Category Archive : ประวัติและตำนาน

ประเพณีของคอนยัค

รัฐบาลอินเดียจะเปลี่ยนแปลงประเพณีของคอนยัคได้หรือไม่

สัญชาตญาณนักล่าที่ได้ถูกสืบทอดต่อๆกันมาในชนเผ่าคอนยัคนั้นทำให้พวกเขามักจะรอคอยจังหวะและหาโอกาสบุกทำร้ายล้างหมู่บ้านอื่นๆโดนที่พวกเขาสามารถที่จะลงมือฆ่าคนได้แทบจะทุกชนเผ่าหรือทุกสิ่งที่อยู่ขวางหน้าไม่เวว้นแม้แต่ชนเผ่าแชงที่ได้เปรียบเสมือนกับว่าเป็นชนเผ่าพี่น้องซึ่งได้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแห่งดินแดนกานาอย่างเช่นเดียวกัน

กับพวกเขาประเพณีอันเรืองชื่อของชนเผ่าคอนยัคคือการออกไรล่าตักศรีษะฝ่ายศัตรูด้วยอาวุธที่เป็นมีดอย่างคมกริบซึ่งได้เป็นอาวุธประจำกายที่น่ากลัวของชนเผ่านี้ประเพณีการออกล่าชนเผ่าหัวมนุษย์ของชนเผ่าคอนยัคได้เป็นที่กล่าวขวัญเป็นอย่างมากจนทำให้ทุกคนต่างก็พากันหวาดกลัวกันไปทั่วแม้แต่ในยุคสมัยของการล่าเมื่องขึ้นที่ประเทศอังกฤษ

ยังคงเป็นมหาอำนาจทางการสงครามซึ่งจนกระทั่งทหารอังกฤษเองก็ยังไม่สามารถที่จะร่วงล้ำเข้าไปในดินแดนของชนเผ่าของคอนยัคได้พวกทหารอังกฤษนั้นจะหลีกเลี่ยงในการรุกล้ำเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้เพราะนอกจจากจะเป็นการเอาชีวิตของทหารเป็นๆไปทิ้งให้เป็นศพไร้หัวจนเต็มพื้นที่แล้วพวกทหารอังกฤษก็ยังไม่เคยที่จะได้อะไรกลับมาจากดินแดนของชาวเผ่าคอนยัคเลย

หรือแม้แต่จะใช้กลยุทธวิธีที่ในครั้งหนึ่งกลยุทธนี้เคยทำให้อังกฤษสามารถที่จะเอาชนะราชวงศ์ชิงของจีนจนได้สำเร็จมาแล้วนั่นก็คือยุยงให้ชนเผ่าพื้นเมืองหันมาปลูกและเสพฝิ่นเพื่อเป็นการทำร้ายความเข้มแข็งของชนเผ่าดั่งเดิมแต่กลยุทธ์นี้ไม่สามารถทำร้ายพฤติกรรมความรุกแรงแข็งก้าวของชนเผ่าคอนยัคได้อยู่ดีแม้แต่กำลังและคามพยายามของทางการอินเดียเองก็ยังไม่สามารถที่จะเปลี่ยนเปลงวัฒนธรรมการฆ่าตัดคอของพวกชนเผ่าเก่าแก่ดั่งเดิมนี้

ได้ซึ่งไม่ว่าทางการจะพยายามที่จะกดดันอย่างใดแต่ผลรับที่ดีที่สุดนั้นก็เป็นการปีปให้ชนเผ่าคอนยัคหลีกเลี่ยงการฆ่าตัดคอเหยื่ออย่างเปิดเผยเหมือนอย่างเช่นแต่ก่อนเป็นมาการรักรอบการสังหารเหยื่ออย่างหลบๆซ้อนๆเท่านั้นในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทางการอินเดียจะคอยสอดส่องกันอย่างเข้มงด

เพื่อไม่ให้มีวัฒนธรรมในการทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเองแต่อย่างไรก็ตามหลายคนนั้นก็ยังเชื่อว่าชาวคอนยัคก็ยังคงยึดมั่นที่จะสืบทอดประเพณีการตัดหัวกันต่อไปอย่างไม่ลดระถึงแม้ว่าจะไม่ได้ทำการตัดคอกันอย่างโจ่งแจ้งเหมือนอย่างเช่นแต่ก่อนก็ตามทีทั้งนี้ก็ได้มีการพบว่ามีการนำเอาซากหัวกระโหลกมนุษย์เอาไปซ้อนเอาไว้ในป่าจนในที่สุดกองกระโหลดเหล่านั้นก็มีการเพิ่มมากขึ้น

ชนเผ่าล่าหัวคนที่หลงเหลือมาจากยุคโบราณ

ชนเผ่าคอนยัคนักล่าหัวมนุษย์แห่งโลกในยุคปัจจุบันหากจะผู้ถึงรัฐนาคาแลนด์หรือนากาแลนด์ซึ่งได้เป็นรัฐหนึ่งของประเทศอินเดียที่ได้มีชนเผ่าแย่ๆได้อาศัยกันอยู่มากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็จะพบว่าได้มีชื่อของชนเผ่าคอรยัครวมอยู่ด้วยหากแต่ว่าชื่อของชนเผ่านี้อาจจะมีอีกหลายคนลบโลกที่ยังไม่เคยได้ยินชื่อหรือรับรู้ถึงการมีตัวตนของชนเผ่าเก่าแก่กลุ่มนี้มาก่อน

แต่สำหรับชาวอินเดียแล้วเมื่อพวกเขาได้ยินชื่อชนเผ่ากลุ่มนี้ขึ้นมาครั้งใดก็จะทำให้หลายคนก็จะต้องรู้สึกหวาดกลัวทุกครั้งไป ซึ่งนั่นมันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากคนทั่วไปที่ได้ยินชื่อของกลุ่มก่อการร้ายลายใหญ่จากในข่าวสารในยุคปัจจุบัน  ชื่อของชนเผ่าคอนยัคนั้นราวกับว่าเป็นชื่อแห่งความตายหรือได้เป็นชื่อที่อันตรายที่ผู้คนไม่ค่อยอยากจะได้ยินนักอีกทั้งชาวบ้านทั่วไปมักจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเองนั้น

จะต้องเฉียดเข้าไปไกล้กับพื้นที่ของชนเผ่ากลุ่มนี้โดยเด็ดขาดเพราะผู้คนในชนเผ่าคอนยัคได้เปรียบเสมือนกับเป็นปีศาจนักรบในคาบมนุษย์ที่ได้มีความเฮียมโหดอำมหิตผสมไปกับความบ้าคลั่งไปกว่าที่ใครจะคาดเดาได้หรือว้าหากผู้ใดที่คิดจะย่างกายเข้าไปเยือนดินแดนนากาแลนด์ต่างก็จะต้องระวังตัวเอวไว้ให้ดีเพราะไม่มีสิ่งใดเลยที่จะรับประกันได้เลยว่าพวกเขาจะได้เดินทางออกมาอย่างปลอดภัยภายในดงป่าแห่งทึบแห่งดงนากาแลนด์ที่นี่ได้เป็นที่ซ้อนตัวของชนเผ่าคอนยัคที่ยังคงสืบทอดประเพณีโบราณของชนเผ่าตนเองมากอย่างต่อเนื่องจวบจนมาถึงยังโลกสมัยใหม่

ซึ่งประเพณีที่ว่านี้ก็คือ ประเพณีการสังวาลย์ชีวิตศัตรูมอบให้แก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยวิธีการตัดศีรษะมนุษย์อย่างอำมหิตอย่างเลือดเย็นไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาแค่ไหนแต่พวกเขาก็ยังคงความเฮียมโหดเอาไว้อย่างที่ได้เคยเป็นมาด้วยการรักษาพิธีกรรมฆ่าตัดหัวอยู่เช่นเดิมและทั้งหมดนี้ก็ได้เป็นการสืบทอดในการเจตนาโรมแห่งวัฒนาธรรมของชนเผ่าตนต่อไปอย่างไม่จบสิ้นถึงแม้ว่าสิ่งที่พวกเขานั้นได้กระทำนั้นจะถูกประกาสจากทางรัฐบาลอินเดียได้ประกาสสั่งห้ามแล้วนับครั้งไม่ถ้วนก็ตาม

และด้วยวัฒนธรรมและด้านพิธีกรรมที่โหดร้ายป่าเถื่อนเช่นนี้จึงได้ทำให้ผู้คนในสมัยในยุคปัจจุบันจำนวนมากจะต้องเกิดความรู้สึกประหลาดใจเพราะไม่น่าเชื่อว่าจะยังมีเรื่องราวอันโหดร้ายสหยองขวัญของคนชนเผ่ายุคโบราณคงเหลือรอดมาถึงในยุคสมัยใหม่เช่นนี้ได้แต่อย่างไรก็ตามพวกชนนเผ่าคอนยัคก็ได้ถูกทางการจำกัดให้อยู่แค่ภายในบริเวณในพื้นที่ของรัฐนากาแลนด์เท่านั้น

ตำนานนางตานี

นางตานีถือเป็นนางไม้เป็นลูกเทวดาชนิดหนึ่งมี วิมานอยู่ที่ต้นกล้วยตานีนางตานีจะมีรูปร่างหน้าตาสวยสดหมดจดงดงาม มีกลิ่นกายหอม ไว้ผมยาวสลวยฝ่ามือฝ่าเท้าแดงอ่อนๆริมฝีปากสวยมีสีเหมือนดั่งตำลึงสุกซึ่งตามความเชื่อกันว่าถ้าหากต้นตานีมีลักษณะเป็นทรงอ้วนนางตานีที่สิงอยู่ในต้นกล้วยตานีก็จะมีรูปร่างท้วม  ถ้าหากต้นกล้วยมีรูปร่างที่สูงโปร่งก็จะมีรูปร่างที่สวยเพรียวซึ่งนางตานีเจ้าห่มสไบสีเขียว    

ดูโจงกระเบนแบบหญิงโบราณและสีของชุดนางตานีก็จะเปลี่ยนไปตามอายุสีของต้นกล้วยด้วย นางตานีมักจะใจดีขอให้โชคให้ลาภ แก่คนที่มาบูชา  หรือให้ลาภกับเจ้าของบ้านที่ต้นกล้วยตานีขึ้นอยู่ หากว่าใครเป็นอะไรขัดใจหรือว่าเป็นการลบหลู่แม่ตานี นางตานีก็จะแสดงความดุร้ายออกมาที่เฮี้ยนมากๆก็อาจจะก่อให้เกิดถึงตายได้แต่ว่ากันว่านางตานีนั้นยังไม่ดุร้ายเท่ากับนางตะเคียนเพราะถ้าหากว่าใครสำนึกผิดแล้วมากราบขอโทษขอร้องขอขมานางตานีก็จะยกโทษให้

ถ้าใครอยากรู้ว่าต้นกล้วยต้นไหนที่มีนางตานีสิงอยู่นั้น ให้ดูที่ต้นกล้วยที่สูงที่สุดที่อยู่ในดงกล้วยตานีนั้น หรือดูที่ความแปลกประหลาดของต้นกล้วยตานี เช่นต้นกล้วยตานีอาจจะออกลูกออกเครือแตกต่างจากต้นกล้วยตานีต้นอื่นอื่นทั่วไป ด้วยเหตุที่พายจะมีเป็นผี จึงมักไม่นิยมกล้วยตานีไว้ใกล้บ้าน และยังมีความเชื่ออีกว่าหากใครที่ต้องการจะตัดใบตองของต้นกล้วยตานีไปใช้ห้ามตัดทั้งหมด แต่ถ้าจะตัดทั้งหมดก็ต้องหักกันใบตองเสียก่อนถึงจะหักตัดเอามาใช้ได้

หรือจะใช้เป็นวิธีการเอามาเฉพาะใบอย่างเดียวแต่เอาก้านไว้ต้นก็ได้แต่ถ้าใครเอาใบตองมาทั้งต้นและก้านหมดเลยทั้งที่ไม่หักก่อนก็จะเกิดเหตุร้าย และจะมีคนภายในบ้านตาย ในไม่ช้า  ซึ่งความเชื่อนี้น่าจะมาจากในสมัยโบราณผู้คนมักจะนิยมใบตองของต้นกล้วยตานีมาลองไว้ในโลงศพเพื่อให้คนตายนอนทับ ในสมัยโบราณหากกล้วยตานีมีการออกหัวปลีก็มักจะมีการทำพิธี พลีพรายนางตานี ซึ่งเครื่องพลีก็จะมี หัวหมู บายศรี อาหารคาว อาหารหวาน ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ข้าวตอกดอกไม้ และธูปเทียน

การเตรียมน้ำหอมเครื่องหอมและแป้งกระแจะจันทร์เป็นต้น ซึ่งในการทำพิธีนั้นเจ้าบ้านจะต้องนำแหวนสร้อยทองไปประดับไว้ที่ปลีกล้วยรวมถึงต้องนำผ้าแพรสีต่างๆอาจจะเอาสีเขียวหรือสีแดงก็ได้ไปผูกไว้ที่ต้นกล้วยตานี เปรียบเหมือนว่าเป็นการแต่งกายให้แม่นางตานี แล้วจึงทำการขอพรนางตานีไปช่วยคุ้มครองคนในบ้านให้อยู่ร่มเย็นและมีความสุข

หรือบางทีก็จะมีการนำพระสงฆ์สวดทำบุญด้วย บางทีหมอที่ทำพิธีเสร็จ แล้ว เราจะนำดอกในกล้วยตานีไปตากแดดให้แห้งแล้วนำมาบดเป็นผง ผสมกับผงดินสอขาวที่ลงยันต์เรียบร้อยแล้ว มาทำให้เกิดเป็นสีผึ้งเมื่อใช้แล้วก็จะเกิดทำให้คนที่ใช้มีเสน่ห์เป็นเมตตามหานิยมพูดอะไรใครก็เชื่อ ถ้าหากว่ามีการทำพิธีเสร็จเรียบร้อยแล้วแล้วกล้วยตานีมีการออกปลีกลางต้นนั่นหมายถึงว่าได้มีนางตานีเกิดขึ้นแล้ว

เรือดำน้ำ และ รถถัง ที่ได้ยังหลงเหลือให้ได้ค้นพบ

คุณคงรู้ว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่1และ2อาวุธและพาหนะจำพวกรถถังและเรือรบหลายชนิดต่างก็ได้ถูกทำลายหรือไม่ก็ได้ศูนย์หายไปอย่างไร้ร่องรอยแต่ในวันนี้มันก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งด้วยเหตุบังเอิญดังนั้นเรามาดูกันเลยว่าสิ่งที่หลงเหลือจากสงครามเหล่านั้นมันจะมีอะไรกันบ้าง

เรื่อดำน้ำยู534 

ได้ถูกขึ้นมาในปี1993ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเรือดำน้ำสมัยสงครามโลกครั้งที่2ที่มันยังคงสภาพเอาไว้ได้โดยเรือดำน้ำลำนี้ก็ได้ถูกโจมตีด้วยระเบิดจากกองทัพสหรัสและระเบิดเรือดำน้ำจากหน่วยบันชาการชายฝั่งของกองทัพอากาศอีกทั้งยังได้ใช้ปืนยิงมาจากเครื่องบินเพื่อที่จะทำให้เรือลำนี้จมลงไปสู่กั้นทะเลแต่ทหารจำนวน52นายก็สามารถที่จะหนีลอดออกมาได้อย่างทันทีซึ่งเรือดำน้ำลำนี้ได้จมอยู่ในใต้ทะเลเป็นเวลา41ปีจนกระทั่งในปี1986นักล่าซากเรือที่ชื่อว่าAage Jenson ก็ได้กู้เรือดำน้ำรุ่นIXC40 ซึ่งเป็นเรือดำน้ำในตำนานขอพรรคนาซีขึ้นมาแต่ก้ได้ส่งเอาไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษโดยเรือดำน้ำนั้นก็ได้ถูกตัดออกให้เป็นห้าส่วนโดยมีสองส่วนต่อกันซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถที่จะเข้าชมระบบภายในรวมถึงชมการทำงานของมันได้อีกด้วย

รถถังเสือดำเยรมัน

นี2015รถถังเสือดำเยรมันได้ถูกค้นพบพร้อมกับอาวุธอื่นๆที่ได้ถูกซ้อนเอาไวภายในห้องใต้ดินของบ้านหลังหนึ่งในเมืองเบอร์ลินซึ่งโดยตำรวจก็ได้พบกับอาวุธสงครามระดับโลกครั้งที่2ซึ่งจุดที่ได้มีการค้นพบนั้นก้ได่อยู่ไกล้กับรถถังเสือดำคันนี้ซึ่งเรื่องราวที่น่าสนใจที่เกี่ยวกับรถถังคันนี้ก็คือเจ้าของบ้านได้มีการครอบครองอาวุธอย่างผิดกฏหมายภายใต้กฏหมายในการครอบครองอาวุธสงครามของประเทศเยรมันนี้เมื่อได้มีการค้นพบรถถังแลวจึงได้มีการไปติดต่อกับกองทัพเยรมัน

เพื่อที่จะได้ถอดชิ้นส่วนของรถถังออกโดยจะใช้เวลามากกว่า9ชั่วโมงจากการช่วยเหลือของรถถังกู้ภัยจำนวนสองคันรถถังคันนี้ถือได้ว่ามันยังคงอยูในสภาพที่ดีเยียมและยังได้รับการซ่อมแซมจนเรียบร้อยดีเพียงแต่ว่าตีนตะขาบได้หายไปจากวงล้อของตัวรถถังเท่านั้นซึ่งชายที่ได่ครอบครองอาวุธสงครามก็ได้จ้างทนายความเพื่อที่จะเข้าสู้คดีในการจับกุมในครั้งนี้แต่อย่างไรเขาก้ไม่ได้รถถังของเขากลับไปอย่างแน่นอนเพราะอย่างไรแล้วรถถังลายเสือดำคันนี้ก็จะต้องถูกส่งไปให้กับกองทัพของประเทศเยรมันนีเพื่อทำการเก็บรักษาเอาไว้ให้เป็นอย่างดีในภายใต้ของกองทัพเยรมันนี

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์2020

ความลึกลับของหมู่เกาะแซนดี้

ความลึกลับของหมู่เกาะแซนดี้ที่คุณนั้นไม่เคยรู้มาก่อนบน กูเกิล

เกาะSandy lsland 

เกาะแซนดี้  หากย้อนกลับไปในปี คศ1774 กัปตัน James Cook นักสำรวจและนักเดินเรือชื่อดังของชางอังกฤษก็ได้ค้นพบในที่เกาะแห่งหนึ่งที่ได้ทอดตัวมีความยาวประมาณ16กิโลเมตรทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณ ทะเลคอรัล อยู่กึ่งกลางระหว่างประเทศออสเตรีย และ เกาะ Grande Terre แคลิโดเนีย ที่ได้อยู่ภายใต้ของการปกครองของประเทศฝรั่งเศษ กัปตัน James Cook เจมส์คุก ก็ได้ทำการบันทึดเอาไว้ในแผนที่โลกและก็ได้เรียกเกาะแห่งนี้ว่า  เกาะแซนดี้

ต่อมาเมื่อในปี คศ1876 เรื่อลากปลาวาฬลำหนึ่งเรือเวโลซิตี้ก็ได้รายว่ามาว่าได้พบเห็นหมู่ เกาะแซนดี้ ซึ่งทำให้เกาะแห่งนี้ได้ปรากฏขึ้นในแผนที่การเดินเรือของประเทศเยรมันนี และก็ ประเทศอังกฤษตั้งแต่นั้นเป้นต้นมาและนอกจากนั้น หมู่ เกาะแซนดี้ ก็ยังได้ปรากฏอยู่บนแผนที่โลกอีกด้วยและแผนที่การของการเดินเรือของประเทศอื่นๆเรื่อยมารวมทั้งยังสามารถที่จะใช้ กูเกิล เอิร์ธ และ กูเกิล แมพ  ในการค้นหาที่ตั้งขแงหมู่เกาะแซนดี้ได้อีกด้วย จนแม้กระมั่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน ในปี คศ2012

ที่ได้ผ่านมาทีมนักสำรวจทางทะเลและเหล่านักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยประเทศออสเตรียก็ได้ออกเดินทางเพื่อที่จะเข้าไปสำรวจที่ หมู่เกาะแซนดี้ แต่ทว่าเมื่อได้ไปถึงพิกัดที่ตั้งของหมู่เกาะ ทีมนักวิทยาศษสตร์ก็ได้พบกับ แต่เพียง พื้นผิวที่มันว่างเปล่าที่ไม่มีเงาของเกาะใดๆเลยทั้งสิ้น ดร.Maria Seton หัวหน้าทีมก็ยังได้กล่าวอีกว่าเราได้ใช้เวลาในการเดินทาง

เพื่อที่จะไปสำรวจและไปค้นหา เกาะแซนดี้ นานกว่าประมาณ25วันแต่ก็ไม่สามารถที่จะพบเห็นอะไรเลยแถมพื้นที่บริเวณนั้นก็ยังว่างเปล่าจึงมีแต่เพียงแค่น้ำทะเลเพียงเท่านั้น และตรงส่วนบริเวณที่เชื่อว่ามันเป็นที่ตั้งของเกาะก็ได้มีความลึกถึงประมาณ1,400เมตร ซึ่งมันถือว่าเป็นระดับน้ำที่ลึกมากๆและมันก็แถบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พื้นที่บริเวณนี้มันจะยังเคยมีหมู่เกาะตั้งอยู่พวกเราก็จึงได้สงสัยกันว่า เหตุใด หมู่เกาะแซนดี้ มันจึงได้ปรากฏอยู่ในแนที่ของโลก

และในที่สุดปริศนาการมีอยู่จริงของ หมู่เกาะแซนดี้ ก็ได้รับการขี้คายและเมื่อ กูเกิลนั้นได้ออกมายอมรับผิดว่าที่ไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะบรรจุ เกาะแซนดี้ลงไปใน กูเกิล เอิร์ธ และ กูเกิล แมพ  จากนั้นทางบริษัทเองก็ได้รับผิดชอบโดยการใช้ดาวเทียมถ่ายบริเวณที่เชื่อว่าเป็นที่ตั้งของ เกาะแซนดี้ซะใหม่และก็ได้พบว่ามันไม่มีหมู่เกาะแซนดี้อยู่ในแผนที่แต่อย่างใดแต่สิ่งที่ได้เห็นเป็นเพียงแนวปะการังที่ทอดตัวยาวจนดูคล้ายเกาะดังที่ปรากฏอยู่ในรูปถ่ายของ กูเกิล 

 

ขอบคุณที่ให้เรื่องราวดีๆมาเสนอจาก  entaplay

ประวัติศาสตร์สงครามบนเกาะ อิโรจิมา

ประวัติศาสตร์สงครามบนเกาะ อิโรจิมา ระหว่างสหรัสอเมริกากับกองทัพญี่ปุ่น

ถึงแม้ทหารที่ตายที่ อิโรจิมา จะไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบกับสมรภูมิอื่นๆในโลกที่เกิดขึ้นแต่ที่หน้าทึ่งที่สุดก็น่าจะเป็นจำนวนของทหารญี่ปุ่นที่ได้ถูกฆ่าในตอนนั้นจาก2,200คนเหลือพียงแค่216คนเท่านั้นเองและส่วนที่เหลือนั้นก็ได้ถูกยิงตายหายกันไปหมดซึ่งทหารญี่ปุ่นนั้นก็ไม่สามารถที่จะต้านทานอเมริกาได้เลยด้วยจำนวนที่มีประมาณพลทหาร110,000คนและในส่วนของทหารอเมริกาก็เสียไปประมาณ6,821คนเท่านั้น และ ในจัดเริ่มต้นก็เริ่มเมื่อวันที่19กุมภาพันธ์ ในปี1945ทางฝ่ายอเมริกาก็ได้มีจัดหมายที่จะเข้ายึดสนามบินที่ได้ตั้งอยู่บนเกาะ อิโรจิมา

เพื่อจะให้ใช้เป็นฐานโจมตีของประเทษญี่ปุ่นคือเป็นการโจมตีแผ่นดินใหญ่แผ่นดินแม่และในการโจมตีครั้งนี้ได้เป็นการโจมตีที่ยิ่งใหญ่เป็นการโจมตีในพื้นแผ่นดินแม่ของอเมริกา ซึ่งทางด้านญี่ปุ่นนั้นก็ได้ทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะป้องกันและรักษาที่เกาะอิโรจิมา เอาไว้ให้ได้นานมากที่สุดเท่าที่จะปกป้องเอาไว้ได้

ในขณะเดียวกันทางฝ่ายกองทัพของอเมริกาก้ยังได้มั่นใจว่ากองทพของอเมริกานั้นแข็งแกร่งสามารถที่จะเข้าไปถล่มโจมตีที่บนหมู่เกาะอิโรจิมาได้อย่างสบายๆซึ่งการใช้ช่วงเวลาในระยโจมตีนั้นไม่นานเพียงแค่5วันเท่านั้นโดยที่หน่วยข่าวลับของอเมริกานั้นไม่ลวงรู้อะไรเลยว่าพวกเขานั้นก็ได้มีการวางแผนกันมาก่อนหน้านี้แล้วจากนั้นทหารที่อยู่บนเกาะอิโรจิมาก็ได้มีการเตรียมพร้อมรบการต้านรับจากทหารอเมริกาเอาไว้ทุกอย่างแถมญี่ปุ่นนั้นยังได้ใช้กลยุทธ์ใหม่ที่แตกต่างไปจากการรบอื่นๆ

ที่ผ่านมาโดยที่พวกเขานั้นก็ได้สร้างอุโมงค์เขาวงกตเอาไว้ใต้ดินโดยเฉพาะการนี้เลย บนยอกเขาซูริบาชิ ภูเขาที่สูงที่สุดบนเกาะแห่งนี้มันก็เลยทำให้ทหารอเมริกาได้ต่อสู้กันอย่างยากลำบากเพรพวกเขาไม่รู้เลยว่าศัตรูนั้นจะออมาจากไหนเพราะว่ามันเนียนตาไปหมดและในบางครั้งก็ออกมายิงจากด้านหลังเฉยๆ

ซึ่งการป้องกันแบบนี้จะเรียกได้ว่ามันดีต่อการใช้ระเบิดสุดๆจากการที่ได้มีการระดมยิงปืนใหญ่นั้นก็ไมท่สามารถที่จะทำอะไรเหล่าทหารญี่ปุ่นที่อยู่บนเกาะซูริบาชิได้เลยเพราะเขาเป็นฝ่ายที่ตั้งรับและสามารถป้องกันได้ทุกอย่างและจากการระดมยิงปืนใหญ่บนเรือนั้นก็ไม่สามารถทำอะไรให้กับทหารญี่ปุ่นได้เลยแถบจะทำอะไรไม่ได้สักอย่างเลยก็ว่าได้อีกทั้งยังได้สร้างความเสียหายให้กับนักรบนากวิโยธินของสหรัสเอาไว้เป็นำนวนมากนับว่าเป็นสงครามที่โหดที่สุดที่ได้มีการเกิดขึ้นในสงครามแปซิฟิก

 

ขอบคุณเรื่องราวเหล่านี้จาก  แทงบอลออนไลน์2020

ตำนานของอาแวสะดอ

ตำนานของอาแวสะดอที่เรารู้จักในภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ซึ่งสร้างมาจากเรื่องจริงในสมัยก่อน เรื่องราวถูกเล่าขาลมาอย่างยาวนาน เรื่องมีอยู่ว่า อาแวสะดอ เป็นลูกชายคนโตของโต๊ะฮายีที่เป็นบุคคลที่มีคนนับหน้าถือตากันมากในกลุ่มของอิสลามกันอย่างกว้างขวาง 

ซึ่งบ้านหรือภูมิลำเนาเดิมของอาแวสะดอนั้นตั้งอยู่ที่โล่บางพูล ต.จำปะกอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส  เขามีวิธีปล้นเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองซึ่งถือว่าโหดไม่เบาเพราะกิตติศักดิ์เลื่องลือมาก ซึ่งจะกระทำการโดยจะจับเจ้าทรัพย์มามัดไว้ที่โคนต้นไม้แล้วใช้อาวุธประจำกายคือกริชแทงเข้าไปที่คอหอยของผู้ที่โดนจับตัวมาแล้วหมุนวนรอบๆ ต่อจากนั้นก็ลากเอาคอหอยออกมาหรือไม่ก็ใช้กริชแทงเข้าไปที่ท้องน้อยหมุนไปรอบๆอีกครั้ง แล้วลากเอาไส้ออกมา 

ซึ่งเป็นวิธีการที่โหดเหี้ยมเกินไปของคนที่มีศาสนา อาแวสะดอขึ้นชื่อในเรื่องของอิฐปาฏิหารย์หรือเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการใช้คาถาอยู่ยงคงกระพันธ์ เพราะเขาเองเคยถูกตำรวจจับติดคุกมาแล้วครั้งนึงใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พร้อมกับสมุนหรือลูกน้องคนสำคัญคนหนึ่ง 

ลูกน้องคนนั้นมีชื่อว่า นายสมะแอ ซึ่งนายสมะแอนั้น ถูกจับขังคุกไว้ได้ไม่กี่วัน นายอาแวสะดอก็ได้ใช้วิชาทางไสยศาสตร์นั้นปลดโซ่ตรวนช่วยให้ลูกน้องหลบหนีออกมาได้ 

ซึ่งหลังจากออกมาได้ก็ได้กลับมาล้างแค้นกับบุคคลที่เป็นสายให้กับตำรวจในการจับตนเข้าคุกในครั้งนั้นจนทำให้คนไทยชาวพุทธและคนไทย-อิสลามในชายแดนใต้ได้รับความเดือดร้อนกันเป็นอย่างมาก ซึ่งเครื่องรางเหล่านี้สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านเป็นอย่างหนัก นอกจากกริชคู่ใจของเขาแล้วนั้น เขายังมีตับเหล็กอีกหนึ่งชิ้นและนอกจากนั้นยังมีเคราทองแดงหนึ่งแผ่นและผ้าประเจียดหนึ่งพื้น

การที่เขามีกริชประจำตัวที่เคยเป็นของเจ้าเมืองปัตตานีเสดงให้เห็นว่าอาแวสะดอตาและลูกสมุนของเขานั้นไม่ได้ยึดถือข้อปฏิบัติของอิสลามแม้แต่น้อย 

การที่พวกเขาออกมาปล้นฆ่านั้นเราคาดว่าพวกเขาจะสร้างสถานการณ์มากกว่าเพราะจากเหตุกาณ์ที่อาแวะสดอตาและกับสมะแอหนีกลับไปที่จังหวัดนาธิวาสได้แล้วนั้น พวกเขาก็ได้มีการสมัครรวมคนปล้นฆ่าสดมภ์ตามหมู่บ้านต่างๆ แล้วทุกครั้งที่อาแวสะดอจะออกปล้นนั้นก็เหมือนพวกเขาจะจงใจปล้นแต่คนไทยพุทธเท่านั้น เมื่อปล้นเสร็จแล้วนั้นก็จะฆ่าเจ้าของด้วยวิธีที่โหดอำมะหิตมาก สำหรับทรัพย์สินที่ปล้นมาได้นั้นก็จะเอาไปให้หัวหน้าบ้างหัวหน้าที่ว่านั้นเป็นหัวหน้าหนุนหลังอย่างลับๆคือสนับสนุนทางด้านอาวุธปืนกระสุนปืนรวมไปถึงสิ่งต่างๆอีกมากมาย