Category Archive : ศิลปะทั่วไป

เนื้อหาและสัจจะธรรมที่เข้าใจถึง ศิลปะ

ผมเลือกที่จะทำศิลปะหรือในกระบวนการสร้างสรรค์เพราะว่ามันเป็นแบบฝึกหัดหรือในแบบทดลองที่ตัวผมเองนั้นถนัดผมไม่ได้มองว่าศิลปะมันคือการพยายามที่จะสร้างอะไรขึ้นมาแปลกใหม่แต่ของผมนั้นผมใช้ทุกกระบวนการในการถ่ายทอดหรือเรียนรู้เพื่อที่จะเข้าใจเนื้อหาหรือ สัจจะ ที่มันอยู่เบี้ยงหลัง  อยู่ คำว่าอยู่นั้น

มันจะต้องมีความหมายแต่ผมเองก้ยังไม่รู้ว่าตัวผมเองนั้นจะอยู่ไปเพื่ออะไรกระทั้งผมได้รู้ศึกว่าไม่ต้องไปคิดถึงมันแล้วแต่ก็ต้องอยู่มันไปแบนี้แหล่ะทำให้มันดีที่สุดอะไรที่เข้ามาองค์ความรู้ที่มีมากับประสบการณ์นี้ก็ใช้มันให้ดีที่สุดก็กลับไปใช้สัญชาตญาณเหมือนเดิมก็คือว่าสัญชาตญาณที่เราคิดว่าในความเป็นมนุษย์คนหนึ่งเราควรจะทำอะไรในตอนเป็นเด็กผมเกิดมาชีวิตนี้มันเกิดมาทำไมผมชอบอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ พูดคำหนึ่งไอน์สไตน์ได้บอกว่ามันได้ฉลาดไปกว่าคนอื่นเลยมันเพียงแค่คิดเรื่องตรงนี้นานกว่าคนอื่น

และนั้นมันก็ทำให้ผมนั้นคิดเรื่องนี้ได้นานกว่าคนอื่นหัวใจของการมีลมหายใจจุดที่สนใจและมันคืออะไรสำหรับผมในการทำศิลปะมันไม่ได้ต่างไปจากการนั่งสมาธิก็อ่านหนังสือไปเรื่อยและได้มาเจอหนังสือของ หลวงพ่อชา เล่มหนึ่งหนังสือเล่มนี้เขาได้พูดถึงข้อกำจัดของความจริงที่เรานั้นไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ถึงภาษาเพราะจุดนี้เองเรานั้นก็เริ่มเข้าใจเพราะมันมีองค์ความรู้ที่จะต้องปติบัติเพื่อที่จะให้เข้าใจก็เลยทดลองปัติบัติเองตั้งแต่ตอนนั้นและก้ได้ใช้มันในส่วนหนึ่งในการทำงาน ศิลปะ การสร้างความตระหนักรู้ให้ทุกคนรู้ว่าทุกคนมีคุณค่าเฉพาะเช่นเรามีตาหูคอจมูกปากเหมือนกัน

แต่เราก็ไม่เคยเหมือนกันเลยทั้งโลกเรามีลายนิ้วมือเหมือนกันแต่ลายนิ้วมือไม่เคยเหมือนกันเลยทั้งโลกเรามีดีเอ็นเอแต่ดีเอ็นเอมันไม่เคยเหมือนกันทั้งโลกเรามีความเหมือนแล้วก็มีความต่างในขณะเดียวกันงั้นเราเคราพกันในฐานะที่เราเป็นมนุษย์เหมือนกันแต่ในขณะเดี่ยวกันเรามีความคิดสภาพแวดล้อมประวัติศาสตร์ที่ต่างกัน

 

สิ่งที่ผมสนใจก็คือทำยังไงเพื่อให้ทุกคนนั้นได้ตระหนักรู้ในความต่างและความเหมือนที่มีอยู่ในตัวเราและในสังคมถ้าเราได้เริ่มเรียนรู้ที่จะเครพในความเป็นมนุษย์ในตัวเราเองก่อนเราก็เริ่มเรียนรู้แล้วว่าคนต่างเขาก็มีความต่างและก็มีความไม่เหมือนเราเราก็จะต้องเรียนรู้เครพในความที่เป็นเขาจุดง่ายๆมนุษย์เราไม่มีความเครพในความเป็นตัวเองก่อนเพราะว่าอะไรเพราะว่าเราพยายามที่จะให้เขาเป็นในแบบที่เราคิด

ข้อคิดจากอ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

ความหมายของศิลปะคืออะไร ข้อคิดจาก  อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

คุณรู้หรือไม่ว่าผมเกิดที่หมู่บ้านหลังเล็กๆที่ไฟฟ้าก็ไม่มีนานๆก็จะเห็นรถวิ่งผ่านที่หน้าบ้านคันหนึ่งผมชอบวาดรูปตั้งแต่เด็กๆผมไม่รู้หรอกว่าการวาดรูปนั้นมันจะทำให้รวยได้ไม่รู้เรื่องแต่เพราะผมชอบผมไม่เคยเปลี่ยนแปรงในการที่จะไปทำอย่างอื่นเมื่อตอนเด็กนั้นจึงมุงมั่นว่าสิ่งที่ผมทำนั้นคือผมชอบมากที่สุดจะได้เงินหรือไม่ได้เงินนั้นผมไม่เคยสนผมวาดรูปแบบนี้ผมจะไปรับจ้างทุกที่จะอยู่ได้หรือไม่ได้ผมไม่รู้นั่นมันคือตอนเด็กโลกมันไม่ได้กว้างแต่มันมีความรักและมุงมั่นเริ่มจากการตื่นที่จะเรียนรู้และไม่เบียดเบียนและเปลี่ยนแปรง

เมื่อผมได้ย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองโลกของผมนั้นมันก็กว้างขึ้นมีไฟฟ้ามีโรงหนังมีอะไรขึ้นมาผมเริ่มมีหนังสือมีอะไรให้ผมดูเยอะแยะไปหมดผมเริ่มเรียนรู้ผมเป็นนักศึกษาผมยากเหนือกว่าคนอื่นที่เหนือกว่ามันเป็นความดกดันเมื่อผมเป็นเด็กเพราะ พ่อ แม่ ผมยากจนข้างบ้านเหยียดหยามผมดังนั้นผมเติบโตขึ้นมาจากความคิดในการวิเคราะห์ชีวิตของผู้อื่น

ทำไมชีวิตมันถึงแตกต่างผมไม่มีรวยและไม่มีจนทำไมบ้านนู้นดูจนจังทำไมบ้านนี้ดูรวยจังเมื่อคุณอยู่ในโลกมนุษย์นี้บนโลกมนุษย์นั้นมันมีชนชั้นมากมายมนษย์มันมีรูปแบบแผนของความคิดที่แตกต่างแต่มนุษย์กระจอกอย่างผมที่มาจากสังคมที่กระจอกที่สุดที่ผมวาดรูปเก่งแล้วคุณเองจะคิดว่าผมนั้นจะยิ่งใหญ่ได้อย่างไรต่อให้ผมวาดรูปเก่ากว่านี้เป็นล้านเท่าแต่ผมไม่เรียนรู้อะไรเลยคุณว่าผมจะมีความสุขอย่างไรคุณเข้าใจหรือป่าวดังนั้นซึ่งที่ผมเรียนรู้มากที่สุดยิ่งกว่าการวาดรูปก็คือการเรียนรู้สิ่งที่ผมไม่รู้และถ้าคุณนั้นอยากจะเป็นศิลปินใหญ่ที่สุดในประเทศตัวคุณเองนั้น

 

มีองค์ประกอบอะไรบ้างที่สมควรจะทำห้าคุณได้ฝึกฝนและได้เรียนรู้มีตัวอย่างในศิลปินในประเทศไทยที่คุณนั้นเรียนรู้และมีใครบ้างที่เก่งที่สุดและคุณศึกษามันแยกมันออกมาเป็นชิ้นๆว่าสิ่งใดที่มันเป็นองค์ประกอบที่ทำให้มันยิ่งใหญ่ได้สิ่งใดที่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้มันไม่ยิ่งใหญ่อย่างที่คุณคิดสูงสุดที่น่าจะเป็นได้คุณขาดอะไรศิลปินคนนั้นขาดอะไรก่อนตายจะต้องสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้กับประเทศชาติในระดับโลกให้ได้ฝรั่งที่ผมไปดูมาในทุกที่ผมต้องการเพราะผมต้องการดังมีชื่อเสียงผมต้องเสียสละก่อนผมต้องรู้ก่อนผมไม่ต้องการรวยเดี๋ยวนี้แต่ผมจะรวยในวันข้างหน้าเสียสละก่อนและอีกเดี๋ญวคุณจะต้องรวยแน่

ศิลปะ คือ การสร้าสรรค์  ศิลปะ คือ ชีวิต 

ฉะนั้นในส่วนของกระบวนการที่เรานั้นจะเข้าใจในสัจจะตัวนี้ของคุณค่าทางด้านของศิลปะ มันเพิ่งจะได้เกิดมาเมื่อไม่นานแต่เราเองก็จะต้องยอมรับว่า ตัวเราเองนั้นก้ยังหวั่นไหวกันมาตลอดเพราะว่ามันจะไม่มีใครนั้นที่จะเข้ามาสอนเราในส่วนของเรื่องพวกนี้ในระบบของการศึกษานั้นเราจะโพกัสในสิ่งที่มันเป็นเรื่องของอาชีพและในความสำเร็จที่มันอยู่ภายนอกมากกว่าที่เรานั้นที่จะมาค้นหาคุณค่าของความหมายและคุณค่าในตัวเองและเขาก็ได้สอนในเรื่องของมูลค่าว่าในส่วนของสังคมนั้นให้มูลค่าอะไรเราบ้างและในส่วนของเป้าหมายนั้นเราจะไปถึงมันได้อย่างไร

มูลค่า คุณค่า 

คือมันใช้มันจะต้องใช้เศรษฐศษสตร์เพื่อที่จะเป็นตัวกำหนดในส่วนของความสำเร็จและมันก็ไม่ได้เป็นธรรมชาติมันไม่ใช่ธรรมชาติของศษสตร์ศิลปะแต่จะถามว่าผิดมั้ยมันไม่ผิดแต่มันก็ไม่ใช่ประเด็นแรกและตัวเราเองก็จะต้องเข้าใจความธรรมชาติของศษสตร์นั้นมันเสียก่อนซึ่งมันเหมือนเป็นการสร้างนิยามหรือในข้อกำจัดความที่เราไม่เข้าใจในส่วนที่มันเป็นธรรมชาติของศาสตร์ต่างๆนั้นๆแต่เราเองก็ไม่ได้ปฏิเสธในส่วนเรื่องของอาชีพและในส่วนเรื่องของรายได้แต่มันก็ยังไม่ใช่ประเด็นหลักและเราเอง

ก็จะต้องแยกมันให้ออกเพราะมันในส่วนตรงนั้นเองและไม่ว่าคุณเองจะสอนเขาหรือคุณเองไม่สอนเขาซึ่งโดยทางธรรมชาติแล้วในลักษณะของมนุษย์นั้นสามารถที่จะหากินเองได้อยู่แล้วและสำหรับในการเลี้ยงชีพนั้นผมกลับมองเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ใหญ่อะไรเลยซึ่งเป็นขอทานก็ได้และเป็นขอทานมันก็ยังเป็นศิลปินก็ได้ซึ่งมันจะเป็นศิลปินแบบไหนมันก็เป็นศิลปินแบบขอทานหรือไม่อาจจะเป็นพระ พระเองก็ยังเป็นศิลปินได้เช่นกัน คือ ศิลปินนั้นในที่ตรงนนี้มันไม่ใช่ความหมายของคำว่าเขียนรูปแต่นั้นมันหมายความว่าจะต้องใช้ชีวิตแบบอย่างที่มีความสุขและจะใช้ชีวิตอย่างที่จะเข้าใจ

ส่วนของชีวิตและก็ในส่วนของการที่จะเข้าไปช่วยเหือลคนอื่นแล้วถ้าหากว่าวันหนึ่งคุณนั้นได้เป็นเศรษฐีแล้วตัวคุณเองเกิดการเห็นแก่ตัวและไม่เคยที่จะมีความคิดว่าจะช่วยเหลือสังคมนั้นผมว่าว่าก็ไม่ได้เกิดประโยช์อะไรไม่ได้creativeอะไรทั้งนั้นตัวของผมเองพยายามที่จะไม่พูดถึงที่มันเกี่ยวข้องกับศิลปะหรือในฐานะเทคนิคฉะนั้นเนี่ยตัวของผมเองนั้นผมอยากขยายนิยามในส่วนของศิลปะว่ามนุษย์ทุกคนนั้นก็สามารถที่จะเป็นศิลปินได้เช่นกันและทุกคนก็ทำงานศิลปะอยู่คือการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าอย่างมีความสุขและเข้าใจชีวิตและนี่คือศิลปะที่มากกว่าศิลปะอีก

ศิลปะสัจจะธรรมและชีวิต

ถ้าเกิดคุณไปดูรูปเขียนแล้วคุณไม่เข้าใจแล้วคุณก็ตัดสินว่าคุณนั้นไม่เข้าใจทางด้านศิลปะซึ่งเป็นเพราะว่าเขาให้คำนิยามจำกัดศิลปะคือรูปเขียนที่แต่ละคนนั้นได้ดูและหน้าที่ของเรานั้นมันคือการขยายคำจำกดความของคำว่าศิลปะในสมัยร่วมสมัยนี้เพื่อให้มากขึ้นไม่ใช่แค่Aesthetic ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ศิลป์ ผมคามิน เลิศชัยประเสริฐ เป็นอาชีพศิลปิน งานตัวนี้จะใช้คำว่าLife Specific ก็คือจะเป็นงานที่คุณเป็นมนุษย์หนึ่งคนไม่ว่าคุณจะเป็นชาติอะไรอยู่ที่ไหนไม่จำเป็นต้องอยู่แบบมีประสบการณ์ตรงแต่ตัวคุณองจะเข้าใจงานชิ้นนี้ได้นั่นก็เป็นเพราะว่ามันเป็นสัจธรรมไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรู้ของประวัติศาสตร์

หรือของตัวในแต่ละบุคคลไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องในยุคสมัยของเลาแต่มันเป็นสัจธรรมที่มันมีอยู่เหนือจิตสำนึกแต่ในจริงๆแล้วเราก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นศิลปะหรือเปล่าแต่ว่าเรานั้นชอบวาดรูปแต่ตอนนั้นได้วาดรูปแล้วมันก็คืออีกหนึ่งวิชาวาดเขียนซึ่งมันอาจจะไม่ใช่ศิลปะก็ได้เพราะในสมัยเด็กเราไม่รู้หรอกว่าศิลปะนั้นมันคืออะไรใช่มั้ยและเพิ่งไม่กี่ปีมานี้ที่ได้รู้จักจริงๆว่าศิลปะจริงๆแล้วมันคืออะไรเพราะว่าแต่ก่อนเราก็คิดว่ามันเป็นการวาดรูปและก็ยังเป็นการศึกษาเป็นการขายรูปได้ และไดรางวัลเป็นอาชีพมากว่า 

ศิลปะ คืออะไร 

มันเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ได้ทำให้เราเข้าใจคุณค่าของในการที่ยังมีชีวิตอยู่สัจจะ สัจจะความจริง ในกระบวนการนี้ที่เราได้เรียนรู้กันมาตลอดเวลาแล้วทำให้เรานั้นเข้าใจสัจจะสัจธรรมหรือไม่ว่าจะเป็นภายในตัวเองหรือภายในธรรมชาติหรือในสังคมตัวที่เป็นสัจจะตัวนี้ที่เรานั้นค้นพบหรือว่ากระบวนการที่เรานั้นได้เข้าถึงมันสำหรับผมตัวนี้คือศิลปะไม่ว่ามันจะถูกยอมรับหรือไม่ยอดรับขายได้หรือขายไม่ได้ได้ราลวัลหรือเปล่ามันจะไม่เกี่ยวกันเพราะขณะที่เรานั้นทำเราได้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจความหมายของการที่มีชีวิตอยู่หรือด้านคุณค่าทางสัจจะมันก็เลยทำให้เราไม่เอาคุณค่าภายนอกหรือมูลค่าเข้าไปเป็นตัวตัดสินความเข้าใจตัวนี้

คุณค่าแรกมันไม่ใช่ตรงนั้นแต่เราก็จะทำมันด้วยความรู้และการเรียนรู้หรือทำความเข้าใจในสัจธรรมจริงๆส่วนผลพลอยได้ที่เราประสบความสำเร็จหรือสังคมยอมรับหรือมีคนซับพอร์ตซึ่งมันก็เป็นผลที่ตามมาการสร้างสรรค์คือชีวิตถ้าเราใช้คำว่าศิลปะคือการสร้างสรรค์ชีวิตมันก็คือศิลปะ  ศิลปะคือการสรร้างสรรค์ ศิลปะนั้นมันคือชีวิต

เทคนิคการแรเงามีดังนี้

การแรเงาน้ำหนักเป็นการวาดภาพภาพเสมือนจริงควรจะเริ่มฝึกฝนการแรเงาภาพเพื่อฝึกหัดการเขียนภาพแสดงออกถึงความสามารถความประณีตและวิจิตรบรรจงสำหรับเพื่อการวาดรูปการแรเงาสามารถทำให้ภาพนั้นมีความลึกมีระยะใกล้ไกลและก็มองมีปริมาตรของมันมีการเปลี่ยนแปลงค่าของรูปร่างที่มีเพียงแค่ 2 มิติให้เป็น 3 มิตินั่นเอง ทำให้รูปร่างที่มีเพียงแค่ความกว้าง-ยาวเปลี่ยนแปลงค่าเป็นทรงมีความตื้นลึกหนาบางเกิดขึ้นได้อย่างน่าทึ่ง

การเขียนภาพแสงเงานั้น นักเขียนจำเป็นต้องรู้เรื่องการจัดน้ำหนักอ่อนแก่ให้ได้ใกล้เคียงกับน้ำหนักของแสงที่ตกกระทบผิววัตถุเสียก่อน เพราะว่าไม่เหมือนกันของน้ำหนักทำให้รู้สึกที่แตกต่างกันไปได้ อย่างเช่น น้ำหนักสีที่อ่อนให้ความรู้สึกเบา ส่วนน้ำหนักสีที่แก่ทำให้ดูแล้วรู้สึกหนักนั่นเอง ยิ่งไปกว่านี้ยังส่งผลให้เกิดระยะใกล้-ไกล สำหรับในการเห็นตลอดจนความรู้สึกด้านความงดงามในทางศิลป์

ในเนื้อหานี้นำเสนอแนวทางการแรเงา เป็นพื้นฐานการเรียนเบื้องต้น ดังต่อไปนี้

เทคนิคการแรเงามีดังนี้

-หรี่ตามองวัตถุที่เป็นหุ่นระบุพื้นที่แบ่งส่วนระหว่างแสงเงาออกมาจากกันให้เด่นชัดด้วยเส้นร่างเบาๆบนรูปทรงของภาพร่างที่วาดไว้นั้น โดยแบ่งได้ 2 ส่วนอย่างคร่าวๆคือ แสงกับเงาเพียงแค่นั้น

-แรเงาน้ำหนักในส่วนพื้นที่ที่เป็นเงาทั้งสิ้น ด้วยน้ำหนักเบาที่สุดของเงาที่ตกทอดบนวัตถุ แล้วก็เว้นพื้นที่ส่วนที่เป็นแสงเอาไว้

-ไตร่ตรองเปรียบเทียบน้ำหนักที่เบาที่สุดกับน้ำหนักที่เข้มในส่วนขึ้นอีกเท่าไร แล้วแบ่งน้ำหนักเงาที่อ่อนกับเงาที่เข้มขึ้นด้วยวิธีการร่างเส้นรวมไปถึงการแบ่งพื้นที่เบาๆด้วยเหมือนกันกับข้อ 1 ต่อจากนั้นก็แรเงาเพิ่มน้ำหนักในส่วนที่เข้มขึ้น ตลอดระยะเวลาจำเป็นที่จะต้องเปรียบเทียบน้ำหนักของเงาที่ลงใหม่กับเงาอ่อนรวมทั้งแสงที่เว้นไว้อยู่เป็นประจำเพื่อให้การแรเงาน้ำหนักได้ใกล้เคียงเรื่องจริง การแรเงาน้ำหนักจำเป็นต้องลงรวมๆไปทีละน้ำหนัก จะมีผลให้คุมน้ำหนักได้ง่าย

-การแรเงาน้ำหนักที่เข้มขึ้นจะใช้กรรมวิธีการเดียวกับข้อ 1 รวมทั้งข้อ 3 จนกระทั่งครบกรรมวิธีการ จะมีผลให้ได้ภาพที่มีน้ำหนักแสงเงาใกล้เคียงกับเรื่องจริงหลังจากนั้นเกลี่ยน้ำหนักที่แบ่งเอาไว้ในพื้นฐานให้ผสานกลมกลืนกัน

-ไตร่ตรองในส่วนของแสงที่เว้นไว้ จะมีความเห็นว่ามีน้ำหนักอ่อนแก่เหมือนกับในส่วนของเงาจำเป็นต้องใช้ดินสอลงน้ำหนักเบาๆในส่วนของแสงที่เว้นไว้ เพื่อเนื้อหาของแสงเงามีน้ำหนักที่สมบูรณ์

-เงาตกทอด ใช้วิธีการเดียวกับการแรเงาน้ำหนักบนวัตถุที่กล่าวมาข้างต้น แต่ว่าจะต้องสังเกตแนวทางของแสง ประกอบการเขียนแสงสำหรับในการวาดภาพปกติจะใช้โดยประมาณ 45 องศากับพื้น แต่ว่ามีข้อสังเกต เป็น ถ้าหากแสงมาจากมุมที่สูง จะมองเห็นเงาตกทอดสั้น ถ้าหากแสงมาจากมุมที่ต่ำลง เงาตกทอดจะยาวขึ้น ในส่วนน้ำหนักของเงาตกทอดเองก็จะมีน้ำหนักอ่อนแก่เหมือนกับแสงเงาบนวัตถุ เป็นเงาที่อยู่ใกล้วัตถุจะมีความเข้มกว่าเงาที่ทอดห่างตัววัตถุต้นเหตุมาจากแสงสะท้อนบริเวณตัววัตถุที่สะท้อนเข้ามาลบเงาให้จางลง