติมันจะค่อนข้างสั้นกว่าประเทศอื่นๆเลยด้วยซ้ำและมีคนกลุ่มๆหนึ่งที่ได้มีไสยศาสตร์หรือมนต์ดำมีความเชื่อว่าเมื่อคนเฮติเหล่านี้ที่ได้ตายไปเราสามารถคืนชีพเขาได้แต่เราจะคืนชีพเขาได้เพียงแค่ร่างวิญญาณของเราจะคืนชีพไม่ได้และคืนชีพขึ้นมาเราสามารถสั่งเขาได้ด้วยว่าเราจะให้เขาทำอะไร

ซึ่งถ้าจะให้พูดตามหลักแบบชาวบ้านเราก็คือเกี่ยวกับเรื่องไสยศาสตร์เรื่องมนต์ดำการเล่นของหรืออะไรประมาณนี้แต่อย่างประเทศเขาเวลาคนตายเยอะๆพวกลัทธิเหล่านี้เขาไม่มีศพเขาไม่มีอะไรเขาก็จะแอบมาขโมยศพที่อยู่ในหลุมของชาวบ้านบ้างบางทีญาติพี่น้องก็กลัวว่าศพนั้นจะหายไปจากหลุมก็จะมีการนั่งเฝ้ากันเป็นเดือนจนกว่าศพนั้นจะย่อยสลายไป ซึ่งเรื่องเหล่านี้มันก็ได้เป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล ซี่งลัทธิที่เขาได้พูดถึงกันในประเทศเฮติเขาได้เรียกว่าลัทธิวูดู ซึ่งจะนำเอาศพขึ้นมาทำพิธีกรรมเพื่อให้เขานั้นได้ฟื้นวขึ้นมาแต่จะไม่มีวิญญาณก็คือมันจะเป็นร่างกายเปล่าๆ

ที่ไม่มีวิญญาณ ส่วนZombie อีกภาษาหนึ่งBokor ซึ่งประวัตินี้มันก็คือประวัติZombieเก่า Zombieนั้นก็คือการใช้ลัทธิมนต์ดำทั่วโปแต่ปัจจุบันนี้ได้ใช้คำว่าZombie2018 ก็คือ Zombie2018มันไม่ใช่Zombieที่มมันเกิดขึ้นมาจากการใช่มนต์ดำของขลังหรือว่าการเล่นของและมันได้เป็นZombieที่เกิดจากยาเสพติดบางคนก็อาจจะได้เห็นข่าวกันไปบ้างแล้ว

ซึ่งมันเป็นยาเสพติดที่มีชื่อว่าโคโคดิวซึ่งยาเสพติดนี้มันเป็นยาเสพติดที่ร้ายแรงมากหลายคนอาจจะยังไม่เห็นคลิปว่ามันร้ายแรงมากแค่ไหนเนื่องจากนี้ยังได้มีชายหนุ่มที่ชื่อว่าAusrrouffที่ได้เกิดอาการคุ้มคลั่งที่ได้เข้าไปแทงเพื่อนบ้านที่ได้เป็นสามีภรรยากันจนตายจากนั้นยังไม่พอเขายังได้ใช้ฟันของเขากัดกินไปที่ใบหน้าของเหยื่ออย่างอร่อยกว่าจะควบคุมเอาไว้ได้ทำเอาเจ้าหน้าที่เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจกันเลยทีเดียว

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ทางเข้าsagame

มนุษย์กินคน/ซีอุย

สำหรับเรื่องตำนานของมนุษย์กินคนบางคนอาจจะบอกว่ามันไม่มีอยู่จริงคนอะไรจะมากินคนกันเอง ซึ่งมันมีในอดีตที่ผ่านมาแล้วมันก็ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย กับ ตำนานสะเทือนขวัญหลายๆคนสมัยก่อนของมนุษย์กินคนอย่าง ซีอุย ย้อนความกลับไปเมื่อประมาณปี2502 ได้มีคดีความสะเทือนขวัญกับเด็กๆและครอบครัวที่มีเด็กเล็กเด็กน้อยว่ามีการพบศพเด็กถูกฆ่าบางรายถูกข่มขืน

ที่หนักที่สุดก็คือได้มีการควักเอาเครื่องในเอาออกมาจากร่างกายของเด็กอีกด้วย ซึ่งมันค่อนข้างที่จะน่ากลัวเอามากๆจากนั้นก็ได้มีการสืบสวนพยานหลักฐานแล้วก็ตามตัวคนร้ายจนผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งที่ได้เป็นคนจีนที่ได้เข้ามาหลบอยู่ในเมืองไทยนั่นก็คือ ซีอุย นั่นเองตามบันทึกประวัติของ ซีอุุย เขาได้บอกว่าได้มีการขึ้นศาลแล้วก็มีการสารภาพผิดว่าตัวเองนั้นก่อคดีฆ่าเด็กปาดคอเด็กควักเครื่องในแล้วก็ข่มขืนเด็กทำมากว่า7ครั้ง

แล้วก็มีเด็กเสียชีวิตจากเหตุการทั้ง7ครั้งนั้น6คนจริงๆมันต้องเป็น7คนใช่มั้ยแต่ว่าคนแรกเขาบอกว่าเด็กได้ถูกปาดคอแต่เด็นนั้นไม่เสียชีวิตและในวันนั้นในเวลาต่อมาศาลก็ได้ตัดสินประหารชีวิตว่าการก่อคดีกว่า7ครั้งของ ซีอุย ศาลมองว่าไม่ใช่กรณีของคนบ้าหรือผู้ป่วยทางจิตเพราะว่าการก่อคดีซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาถึง7ครั้งและได้เป็นการจงใจฆ่าทั้งหมด7ครั้งศาลก็เลยมองว่าเป็นคนปกติที่มีการจงใจฆ่า

เวลาต่อมาหลังจากที่ได้ตัดสินคดีแล้วในวันที่16กันยายน ปี2502 ซีอุย ได้ถูกตัดสินให้ประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าและได้จบชีวิตลงแต่ว่าในกรณีนี้ก็ยังได้มีคนหลายๆคนเชื่อว่า ซีอุย เป็นแพะรับบาปหรือว่าไม่ได้เป็นคนที่ฆ่าเด็กถึง7คดี ตามคำให้การของชาวบ้านเขาได้บอกว่าคนที่เป็นฆาตรจริงๆคือเป็นลูกหลานของผู้ที่มีอิทธิพลในท้องถิ่นในยุคนั้น

แต่ที่ ซีอุย นั้นยอมรับผิดเพราะว่าถูกเจ้าหน้าที่กล่อมให้รับสารภาพและจะได้ลดย่อนโทษและ เนื่องจากว่า ซีอุย  เขาไม่มีญาติไม่มีญาติพี่น้องอยู่ในประเทศไทยที่พอจะมาช่วยเหลือเขาได้แล้วที่สำคัญ ซีอุย เขาเป็นคนจีนเขาก็ไม่ค่อนแข็งแรงเรื่องภาษาไทยก็เลยโดนกล่อมง่ายๆและอีกอย่างคดีฆ่าเด็กทั้ง6คนของ ซีอุย หลักฐานจริงๆแล้ว

ไม่เพียงพอต่อการเอาผิดต่อ ซีอุย ด้วยแต่สุดท้าย ซีอุย ก็ต้องโดนประหารชีวิตอยู่ดี ซึ่งในกรณีนี้เราได้มองว่าหลายๆคนก็น่าจะมีข้อสงสัยแล้วก็ตั้งคำถามเหมือนกับเราว่าสมมุติว่า ซีอุย เขากินเนื้อหรือเครื่องในเด็กจริงๆถามว่าทำไมเขาถึงจะต้องกิน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน

วิธีการเรียกผีกระจก บลัดดี้ แมรี่ 

บลัดดี้ แมรี่  เป็นตำนานที่โด่งดังมากที่ประเทศอังกฤษซึ่งว่ากันว่าคือผีที่ไม่ว่าเราจะอยู่ประเทศไหนเราก็สามารถที่จะเรียกไปหาได้ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ศึกษามาเกี่ยวกับไสยศาสตร์ก็สามารถที่จะคุยกับเธอได้แล้ววันนี้เราจะมาพูดถึงวิธีการเรียกบลัดดี้ แมรี่ และตำนานของบลัดดี้ แมรี่ กันค่ะ สำหรับวิธีการเรียกบลัดดี้ แมรี่ ว่ากันว่าเราจำเป็นจะต้องพูดคำว่า บลัดดี้ แมรี่  3 ครั้ง

เราจะต้องมีของด้วยเป็นกระจกซึ่งเราจะต้องอยู่ในห้องมืดๆคนเดียวและนอกจากนั้นเราอาจจะจำเป็นที่จะต้องมีเทียนไขหรือเปิดน้ำทิ้งไว้ตลอดเวลาค่ะ ซึ่งว่ากันว่าเคยมีหญิงสาวคนหนึ่งเคยเรียกบลัดดี้ แมรี่ ซึ่งบลัดดี้ แมรี่ ก็มาหาเธอจริงๆผ่านไป 1 วันผู้หญิงคนนั้นก็ยังไม่ออกมาจากห้องน้ำสุดท้ายญาติของเธอจึงได้ทำการโทรหาเจ้าหน้าที่เพราะว่าเธอนั้นได้ทำการล็อคประตูห้องไว้หลังจากที่พวกเขาสามารถพากันแวะเข้าไปในห้องน้ำได้แล้วก็พบว่ามีน้ำเปิดทิ้งให้ไหลไว้อยู่อย่างนั้นตรงกระจกว่างเปล่า

และนอกจากนั้นในห้องน้ำยังมืดสนิทไม่มีการเปิดไฟหรือจุดเทียนเลย จากสภาพศพว่ากันว่าของผู้หญิงคนนี้นั้นมีรอยข่วนและรอยทำร้ายร่างกายเต็มไปหมดแล้วว่ากันว่าบลัดดี้ แมรี่ จะดูดวิญญาณของคุณให้ไปอยู่ในกระจกเพื่อไปเป็นทาสของเธอตลอดไปและคุณก็ไม่สามารถที่จะไปผุดไปเกิดได้

เราว่ากันว่าศพของผู้ที่เรียกบลัดดี้ แมรี่ นั้นดวงตาของคนที่เรียกว่าจะออกมาจากเบ้าตาซึ่งถ้าใครมาเห็นเรียกได้ว่าเป็นภาพที่สยดสยองจนมองไม่ได้เลยค่ะ ซึ่งตำนานเกี่ยวกับบลัดดี้ แมรี่ เป็นที่โด่งดังเป็นอย่างมากจนมีผู้กำกับคนหนึ่งที่สร้างหนังเกี่ยวกับบลัดดี้ แมรี่ ซึ่งมีกระแสต้อนรับเกี่ยวกับหนังของบลัดดี้ แมรี่ ดีมาก เชื่อว่าคนคงจะรู้จักเกี่ยวกับตำนานผีกระจกคนนี้กันทั่วโลกเลยก็ว่าได้ซึ่งว่ากันว่าผีปีศาจที่อยู่ในกระจกนี้เธอเป็นผู้หญิงและเชื่อกันอีกว่านอกจากใบหน้าของคนในกระจก

จะหน้าตาน่าเกลียดแล้วบ้านพี่ถ้าเกิดว่าเราเรียกเธอว่ากันว่าอาจจะเป็นการอันตรายเกี่ยวกับชีวิตของเราด้วยดังนั้นจึงมีน้อยคนนักที่เลือกที่จะเรียกผีกระจกเพราะกลัวว่าการเรียกฉีดกระจกตอนนี้อาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตของตัวเอง

ซึ่งเคยมีกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนึงที่ต้องการที่จะทดสอบความกล้ากันดังนั้นจึงเข้าไปในห้องมืดๆแล้วเรียกบลัดดี้ แมรี่ ให้มาหาซึ่งว่ากันว่าเธอก็มาหาและสุดท้ายกลุ่มแจ้งวัยรุ่นกลุ่มนั้นก็ตายกันทั้งกลุ่มและมีสภาพศพที่น่าสยดสยองอย่างที่ได้กล่าวไว้

 

สนับสนุนโดย  sagame888

ตำนานหลวงพ่อลิ้นดำวัดนารังนก จังหวัดสงขลา

            สำหรับคนที่นิยมเครื่องรางของขลังแล้วแน่นอนว่าจะต้องรู้จักกันอย่างดีกับหลวงพ่อลิงดำแห่งวัดนารังนกเนื่องจากหลวงพ่อนั้นเป็นอีกองค์หนึ่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์และมีความเก่งกล้าในด้านวิชาอาคมเป็นอย่างมากสำหรับเรื่องเล่าของหลวงพ่อลิ้นดำวัดนารังนกนั้นมีการเล่าเรื่องนี้กันมาอย่างยาวนานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อและเป็นที่รู้จักกันดีของวงการพระเครื่องหลวงพ่อนั้น

มีความศักดิ์สิทธิ์และมีความน่าเกรงขามมากแค่ไหนซึ่งประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อลิ้นดำนั้นเกิดขึ้นมาจากว่าท่านเป็นหลวงพ่อที่ประจำอยู่ที่วัดนารังนกซึ่งสาเหตุที่คนเรียกท่านว่าหลวงพ่อลิ้นดำเนื่องจากว่าท่านจะมีปานสีดำอยู่ที่บริเวณลิ้นของท่านเองและด้วยปานสีดำที่ลิ้นนี้เวลาท่านกล่าววาจาอะไรออกไปก็จะศักดิ์สิทธิ์และประสบอย่างที่ท่านได้พูดออกไปอย่างเช่นตำนานที่มีการเล่ากัน

หรือเรื่องถึงที่หลวงพ่อลิ้นดำนั้นท่านทรงปราบจระเข้ซึ่งเรื่องเล่านี้มีการเล่ากันมาต่อเนื่องอย่างยาวนานว่าหลวงพ่อนั้นหลังจากที่ประจำวัดอยู่ที่วัดนารังนกบริเวณหน้าวัดนารังนกนั้นจะมีคลองขนาดใหญ่อยู่ซึ่งบริเวณแถวนี้จะเป็นที่เล่นน้ำของเด็กๆมักจะมากระโดดเล่นน้ำกันอยู่เป็นประจำอยู่มาช่วงหนึ่งเป็นช่วงที่จระเข้ชุมชนเป็นอย่างมากพวกมัน

มักจะว่ายน้ำมาคอยกัดกินชาวบ้านอยู่เป็นนิจทางด้านหลวงพ่อเองก็เกิดความรู้สึกไม่สบายใจที่เด็กๆที่มาเล่นน้ำที่หน้าวัดอาจจะเกิดอันตรายได้ดังนั้นหลวงพ่อจึงเดินมาที่บริเวณท่าน้ำของวัดหลังจากนั้นก็ได้มีการตั้งจิตอธิษฐานแล้วพูดออกไปว่าจระเข้ทั้งหลายถ้าหากเราจะมาว่ายน้ำอยู่ภายในบริเวณนี้ก็จงแสดงตัวให้คนได้เห็นเพื่อที่คุณจะได้หลีกหนีและไม่เกิดอันตรายต่อตัวเจ้าและตัวของคนที่มาเล่นน้ำเองซึ่งหลังจากที่หลวงพ่อลิ้นดำได้มีการกล่าวแบบนี้ออกไปนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ผู้คนมักจะเห็นจระเข้ลอยคออยู่บริเวณหน้าวัดหากพวกมันมาอยู่ในบริเวณหน้าวัดมันก็จะโผล่พ้นเหนือน้ำให้เห็นแต่ถ้าออกนอกบริเวณหน้าวัดไปมันก็จะดำน้ำไปเหมือนไม่มีจระเข้อยู่ในแม่น้ำเลยซึ่งทำให้เด็กๆมาเล่นน้ำที่ว่าวัดนั้นปลอดภัยจากการถูกจระเข้ทำร้ายเนื่องจากว่าเด็กๆหากเห็นจระเข้ลอยคออยู่ก็มักจะขึ้นจากท่าน้ำหนีได้ทันนั่นเอง

และนับตั้งแต่ที่วาจาของหลวงพ่อลิ้นดำนี้ในการบอกกล่าวกับจระเข้นั้นสำเร็จผลทำให้ชาวบ้านนั้นเล่าลือกันถึงความเก่งกาจของหลวงพ่อและความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อจนที่เป็นที่นิยมชาวบ้านมักจะเดินทางมาเคารพกราบไหว้กันเป็นประจำและที่สำคัญเครื่องรางของขลังที่มีการผลิตในรุ่นของหลวงพ่อลิ้นดำนั้นเป็นเครื่องรางของขลังที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

เพราะถือได้ว่าเป็นเครื่องรางที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากปัจจุบันวัดนารังนกที่จังหวัดสงขลาเป็นสถานที่อีกที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยี่ยมชมความงดงามของภายในบริเวณวัดรวมถึงไปกราบไหว้ขอพรหลวงพ่อลิ้นดำโดยบริเวณรัฐนั้นจะมีศาลาการเปรียญอยู่ 1 ศาลาซึ่งศาลานี้มีอายุมากกว่า 100 ปีแล้วทำให้หลายคนต้องการที่จะไปดูศิลปะตั้งแต่สมัยโบราณในสมัยอยุธยาด้วยนั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  เว็บพนันออนไลน์