Category Archive : ประวัติและตำนาน

สัตว์ในตำนานที่มีอยู่เฉพาะแค่ในวรรณคดีไม่มีอยู่ในชีวิตจริง

     สัตว์ในตำนาน  เชื่อว่าถ้าใครชื่นชอบเกี่ยวกับเรื่องของวรรณคดีต่างๆจะเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของสัตว์ต่างๆในตำนานโดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณคดีในสมัยสุนทรภู่นั้นมีสัตว์ในวรรณคดีต่างๆมากมายเต็มไปหมดซึ่งในบทความนี้เราจะมีการพูดถึงสัตว์ในวรรณคดีที่บางคนนั้นมีความเชื่อว่ามีอยู่จริง

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้เราจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ก็ตาม  สำหรับสัตว์ในวรรณคดีที่เราจะพูดถึงต่อไปนี้ได้แก่ เงือกและม้านิลมังกร  เรามาดูกันว่าสัตว์ในตำนานทั้งสองชนิดนี้ ผู้คนมีการพูดถึงประวัติอย่างไรบ้าง 

 เงือก

       เงือกเป็นสัตว์ครึ่งบกนุชชนิดหนึ่งตามความเชื่อนิยายปรัมปราเกี่ยวกับน้ำครึ่งท่อนบนเป็นคนครึ่งท่อนล่างเป็นปลาในหลายประเทศทั่วโลกก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานเงือกอยู่มากมายเหมือนกันบางคำว่าแท้จริงแล้วเลือกก็คือประยูรที่คนโบราณเกิดความเข้าใจผิดมองเห็นพยูนที่กำลังให้นมลูกและลอยตัวอยู่กลางทะเลเหมือนกับผู้หญิงให้นมลูกจึงกลายเป็นที่มาของเนื้อก็เป็นได้ตำนานเกี่ยวกับเงือกในประเทศไทยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือเงือกในวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่ที่นางเงือกสาวและเลือกตายายช่วยพาพระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทรและนางเงือกก็ตกเป็นชายาของพระอภัยมณีจนมีโอรสที่ชื่อว่าสุดสาคร

ม้านิลมังกร

        เมื่อพูดถึงสุดสาครแล้วก็ต้องพูดถึงม้านิลมังกรพาหนะคู่ใจของสุดสาครเรื่องพระอภัยมณีด้วยสัตว์ประหลาดที่เกิดจากจินตนาการสุดล้ำของสุนทรภู่นั่นเองม้านิลมังกรเป็นลูกผสมที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างแม่ม้ากับพ่อมังกรโดยมีส่วนหัวเป็นมังกรเหมือนพ่อส่วนตัวจนถึงฐานเป็นไม้เหมือนแม่มีหางนาคลำตัวเป็นสีดำแวววาวสมกับชื่อนิลมังกรและมีพลังขาเหนือกว่าม้าหลายร้อยเท่าจึงสามารถวิ่งบนอากาศได้

 

          ม้านิลมังกรปรากฏตัวครั้งแรกที่ชายหาดเกาะแก้วพิสดารเป็นสัตว์ดุร้ายมีฤทธิ์มากและสุดสาครก็ปราบได้สำเร็จด้วยมนต์และไม้เท้าวิเศษของพระฤาษีที่มอบให้จนได้ม้านิลมังกรเป็นพาหนะคู่ใจที่มีความซื่อสัตย์ต่อนายมากสันนิษฐานว่าสุนทรภู่อาจจินตนาการมาจากกินเลนในวรรณคดีของจีนที่เข้ามาในประเทศไทยช่วงเวลานั้นเราไม่ปรากฏสัตว์ลักษณะนี้ในความเชื่อหรือวรรณคดีเรื่องใดของไทยมาก่อนเลย

 

        ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตหรือสัตว์ในตำนานเหล่านี้จะเป็นแค่เรื่องเล่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคลหรือเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมาจากจินตนาการและความเป็นมาของสัตว์ในตำนานที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวยิ่งทำให้มีเสน่ห์น่าค้นหาและยังสะท้อนถึงคติความเชื่อของผู้คนในสังคมนั้นๆได้อีกด้วย 

 

สนับสนุนโดย.    huaydee

สงครามเย็นของกลุ่มตาลีบันกับอัฟกานิสถาน

ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่กำลังร้อนแรงมากที่สุด  ลุ่มตาลีบันกับอัฟกานิสถาน  ในตอนนี้เป็นเรื่องสงครามระหว่างตาลีบันกับอัฟกานิสถานที่มีคำถามว่ามีจุดเริ่มต้นได้อย่างไรแล้วทำไมอเมริกาที่คอยอยู่ช่วยเหลือมาตลอดเกือบ20ปีต้องถอนทหารออกไปด้วย เรื่องนี้ต้องย้อมกลับไปในยุคสงครามเย็น

สหภาพโซเวียตได้ใช้กองกำลังทหารบุกเข้ามายึดครองประเทศอัฟกานิสถานเอาไว้ได้อย่างไรก็ตามในปี1979ประชาชนอัฟกานิสถานส่วนหนึ่งไม่ต้องการถูกยึดครองโดยโซเวียตจึงได้ตั้งทหารแบบกองโจรขึ้นมาในชื่อกลลุ่ทว่า มูจาฮีดีน เป้าหมายของมูจาฮีดีนนั้นคือการขับไล่โซเวียตออกจากประเทศให้ได้

ซึ่งด้วยสหรัฐกับโวเวียตต่อสู้กันในสงครามเย็นอยู่แล้วทางฝั่งสหรัฐจึงได้ให้เงินทุนและก็อาวุธให้กับกลุ่มมูจาฮีดีนเพื่อนำเอาไปสู้กับโซเวียตโดยบทสรุปว่ามูจาฮีดีนทำได้สามารถขับไล่พวกโซเวียตออกจากนอกประเทศได้สำเร็จในปี1989แต่ปัญหาก็คือว่ามูจาฮีดีนเป็นการรวมตัวกันของชาวอัฟกานิสถานหลากหลายแนวความคิด

เมื่อโซเวียตออกไปอำนาจในการปกครองประเทศจึงว่างลงทำไมกลลุ่มมูจาฮีดีนแตกย่อยกระจายออกเป็นหลายกลุ่มตามแต่แนวทางความเชื่อของตัวเองบางคนอยากให้ประเทศเจริญเหมือนชาติตะวันตกแต่ว่าบางคนอยากจะให้เป็นรัฐอิสลามอย่างเคร่งครัด

ในปี1994กองทหารชื่อกลุ่มตาลีบันก่อตั้งทหารขึ้นมาโดยคนตั้งกลุ่มที่มีชื่อว่ากลุ่มโมฮัมเหม็ดโอมาร์แนวคิดของตาลีบันก็คือนำพาอัฟกานิสถานให้กลายเป็นรัฐอิสลามอีกครั้งโดยจะมีกฎข้อบังคับต่างๆอย่างเข้มงวดเช่นห้ามดูหนังห้ามฟังเพลงเด็กผู้หยิงห้ามเรียนหนังสือและผู้หยิงที่โตแล้วห้ามทำงานนอกบ้านยกเง้นแค่อาชีพหมดและต้องใส่ผ้าคุมให้เห็นแค่ดวงตาเท่านั้น

ในปี1996กองทหารตาลีบันเข้ายึดครองเมืองคาบูลได้สำเร็จพร้อมประกาศว่าจะเปลี่ยนชื่ออัฟกานิสถานและอิสลามอันเข้มงวดก็เริ่มถูกใช้ตั้งแต่วันนั้นไม่เพียงแต่ตีกรอบเพศหณิงอย่างเข้มงวดเท่านั้นแต่ว่าผู้ปกครองที่เป็นผู้ชายถ้าหากควบคุมลูกสาวของตัวเองไม่ได้ก็จะมีบทถูกลงโทษด้วยเช่นพ่อของเด็กสาววัย15ปีคนหนึ่งที่ปล่อยให้ลูกสาวไปโรงเรียนปปรากฎว่าโดยกลุ่มตาบีบันบุกเข้ามาสังหารถึงบ้านเพราะมองว่าเป็นความผิด

ความเชื่อมโยงของตาลีบันกับสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นในปี2001เมือ่เกิดเหตุการนายอีเลฟเว่นเครื่องบินชนกับตึกเซ็นเตอร์โดยผู้ประกาศตัวว่าคนทำก็คือ โอซามา บินลาดิน ผู้นำกลุ่มอัลกออิดะฮ์

โดยหลังก่อเหตุแล้วบินลาดินได้หนีมาซ้อนตัวอยู่ที่อัฟกานิสถานภายใต้การคุมครองของตาลีบันโดยได้มีการวิเคราะห์กันว่ากลุ่มอัลกออิดะฮ์กับตาลีบันมีความสัมผัสต่อกันในฐานะเป็นกองทัพทหารอิสลามคล้ายกัน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  aesexy

ตำนานสงครามโลกของประเทศรัสเซีย

เราอยากจะบอกว่าเรื่องนี้พอพูดชื่อมา80%ของคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตหรือท่องโลกอินเตอร์เน็ตอยู่เชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะเคยได้ยินอย่างแน่นอนเพราะว่าเรื่องนี้เป็นการทดลองที่โลกโซเซียลออนไลน์ได้มีการแชร์บอกต่อกันเยอะมากหรือว่าในเว็บอื่นๆอีกมากมายเขาได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก

เพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นการทดลองในช่วงสมัยปลายสงครามโลกครั้งที่2ว่ากันว่าการทดลองนำเอาคนเป็นมาทำกรอดนอนไม่ต่ำกว่า2อาทิตย์โดยได้ใช้ตัวยาตัวหนึ่งไปกระตุ่นให้ขั้นตื่นอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งในการทดลองครั้งนี้รัสเซียจะนำเอาไปใช้ในสงครามโดยการให้ทหารของเขาได้รับยาเหล่านี้และตื่นตัวและพร้อมรบอยู่ตลอดเวลานั่นเองแต่เราอยากจะบอกว่าการทดลองครั้งนี้มันก็น่ากลัวกว่าที่คิดเพราะว่าผลของการทดลองในครั้งนี้ได้ทำการเปลี่ยนให้คนธรรมดากลายเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ไม่สามารถบอกได้เลยว่ามันคือตัวอะไรกันแน่นั่นเอง

โดยเราอยากจะบอกว่าในหัวข้อนี้มันค่อนข้างที่จะน่าสนใจเป็นอย่างมากหากย้อนความกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เราเคยได้มีการจดบันทึกเอาไว้ถ้าหลายๆคนลองไปศึกษาดูแล้วจะรู้ว่ามนุษย์เรานั้นก่อนที่จะมีสังคมก่อนที่จะมีอารยธรรมต่างๆนานามากมายก้มีการต่อสู้รบลาฆ่าฟันกันมาตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน

ซึ่งการต่อสู้รบลาฆ่าฟันเหล่านั้นก็จะมีการพัฒนาเรื่องของการใช้อาวุธมากเรื่อยๆตั้งแต่การใช้อาวุธจากธรรมชาติหินไม้หรือสิ่งต่างๆที่เราหาได้จากตามในป่าจนมาในยุคหลังๆก็เริ่มมีการดัดแปลงในการใช้ธนูในการใช้หน้าไม้ในการใช้โล่ใช้ดาบต่างๆนานามากมายและมาถึงในยุคก่อนปัจจุบันนั่นก็คือการใช้อาวุหนักหรือว่าพลุปืนไฟนั่นเอง

นอกจากนี้การใช้อาวุหนักปืนไฟหรือรถถังต่างๆจจะนิยมมากในช่วงสมัยของสงครามโลกครั้งที่1และในสมัยนั้นต้องใช้คำว่าเป็นอาวุที่ค่อนข้างจะใหม่และทั่วโลกที่ได้ทำสงครามกันอยู่ก็สนใจเป็นอย่างมากเพราะว่ามันได้มีประสิทธิภาพที่ค่อยข้างสูง

ดังนั้นพอมาถึงในช่วงของสงครามโลกครั้งที่2แนวคิดนี้ก็เริ่มมีการเปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่งเนื่องจากว่าในสมัยของสงครามโลกครั้งที่2นั้นมีการนำเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยว่ากันว่าได้มีหลายๆประเทศได้ทำการทดลองอย่างลับๆแบบไม่บอกกันอยู่

เพราะฉะนั้นแล้วเราขอยกตัวอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่นเขาได้ทำการจับเฉลยศึกของสงครามมาทำการเพราะเชื้อโรคและได้ทำการเก็บเอาเชื้อโรคเหล่านั้นไปทำทเป็นอาวุชีวะภาพ

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย    U12 Sports

ตำนานผีดุ ที่เมืองนิวส์ออร์ลีน  ประเทศสหรัฐอเมริกา

    ประเทศสหรัฐอเมริกามีเมืองท่าที่สำคัญเมืองหนึ่งนั่นก็คือเมืองนิวส์ออร์ลีน  ที่นี่นักท่องเที่ยวหลายคนจะรู้จักกันดีในนามสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความงดงามด้านสถาปัตยกรรม แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่าที่นี่เคยมีตำนานที่น่าสะพรึงกลัวที่หลายคนได้ฟังแล้วจะรู้สึกขนหัวลุกเลยทีเดียวแต่ที่เมืองนิวส์ออร์ลีนไม่ได้มีแค่ตำนานเดียวเท่านั้นความน่ากลัวของที่นี่มีอะไรตำนานด้วยกัน

ไม่ว่าจะเป็นตำนาน เกี่ยวกับผีดูดเลือด   ตำนานที่มีประชาชนตายเป็นจำนวนมากรวมถึงมีหลุมฝังศพอยู่เกลื่อนเมืองลามไปจนถึงตำนานของเหล่าพ่อมดแม่มดหรือหมอผีพวกลัทธิวูดูต่างๆและถ้าหากยังเคยจำกันได้นี่มึงถ้าแห่งนี้ยังเคยเป็นที่ระบาดของโรคอหิวาและโรคไข้เหลืองที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากหลายหมื่นคนที่เมืองท่าแห่งนี้และความน่ากลัวก็เกิดขึ้นเมื่อในปีคริสตศักราช 1800 มีผู้นำลัทธิคนหนึ่งชื่อมารีลาโว   เธอเป็นคนที่สามารถจูงใจให้ชาวเมืองเชื่อตามเธอได้

โดยเธอเหมือนเป็นคนอยากรู้ดินฟ้าอากาศรู้ข้อมูลการเคลื่อนไหวของคนอื่นๆทั้งหมดและเธอสามารถโน้มน้าวจิตใจคนให้หันมานับถือลัทธิของเธอโดยเธอเป็นผู้นำให้ผู้คนนับถือพระแม่มารีและยัง นำศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกเข้ามามีอิทธิพลในลัทธิบูดูของเธออีกด้วยหลังจากที่เธอเสียชีวิตลงแล้วร่างของเธอได้ถูกนำไปฝังในสุสานเซนต์หลุยส์

ซึ่งเป็นหลุมฝังศพหมายเลข 1 โดยสุขสันต์ของเธอนั้นมีทั้งหมด 2 ชั้นโดยทำเป็นจากหินสีขาวและใกล้ๆกันนี่เองมีบ้านหรูหราแห่งหนึ่งซึ่งได้รับมรดกตกทอดมาในปีคริสต์ศักราช 1831 มีหญิงสาวคนหนึ่งเธอเป็นเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวซึ่งเธอร่ำรวยเงินทองเป็นอย่างมากมีข้าทาสบริวารหลายร้อยคนมีเรื่องเล่ากันว่าบ้านของเธอถูกไฟไหม้ทำให้นักดับเพลิงเข้าไปช่วยเหลือและพวกเขาก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นว่าหลังจากมีการดับไฟที่บ้านหลังเก่าได้แล้วพวกเขาพบทาสเป็นจำนวนมากที่ถูกทรมาน

จากเจ้าของบ้านสาวโดยลักษณะของพวกทาสเหล่านั้นบางคนก็ถูกตัดแขน บางคนก็ถูกตัดขา   คนก็ถูกเย็บปากหรือบางคนหน้าตาก็เสียโฉมโดยถ้าทุกคนจะต้องถูกล่ามโซ่เอาไว้ไม่ว่าจะเป็นทาสผู้ชายหรือถ้าผู้หญิงต่างก็ถูกทรมานด้วยกันทั้งสิ้นนับร้อยๆคนแถมบางคนยังถูกขังในกรงหมาและยังมีหลุมฝังศพของข้าที่ถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมากนับไป 100 ศพด้วยกัน

ด้วยว่ากันว่าเธอนั้นคือฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าข้าทาสบริวารของตนเองมาเป็นเวลาหลายปีหลังจากที่นักดับเพลิงเข้าไปพบความจริงดังกล่าวเธอก็ถูกจับกุมตัวแต่หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ถูกปล่อยตัวออกมาเนื่องจากว่าเธอมีญาติเป็นผู้ว่าที่คอยช่วยเหลือเธอให้เธอพ้นผิดในครั้งนี้และสิ่งที่น่ากลัวเมื่อผู้คนผ่านไปผ่านมาที่หมู่บ้านหลัง

ดังกล่าวนั่นก็เพราะว่าพวกเขาจะได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนๆบางครั้งก็ได้ยินเสียงการฟาดแส้ซึ่งหลายคนเชื่อกันว่าเป็นเสียงของวิญญาณที่ถูกหญิงสาวทรมานจนตาย

 

สนับสนุนโดย  bk8

การหายตัวไปที่ไร่ร่องรอย

ในวันนี้เราจะพาไปชมเรื่องราวของบุคคลที่พวกเขานั้นได้หายตัวไปและได้ใช้ชีวิตอย่างโดดเดียวในพื้นที่ในป่าแห่งใหญ่ได้เป็นเวลานานหลายสิบปีและชีวิตของพวกเขานั้นจะเป็นอย่างไรนั้นเราลองไปชมกันดู

Rochom Pngieng

และสำหรับเรื่องนี้นั้นลองย้อนกลับไปเมื่อวันที่13มกราคม ในปี คศ2007 ก็ได้มีผุ้พบเห็นหญิงสาวคนหนึ่งได้กำลังเดินออกมาจากในป่าลึกในเขตของพื้นที่จังหวัดรันตนคีรีของประเทศกัมพูชา ซึ่งหญิงสาวคนนี้นั้นก็ได้มีท่าทีแปลกๆไม่ว่าจะเป็นในตอนที่เธอนั้นเปลือยกายไม่ใส่เสื้อผ้าและร่างกายก็เต็มไปด้วยรอยของแผลเป็นสีผิวที่ดูค้ำและไม้เกรียมผมยาวลุงรังไปจนถึงขาและสิ่งที่ยาวและแหนมคมที่ไม่เคยตัดและนอกจากนั้นเธอยังมีภาพทางการเดินที่ได้โน้มตัวลงมาข้างหน้าเหมือนกันลิง

และที่สำคัญเธอนั้นไม่สามารถที่จะพูดภาษาของมนุษย์ได้และเรื่องนี้ก็ได้ไปถึงด้านสำนักงานใหญ่ทุกคนต่างก็จะให้ความสำคับต่อเรื่องแบบนี้เป็นอย่างมากและอย่างจะรู้ที่มาที่ไปที่เกี่ยวข้องกับตัวเธอเป็นอย่างมากซึ่งก็ได้มีการเรียกคานและยังได้ตั้งสมยานามว่าหญิงสาวชาวป่าแห่งประเทศกัมพูชาและในภายหลังจากที่ได้มีกับพบหญิงสาวชาวป่าของประเทศกัมพูชาได้ถูกเผยแพร่ออกไปซึ่งก็ได้เป็นตำรวจที่ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ไม่ไกลไปจากหมู่บ้านของเธอก็ได้ออกมาบอกว่าหญิงสาวชาวป่าคนนี้นี่แหละคือลูกสาวของตนเองนี่แหละ

เมื่อในปี คศ.1988 เธอนั้นได้มีชื่อว่าRochom Pngieng โดยชายคนนี้นั้นก็ยังได้บอกอีกว่าRochom Pngieng นั้นได้หายตัวไปในตอนระหว่างที่ตัวเธอนั้นได้ออกไปต้อนฝูงควายที่กินหญ้าอยู่ในป่าใหญ่ในช่วงเวลาขนาดนั้นเธอมีอายุเพียงแค่8และในภายหลังจากนั้นเธอคนนี้ก็ไม่ได้กลับมาอีกเลยซึ่งทุกๆก็ได้ได้ช่วยกันที่จะออกพยายยามที่จะตามหาตัวเธอ

แต่ก็ไม่สามารถที่จะพบร่องรอยของตัวเธอเลยใดๆในทั้งสิ้นจนในที่สุดแล้วก็ต้องเลิกและถอดใจและได้ยกเลิกในการค้นหานั้นเพราะได้เชื่อกันว่าเธอนั้นก้น่าจะถูกเหล่าฝูงสัตว์ป่าได้ถูกจับเอาไปกินแล้วก็ได้และก็ได้เสียชีวิตลงแล้วและหลังจากที่ได้มีการตรวจสอบด้านเอกสารดังกล่าวแล้วก็สามารถที่จะพิสูจน์ได้อีกว่าหญิงสาวคนนี้นั้นเธอก็คือRochom Pngieng ตัวจริงและเธอนั้นก็ได้กลับไปอยู่กับครอบครัวที่ได้พัดพรากอีกครั้งแต่ทว่าทางRochom Pngieng นั้นไม่สามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่ไม่คุ้นเคยนี้ได้

 

สนับสนุนโดย  sagame

ประเพณีของคอนยัค

รัฐบาลอินเดียจะเปลี่ยนแปลงประเพณีของคอนยัคได้หรือไม่

สัญชาตญาณนักล่าที่ได้ถูกสืบทอดต่อๆกันมาในชนเผ่าคอนยัคนั้นทำให้พวกเขามักจะรอคอยจังหวะและหาโอกาสบุกทำร้ายล้างหมู่บ้านอื่นๆโดนที่พวกเขาสามารถที่จะลงมือฆ่าคนได้แทบจะทุกชนเผ่าหรือทุกสิ่งที่อยู่ขวางหน้าไม่เวว้นแม้แต่ชนเผ่าแชงที่ได้เปรียบเสมือนกับว่าเป็นชนเผ่าพี่น้องซึ่งได้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแห่งดินแดนกานาอย่างเช่นเดียวกัน

กับพวกเขาประเพณีอันเรืองชื่อของชนเผ่าคอนยัคคือการออกไรล่าตักศรีษะฝ่ายศัตรูด้วยอาวุธที่เป็นมีดอย่างคมกริบซึ่งได้เป็นอาวุธประจำกายที่น่ากลัวของชนเผ่านี้ประเพณีการออกล่าชนเผ่าหัวมนุษย์ของชนเผ่าคอนยัคได้เป็นที่กล่าวขวัญเป็นอย่างมากจนทำให้ทุกคนต่างก็พากันหวาดกลัวกันไปทั่วแม้แต่ในยุคสมัยของการล่าเมื่องขึ้นที่ประเทศอังกฤษ

ยังคงเป็นมหาอำนาจทางการสงครามซึ่งจนกระทั่งทหารอังกฤษเองก็ยังไม่สามารถที่จะร่วงล้ำเข้าไปในดินแดนของชนเผ่าของคอนยัคได้พวกทหารอังกฤษนั้นจะหลีกเลี่ยงในการรุกล้ำเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้เพราะนอกจจากจะเป็นการเอาชีวิตของทหารเป็นๆไปทิ้งให้เป็นศพไร้หัวจนเต็มพื้นที่แล้วพวกทหารอังกฤษก็ยังไม่เคยที่จะได้อะไรกลับมาจากดินแดนของชาวเผ่าคอนยัคเลย

หรือแม้แต่จะใช้กลยุทธวิธีที่ในครั้งหนึ่งกลยุทธนี้เคยทำให้อังกฤษสามารถที่จะเอาชนะราชวงศ์ชิงของจีนจนได้สำเร็จมาแล้วนั่นก็คือยุยงให้ชนเผ่าพื้นเมืองหันมาปลูกและเสพฝิ่นเพื่อเป็นการทำร้ายความเข้มแข็งของชนเผ่าดั่งเดิมแต่กลยุทธ์นี้ไม่สามารถทำร้ายพฤติกรรมความรุกแรงแข็งก้าวของชนเผ่าคอนยัคได้อยู่ดีแม้แต่กำลังและคามพยายามของทางการอินเดียเองก็ยังไม่สามารถที่จะเปลี่ยนเปลงวัฒนธรรมการฆ่าตัดคอของพวกชนเผ่าเก่าแก่ดั่งเดิมนี้

ได้ซึ่งไม่ว่าทางการจะพยายามที่จะกดดันอย่างใดแต่ผลรับที่ดีที่สุดนั้นก็เป็นการปีปให้ชนเผ่าคอนยัคหลีกเลี่ยงการฆ่าตัดคอเหยื่ออย่างเปิดเผยเหมือนอย่างเช่นแต่ก่อนเป็นมาการรักรอบการสังหารเหยื่ออย่างหลบๆซ้อนๆเท่านั้นในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทางการอินเดียจะคอยสอดส่องกันอย่างเข้มงด

เพื่อไม่ให้มีวัฒนธรรมในการทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเองแต่อย่างไรก็ตามหลายคนนั้นก็ยังเชื่อว่าชาวคอนยัคก็ยังคงยึดมั่นที่จะสืบทอดประเพณีการตัดหัวกันต่อไปอย่างไม่ลดระถึงแม้ว่าจะไม่ได้ทำการตัดคอกันอย่างโจ่งแจ้งเหมือนอย่างเช่นแต่ก่อนก็ตามทีทั้งนี้ก็ได้มีการพบว่ามีการนำเอาซากหัวกระโหลกมนุษย์เอาไปซ้อนเอาไว้ในป่าจนในที่สุดกองกระโหลดเหล่านั้นก็มีการเพิ่มมากขึ้น

ชนเผ่าล่าหัวคนที่หลงเหลือมาจากยุคโบราณ

ชนเผ่าคอนยัคนักล่าหัวมนุษย์แห่งโลกในยุคปัจจุบันหากจะผู้ถึงรัฐนาคาแลนด์หรือนากาแลนด์ซึ่งได้เป็นรัฐหนึ่งของประเทศอินเดียที่ได้มีชนเผ่าแย่ๆได้อาศัยกันอยู่มากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็จะพบว่าได้มีชื่อของชนเผ่าคอรยัครวมอยู่ด้วยหากแต่ว่าชื่อของชนเผ่านี้อาจจะมีอีกหลายคนลบโลกที่ยังไม่เคยได้ยินชื่อหรือรับรู้ถึงการมีตัวตนของชนเผ่าเก่าแก่กลุ่มนี้มาก่อน

แต่สำหรับชาวอินเดียแล้วเมื่อพวกเขาได้ยินชื่อชนเผ่ากลุ่มนี้ขึ้นมาครั้งใดก็จะทำให้หลายคนก็จะต้องรู้สึกหวาดกลัวทุกครั้งไป ซึ่งนั่นมันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากคนทั่วไปที่ได้ยินชื่อของกลุ่มก่อการร้ายลายใหญ่จากในข่าวสารในยุคปัจจุบัน  ชื่อของชนเผ่าคอนยัคนั้นราวกับว่าเป็นชื่อแห่งความตายหรือได้เป็นชื่อที่อันตรายที่ผู้คนไม่ค่อยอยากจะได้ยินนักอีกทั้งชาวบ้านทั่วไปมักจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเองนั้น

จะต้องเฉียดเข้าไปไกล้กับพื้นที่ของชนเผ่ากลุ่มนี้โดยเด็ดขาดเพราะผู้คนในชนเผ่าคอนยัคได้เปรียบเสมือนกับเป็นปีศาจนักรบในคาบมนุษย์ที่ได้มีความเฮียมโหดอำมหิตผสมไปกับความบ้าคลั่งไปกว่าที่ใครจะคาดเดาได้หรือว้าหากผู้ใดที่คิดจะย่างกายเข้าไปเยือนดินแดนนากาแลนด์ต่างก็จะต้องระวังตัวเอวไว้ให้ดีเพราะไม่มีสิ่งใดเลยที่จะรับประกันได้เลยว่าพวกเขาจะได้เดินทางออกมาอย่างปลอดภัยภายในดงป่าแห่งทึบแห่งดงนากาแลนด์ที่นี่ได้เป็นที่ซ้อนตัวของชนเผ่าคอนยัคที่ยังคงสืบทอดประเพณีโบราณของชนเผ่าตนเองมากอย่างต่อเนื่องจวบจนมาถึงยังโลกสมัยใหม่

ซึ่งประเพณีที่ว่านี้ก็คือ ประเพณีการสังวาลย์ชีวิตศัตรูมอบให้แก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยวิธีการตัดศีรษะมนุษย์อย่างอำมหิตอย่างเลือดเย็นไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาแค่ไหนแต่พวกเขาก็ยังคงความเฮียมโหดเอาไว้อย่างที่ได้เคยเป็นมาด้วยการรักษาพิธีกรรมฆ่าตัดหัวอยู่เช่นเดิมและทั้งหมดนี้ก็ได้เป็นการสืบทอดในการเจตนาโรมแห่งวัฒนาธรรมของชนเผ่าตนต่อไปอย่างไม่จบสิ้นถึงแม้ว่าสิ่งที่พวกเขานั้นได้กระทำนั้นจะถูกประกาสจากทางรัฐบาลอินเดียได้ประกาสสั่งห้ามแล้วนับครั้งไม่ถ้วนก็ตาม

และด้วยวัฒนธรรมและด้านพิธีกรรมที่โหดร้ายป่าเถื่อนเช่นนี้จึงได้ทำให้ผู้คนในสมัยในยุคปัจจุบันจำนวนมากจะต้องเกิดความรู้สึกประหลาดใจเพราะไม่น่าเชื่อว่าจะยังมีเรื่องราวอันโหดร้ายสหยองขวัญของคนชนเผ่ายุคโบราณคงเหลือรอดมาถึงในยุคสมัยใหม่เช่นนี้ได้แต่อย่างไรก็ตามพวกชนนเผ่าคอนยัคก็ได้ถูกทางการจำกัดให้อยู่แค่ภายในบริเวณในพื้นที่ของรัฐนากาแลนด์เท่านั้น

ตำนานนางตานี

นางตานีถือเป็นนางไม้เป็นลูกเทวดาชนิดหนึ่งมี วิมานอยู่ที่ต้นกล้วยตานีนางตานีจะมีรูปร่างหน้าตาสวยสดหมดจดงดงาม มีกลิ่นกายหอม ไว้ผมยาวสลวยฝ่ามือฝ่าเท้าแดงอ่อนๆริมฝีปากสวยมีสีเหมือนดั่งตำลึงสุกซึ่งตามความเชื่อกันว่าถ้าหากต้นตานีมีลักษณะเป็นทรงอ้วนนางตานีที่สิงอยู่ในต้นกล้วยตานีก็จะมีรูปร่างท้วม  ถ้าหากต้นกล้วยมีรูปร่างที่สูงโปร่งก็จะมีรูปร่างที่สวยเพรียวซึ่งนางตานีเจ้าห่มสไบสีเขียว    

ดูโจงกระเบนแบบหญิงโบราณและสีของชุดนางตานีก็จะเปลี่ยนไปตามอายุสีของต้นกล้วยด้วย นางตานีมักจะใจดีขอให้โชคให้ลาภ แก่คนที่มาบูชา  หรือให้ลาภกับเจ้าของบ้านที่ต้นกล้วยตานีขึ้นอยู่ หากว่าใครเป็นอะไรขัดใจหรือว่าเป็นการลบหลู่แม่ตานี นางตานีก็จะแสดงความดุร้ายออกมาที่เฮี้ยนมากๆก็อาจจะก่อให้เกิดถึงตายได้แต่ว่ากันว่านางตานีนั้นยังไม่ดุร้ายเท่ากับนางตะเคียนเพราะถ้าหากว่าใครสำนึกผิดแล้วมากราบขอโทษขอร้องขอขมานางตานีก็จะยกโทษให้

ถ้าใครอยากรู้ว่าต้นกล้วยต้นไหนที่มีนางตานีสิงอยู่นั้น ให้ดูที่ต้นกล้วยที่สูงที่สุดที่อยู่ในดงกล้วยตานีนั้น หรือดูที่ความแปลกประหลาดของต้นกล้วยตานี เช่นต้นกล้วยตานีอาจจะออกลูกออกเครือแตกต่างจากต้นกล้วยตานีต้นอื่นอื่นทั่วไป ด้วยเหตุที่พายจะมีเป็นผี จึงมักไม่นิยมกล้วยตานีไว้ใกล้บ้าน และยังมีความเชื่ออีกว่าหากใครที่ต้องการจะตัดใบตองของต้นกล้วยตานีไปใช้ห้ามตัดทั้งหมด แต่ถ้าจะตัดทั้งหมดก็ต้องหักกันใบตองเสียก่อนถึงจะหักตัดเอามาใช้ได้

หรือจะใช้เป็นวิธีการเอามาเฉพาะใบอย่างเดียวแต่เอาก้านไว้ต้นก็ได้แต่ถ้าใครเอาใบตองมาทั้งต้นและก้านหมดเลยทั้งที่ไม่หักก่อนก็จะเกิดเหตุร้าย และจะมีคนภายในบ้านตาย ในไม่ช้า  ซึ่งความเชื่อนี้น่าจะมาจากในสมัยโบราณผู้คนมักจะนิยมใบตองของต้นกล้วยตานีมาลองไว้ในโลงศพเพื่อให้คนตายนอนทับ ในสมัยโบราณหากกล้วยตานีมีการออกหัวปลีก็มักจะมีการทำพิธี พลีพรายนางตานี ซึ่งเครื่องพลีก็จะมี หัวหมู บายศรี อาหารคาว อาหารหวาน ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ข้าวตอกดอกไม้ และธูปเทียน

การเตรียมน้ำหอมเครื่องหอมและแป้งกระแจะจันทร์เป็นต้น ซึ่งในการทำพิธีนั้นเจ้าบ้านจะต้องนำแหวนสร้อยทองไปประดับไว้ที่ปลีกล้วยรวมถึงต้องนำผ้าแพรสีต่างๆอาจจะเอาสีเขียวหรือสีแดงก็ได้ไปผูกไว้ที่ต้นกล้วยตานี เปรียบเหมือนว่าเป็นการแต่งกายให้แม่นางตานี แล้วจึงทำการขอพรนางตานีไปช่วยคุ้มครองคนในบ้านให้อยู่ร่มเย็นและมีความสุข

หรือบางทีก็จะมีการนำพระสงฆ์สวดทำบุญด้วย บางทีหมอที่ทำพิธีเสร็จ แล้ว เราจะนำดอกในกล้วยตานีไปตากแดดให้แห้งแล้วนำมาบดเป็นผง ผสมกับผงดินสอขาวที่ลงยันต์เรียบร้อยแล้ว มาทำให้เกิดเป็นสีผึ้งเมื่อใช้แล้วก็จะเกิดทำให้คนที่ใช้มีเสน่ห์เป็นเมตตามหานิยมพูดอะไรใครก็เชื่อ ถ้าหากว่ามีการทำพิธีเสร็จเรียบร้อยแล้วแล้วกล้วยตานีมีการออกปลีกลางต้นนั่นหมายถึงว่าได้มีนางตานีเกิดขึ้นแล้ว

เรือดำน้ำ และ รถถัง ที่ได้ยังหลงเหลือให้ได้ค้นพบ

คุณคงรู้ว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่1และ2อาวุธและพาหนะจำพวกรถถังและเรือรบหลายชนิดต่างก็ได้ถูกทำลายหรือไม่ก็ได้ศูนย์หายไปอย่างไร้ร่องรอยแต่ในวันนี้มันก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งด้วยเหตุบังเอิญดังนั้นเรามาดูกันเลยว่าสิ่งที่หลงเหลือจากสงครามเหล่านั้นมันจะมีอะไรกันบ้าง

เรื่อดำน้ำยู534 

ได้ถูกขึ้นมาในปี1993ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเรือดำน้ำสมัยสงครามโลกครั้งที่2ที่มันยังคงสภาพเอาไว้ได้โดยเรือดำน้ำลำนี้ก็ได้ถูกโจมตีด้วยระเบิดจากกองทัพสหรัสและระเบิดเรือดำน้ำจากหน่วยบันชาการชายฝั่งของกองทัพอากาศอีกทั้งยังได้ใช้ปืนยิงมาจากเครื่องบินเพื่อที่จะทำให้เรือลำนี้จมลงไปสู่กั้นทะเลแต่ทหารจำนวน52นายก็สามารถที่จะหนีลอดออกมาได้อย่างทันทีซึ่งเรือดำน้ำลำนี้ได้จมอยู่ในใต้ทะเลเป็นเวลา41ปีจนกระทั่งในปี1986นักล่าซากเรือที่ชื่อว่าAage Jenson ก็ได้กู้เรือดำน้ำรุ่นIXC40 ซึ่งเป็นเรือดำน้ำในตำนานขอพรรคนาซีขึ้นมาแต่ก้ได้ส่งเอาไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษโดยเรือดำน้ำนั้นก็ได้ถูกตัดออกให้เป็นห้าส่วนโดยมีสองส่วนต่อกันซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถที่จะเข้าชมระบบภายในรวมถึงชมการทำงานของมันได้อีกด้วย

รถถังเสือดำเยรมัน

นี2015รถถังเสือดำเยรมันได้ถูกค้นพบพร้อมกับอาวุธอื่นๆที่ได้ถูกซ้อนเอาไวภายในห้องใต้ดินของบ้านหลังหนึ่งในเมืองเบอร์ลินซึ่งโดยตำรวจก็ได้พบกับอาวุธสงครามระดับโลกครั้งที่2ซึ่งจุดที่ได้มีการค้นพบนั้นก้ได่อยู่ไกล้กับรถถังเสือดำคันนี้ซึ่งเรื่องราวที่น่าสนใจที่เกี่ยวกับรถถังคันนี้ก็คือเจ้าของบ้านได้มีการครอบครองอาวุธอย่างผิดกฏหมายภายใต้กฏหมายในการครอบครองอาวุธสงครามของประเทศเยรมันนี้เมื่อได้มีการค้นพบรถถังแลวจึงได้มีการไปติดต่อกับกองทัพเยรมัน

เพื่อที่จะได้ถอดชิ้นส่วนของรถถังออกโดยจะใช้เวลามากกว่า9ชั่วโมงจากการช่วยเหลือของรถถังกู้ภัยจำนวนสองคันรถถังคันนี้ถือได้ว่ามันยังคงอยูในสภาพที่ดีเยียมและยังได้รับการซ่อมแซมจนเรียบร้อยดีเพียงแต่ว่าตีนตะขาบได้หายไปจากวงล้อของตัวรถถังเท่านั้นซึ่งชายที่ได่ครอบครองอาวุธสงครามก็ได้จ้างทนายความเพื่อที่จะเข้าสู้คดีในการจับกุมในครั้งนี้แต่อย่างไรเขาก้ไม่ได้รถถังของเขากลับไปอย่างแน่นอนเพราะอย่างไรแล้วรถถังลายเสือดำคันนี้ก็จะต้องถูกส่งไปให้กับกองทัพของประเทศเยรมันนีเพื่อทำการเก็บรักษาเอาไว้ให้เป็นอย่างดีในภายใต้ของกองทัพเยรมันนี

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์2020

ความลึกลับของหมู่เกาะแซนดี้

ความลึกลับของหมู่เกาะแซนดี้ที่คุณนั้นไม่เคยรู้มาก่อนบน กูเกิล

เกาะSandy lsland 

เกาะแซนดี้  หากย้อนกลับไปในปี คศ1774 กัปตัน James Cook นักสำรวจและนักเดินเรือชื่อดังของชางอังกฤษก็ได้ค้นพบในที่เกาะแห่งหนึ่งที่ได้ทอดตัวมีความยาวประมาณ16กิโลเมตรทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณ ทะเลคอรัล อยู่กึ่งกลางระหว่างประเทศออสเตรีย และ เกาะ Grande Terre แคลิโดเนีย ที่ได้อยู่ภายใต้ของการปกครองของประเทศฝรั่งเศษ กัปตัน James Cook เจมส์คุก ก็ได้ทำการบันทึดเอาไว้ในแผนที่โลกและก็ได้เรียกเกาะแห่งนี้ว่า  เกาะแซนดี้

ต่อมาเมื่อในปี คศ1876 เรื่อลากปลาวาฬลำหนึ่งเรือเวโลซิตี้ก็ได้รายว่ามาว่าได้พบเห็นหมู่ เกาะแซนดี้ ซึ่งทำให้เกาะแห่งนี้ได้ปรากฏขึ้นในแผนที่การเดินเรือของประเทศเยรมันนี และก็ ประเทศอังกฤษตั้งแต่นั้นเป้นต้นมาและนอกจากนั้น หมู่ เกาะแซนดี้ ก็ยังได้ปรากฏอยู่บนแผนที่โลกอีกด้วยและแผนที่การของการเดินเรือของประเทศอื่นๆเรื่อยมารวมทั้งยังสามารถที่จะใช้ กูเกิล เอิร์ธ และ กูเกิล แมพ  ในการค้นหาที่ตั้งขแงหมู่เกาะแซนดี้ได้อีกด้วย จนแม้กระมั่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน ในปี คศ2012

ที่ได้ผ่านมาทีมนักสำรวจทางทะเลและเหล่านักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยประเทศออสเตรียก็ได้ออกเดินทางเพื่อที่จะเข้าไปสำรวจที่ หมู่เกาะแซนดี้ แต่ทว่าเมื่อได้ไปถึงพิกัดที่ตั้งของหมู่เกาะ ทีมนักวิทยาศษสตร์ก็ได้พบกับ แต่เพียง พื้นผิวที่มันว่างเปล่าที่ไม่มีเงาของเกาะใดๆเลยทั้งสิ้น ดร.Maria Seton หัวหน้าทีมก็ยังได้กล่าวอีกว่าเราได้ใช้เวลาในการเดินทาง

เพื่อที่จะไปสำรวจและไปค้นหา เกาะแซนดี้ นานกว่าประมาณ25วันแต่ก็ไม่สามารถที่จะพบเห็นอะไรเลยแถมพื้นที่บริเวณนั้นก็ยังว่างเปล่าจึงมีแต่เพียงแค่น้ำทะเลเพียงเท่านั้น และตรงส่วนบริเวณที่เชื่อว่ามันเป็นที่ตั้งของเกาะก็ได้มีความลึกถึงประมาณ1,400เมตร ซึ่งมันถือว่าเป็นระดับน้ำที่ลึกมากๆและมันก็แถบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พื้นที่บริเวณนี้มันจะยังเคยมีหมู่เกาะตั้งอยู่พวกเราก็จึงได้สงสัยกันว่า เหตุใด หมู่เกาะแซนดี้ มันจึงได้ปรากฏอยู่ในแนที่ของโลก

และในที่สุดปริศนาการมีอยู่จริงของ หมู่เกาะแซนดี้ ก็ได้รับการขี้คายและเมื่อ กูเกิลนั้นได้ออกมายอมรับผิดว่าที่ไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะบรรจุ เกาะแซนดี้ลงไปใน กูเกิล เอิร์ธ และ กูเกิล แมพ  จากนั้นทางบริษัทเองก็ได้รับผิดชอบโดยการใช้ดาวเทียมถ่ายบริเวณที่เชื่อว่าเป็นที่ตั้งของ เกาะแซนดี้ซะใหม่และก็ได้พบว่ามันไม่มีหมู่เกาะแซนดี้อยู่ในแผนที่แต่อย่างใดแต่สิ่งที่ได้เห็นเป็นเพียงแนวปะการังที่ทอดตัวยาวจนดูคล้ายเกาะดังที่ปรากฏอยู่ในรูปถ่ายของ กูเกิล 

 

ขอบคุณที่ให้เรื่องราวดีๆมาเสนอจาก  entaplay