ประวัติศาสตร์ของไทย

ประวัติศาสตร์ของไทย

การยิงเป้าประหารชีวิตในครั้งประวัติศาสตร์ของไทย

วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องราวที่ยังคงอยู่ในประเทศไทยเรามาอย่างยาวนานแล้วแต่ว่าจะเป็นเรื่องที่คนที่อยู่ภายนอกอาจจะไม่รู้ลายละเอียดไม่รู้ถึงบรรยากาศไม่รู้ถึงความรู้สึกหรืออยากรู้แต่ก็ไม่มีโอกาสได้รู้นั้นก็คือเรื่อง นักโทษประหารในเรือนจำก่อนจะพูดถึงเรื่องนี้เรามีรูปให้ดูอยู่สองภาพซึ่งมันดูแล้วมันก็ไม่สบายใจนี้คือเป็นภาพจริงไม่ใช่ภาพจากการถ่ายทำภาพยนตร์ใดๆทั้งสิ่งเชื่อว่าทุกคนที่ได้ดูภาพนี้ก็อาจจะรู้สึกหดหู่ใจและก็สเทึอนใจซึ่งเป็นภาพก่อนทำการประหารซึ่งเป็นการนำตัวนักโทษเข้าหลักประหารและอีกหนึ่งภาพก็คือนำโทษที่ได้ประหารเสียชีวิตแล้วจากการถูกยิงเป้าและซึ่งจะเป็นเรื่องราวที่เรานั้น

จะนำเอามาพูดเล่าสู่กันฟังและเราก็จะพูดถึงเบี้ยงหลังของทั้งสองภาพนี้ซึ่งก็จะมีทั้งสองความรู้สึกและสองอารณ์ด้วยกัน อย่างหนึ่งก็อาจจะเป็นเรื่องของอุทาหรณ์ที่ดีบางครั้งเราจะทำอะไรก็ตามแต่อย่าให้ต้องเจอวินาทีสุดท้ายและต้องมาสำนึกได้ในที่สุดก่อนที่จะสำนึกได้ก็ตายไปแล้วและอย่าให้ต้องถึงวินาทีสุดท้ายอะไรแบบนี้ และ เรื่องที่สองก็คือ เรื่องของหน้าที่และการงานได้มีผู้คนจำนวนหนึ่งอยู่ในภาวะของหน้าที่การงานที่จะต้องอยู่ในบรรยากาศแบบนี้สลดหดหู่อย่างนี้

อารมณ์ความรู้สึกอย่างนี้นั่นก็คือการเป็นพี่เลี้ยงของนักโทษประหารพาเขาไปสู่แดนประหารหน้าที่ของพี่เลี้ยงก็คือจะต้องดูแลทุกขั้นตอนเลยตั้งแต่พานักโทษประหารจากแดนห้องขังและก็เดินมาเรื่อยๆหาอาหารมื้อทุกท้ายให้กินมีการพูดคุยให้ผ่อนคลายจนถึงวินาทีสุดท้ายที่ เสียงปืนนั้นดังขึ้นและก็ปิดชีวิตนักโทษคนนั้นไปและด้วยข้อมูลที่เรา

ได้ทราบกันเรื่องของการยิงเป้าเพื่อประหารชีวิตในประเทศไทยคงจะปิดฉากลงไปแล้วในเดือนตุลาคมนี้ก็คงจะใช้วธีการฉีดยาเพื่อให้เสียชีวิตไปแต่เรื่องราวของคนที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงนักโทษประหารซึ่งเคยพาคนไปยังสู่แดนประหารประมาณ30กว่าคนแล้วก็คงจะได้มีการเปิดเผยกันเป็นครั้งแรกของพี่เลี้ยงที่ดูแลนักโทษที่จะถูกประหารชีวิตและพาไปยังหลักเขตแดนประหารชีวิตเราเชื่อนะว่าไม่ว่าใครก็ตามที่ไม่มีโอกาสล้วงรู้ถึงวันสุดท้ายวินาทีสุดของชีวิต

และมีโอกาสได้วางแผนเอาไว้คงอยากที่จะอยู่ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาคนที่รักและก็อยากจะจากไปอย่างสงบแต่ว่าคนที่เรานั้นจะเอ่ยถึงในวันนี้ก็คือนักโทษประหารเพราะเขาไม่ได้มีโอกาสแบบนั้นเพราะว่าการจากไปอย่างสงบก็ว่ายากแล้วเพราะถูกยิงเป้า

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  BK8

ประวัติศาสตร์สงครามบนเกาะ อิโรจิมา

ประวัติศาสตร์สงครามบนเกาะ อิโรจิมา ระหว่างสหรัสอเมริกากับกองทัพญี่ปุ่น

ถึงแม้ทหารที่ตายที่ อิโรจิมา จะไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบกับสมรภูมิอื่นๆในโลกที่เกิดขึ้นแต่ที่หน้าทึ่งที่สุดก็น่าจะเป็นจำนวนของทหารญี่ปุ่นที่ได้ถูกฆ่าในตอนนั้นจาก2,200คนเหลือพียงแค่216คนเท่านั้นเองและส่วนที่เหลือนั้นก็ได้ถูกยิงตายหายกันไปหมดซึ่งทหารญี่ปุ่นนั้นก็ไม่สามารถที่จะต้านทานอเมริกาได้เลยด้วยจำนวนที่มีประมาณพลทหาร110,000คนและในส่วนของทหารอเมริกาก็เสียไปประมาณ6,821คนเท่านั้น และ ในจัดเริ่มต้นก็เริ่มเมื่อวันที่19กุมภาพันธ์ ในปี1945ทางฝ่ายอเมริกาก็ได้มีจัดหมายที่จะเข้ายึดสนามบินที่ได้ตั้งอยู่บนเกาะ อิโรจิมา

เพื่อจะให้ใช้เป็นฐานโจมตีของประเทษญี่ปุ่นคือเป็นการโจมตีแผ่นดินใหญ่แผ่นดินแม่และในการโจมตีครั้งนี้ได้เป็นการโจมตีที่ยิ่งใหญ่เป็นการโจมตีในพื้นแผ่นดินแม่ของอเมริกา ซึ่งทางด้านญี่ปุ่นนั้นก็ได้ทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะป้องกันและรักษาที่เกาะอิโรจิมา เอาไว้ให้ได้นานมากที่สุดเท่าที่จะปกป้องเอาไว้ได้

ในขณะเดียวกันทางฝ่ายกองทัพของอเมริกาก้ยังได้มั่นใจว่ากองทพของอเมริกานั้นแข็งแกร่งสามารถที่จะเข้าไปถล่มโจมตีที่บนหมู่เกาะอิโรจิมาได้อย่างสบายๆซึ่งการใช้ช่วงเวลาในระยโจมตีนั้นไม่นานเพียงแค่5วันเท่านั้นโดยที่หน่วยข่าวลับของอเมริกานั้นไม่ลวงรู้อะไรเลยว่าพวกเขานั้นก็ได้มีการวางแผนกันมาก่อนหน้านี้แล้วจากนั้นทหารที่อยู่บนเกาะอิโรจิมาก็ได้มีการเตรียมพร้อมรบการต้านรับจากทหารอเมริกาเอาไว้ทุกอย่างแถมญี่ปุ่นนั้นยังได้ใช้กลยุทธ์ใหม่ที่แตกต่างไปจากการรบอื่นๆ

ที่ผ่านมาโดยที่พวกเขานั้นก็ได้สร้างอุโมงค์เขาวงกตเอาไว้ใต้ดินโดยเฉพาะการนี้เลย บนยอกเขาซูริบาชิ ภูเขาที่สูงที่สุดบนเกาะแห่งนี้มันก็เลยทำให้ทหารอเมริกาได้ต่อสู้กันอย่างยากลำบากเพรพวกเขาไม่รู้เลยว่าศัตรูนั้นจะออมาจากไหนเพราะว่ามันเนียนตาไปหมดและในบางครั้งก็ออกมายิงจากด้านหลังเฉยๆ

ซึ่งการป้องกันแบบนี้จะเรียกได้ว่ามันดีต่อการใช้ระเบิดสุดๆจากการที่ได้มีการระดมยิงปืนใหญ่นั้นก็ไมท่สามารถที่จะทำอะไรเหล่าทหารญี่ปุ่นที่อยู่บนเกาะซูริบาชิได้เลยเพราะเขาเป็นฝ่ายที่ตั้งรับและสามารถป้องกันได้ทุกอย่างและจากการระดมยิงปืนใหญ่บนเรือนั้นก็ไม่สามารถทำอะไรให้กับทหารญี่ปุ่นได้เลยแถบจะทำอะไรไม่ได้สักอย่างเลยก็ว่าได้อีกทั้งยังได้สร้างความเสียหายให้กับนักรบนากวิโยธินของสหรัสเอาไว้เป็นำนวนมากนับว่าเป็นสงครามที่โหดที่สุดที่ได้มีการเกิดขึ้นในสงครามแปซิฟิก

 

ขอบคุณเรื่องราวเหล่านี้จาก  แทงบอลออนไลน์2020

เนื้อหาและสัจจะธรรมที่เข้าใจถึง ศิลปะ

ผมเลือกที่จะทำศิลปะหรือในกระบวนการสร้างสรรค์เพราะว่ามันเป็นแบบฝึกหัดหรือในแบบทดลองที่ตัวผมเองนั้นถนัดผมไม่ได้มองว่าศิลปะมันคือการพยายามที่จะสร้างอะไรขึ้นมาแปลกใหม่แต่ของผมนั้นผมใช้ทุกกระบวนการในการถ่ายทอดหรือเรียนรู้เพื่อที่จะเข้าใจเนื้อหาหรือ สัจจะ ที่มันอยู่เบี้ยงหลัง  อยู่ คำว่าอยู่นั้น

มันจะต้องมีความหมายแต่ผมเองก้ยังไม่รู้ว่าตัวผมเองนั้นจะอยู่ไปเพื่ออะไรกระทั้งผมได้รู้ศึกว่าไม่ต้องไปคิดถึงมันแล้วแต่ก็ต้องอยู่มันไปแบนี้แหล่ะทำให้มันดีที่สุดอะไรที่เข้ามาองค์ความรู้ที่มีมากับประสบการณ์นี้ก็ใช้มันให้ดีที่สุดก็กลับไปใช้สัญชาตญาณเหมือนเดิมก็คือว่าสัญชาตญาณที่เราคิดว่าในความเป็นมนุษย์คนหนึ่งเราควรจะทำอะไรในตอนเป็นเด็กผมเกิดมาชีวิตนี้มันเกิดมาทำไมผมชอบอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ พูดคำหนึ่งไอน์สไตน์ได้บอกว่ามันได้ฉลาดไปกว่าคนอื่นเลยมันเพียงแค่คิดเรื่องตรงนี้นานกว่าคนอื่น

และนั้นมันก็ทำให้ผมนั้นคิดเรื่องนี้ได้นานกว่าคนอื่นหัวใจของการมีลมหายใจจุดที่สนใจและมันคืออะไรสำหรับผมในการทำศิลปะมันไม่ได้ต่างไปจากการนั่งสมาธิก็อ่านหนังสือไปเรื่อยและได้มาเจอหนังสือของ หลวงพ่อชา เล่มหนึ่งหนังสือเล่มนี้เขาได้พูดถึงข้อกำจัดของความจริงที่เรานั้นไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ถึงภาษาเพราะจุดนี้เองเรานั้นก็เริ่มเข้าใจเพราะมันมีองค์ความรู้ที่จะต้องปติบัติเพื่อที่จะให้เข้าใจก็เลยทดลองปัติบัติเองตั้งแต่ตอนนั้นและก้ได้ใช้มันในส่วนหนึ่งในการทำงาน ศิลปะ การสร้างความตระหนักรู้ให้ทุกคนรู้ว่าทุกคนมีคุณค่าเฉพาะเช่นเรามีตาหูคอจมูกปากเหมือนกัน

แต่เราก็ไม่เคยเหมือนกันเลยทั้งโลกเรามีลายนิ้วมือเหมือนกันแต่ลายนิ้วมือไม่เคยเหมือนกันเลยทั้งโลกเรามีดีเอ็นเอแต่ดีเอ็นเอมันไม่เคยเหมือนกันทั้งโลกเรามีความเหมือนแล้วก็มีความต่างในขณะเดียวกันงั้นเราเคราพกันในฐานะที่เราเป็นมนุษย์เหมือนกันแต่ในขณะเดี่ยวกันเรามีความคิดสภาพแวดล้อมประวัติศาสตร์ที่ต่างกัน

 

สิ่งที่ผมสนใจก็คือทำยังไงเพื่อให้ทุกคนนั้นได้ตระหนักรู้ในความต่างและความเหมือนที่มีอยู่ในตัวเราและในสังคมถ้าเราได้เริ่มเรียนรู้ที่จะเครพในความเป็นมนุษย์ในตัวเราเองก่อนเราก็เริ่มเรียนรู้แล้วว่าคนต่างเขาก็มีความต่างและก็มีความไม่เหมือนเราเราก็จะต้องเรียนรู้เครพในความที่เป็นเขาจุดง่ายๆมนุษย์เราไม่มีความเครพในความเป็นตัวเองก่อนเพราะว่าอะไรเพราะว่าเราพยายามที่จะให้เขาเป็นในแบบที่เราคิด

ตำนานของอาแวสะดอ

ตำนานของอาแวสะดอที่เรารู้จักในภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ซึ่งสร้างมาจากเรื่องจริงในสมัยก่อน เรื่องราวถูกเล่าขาลมาอย่างยาวนาน เรื่องมีอยู่ว่า อาแวสะดอ เป็นลูกชายคนโตของโต๊ะฮายีที่เป็นบุคคลที่มีคนนับหน้าถือตากันมากในกลุ่มของอิสลามกันอย่างกว้างขวาง 

ซึ่งบ้านหรือภูมิลำเนาเดิมของอาแวสะดอนั้นตั้งอยู่ที่โล่บางพูล ต.จำปะกอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส  เขามีวิธีปล้นเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองซึ่งถือว่าโหดไม่เบาเพราะกิตติศักดิ์เลื่องลือมาก ซึ่งจะกระทำการโดยจะจับเจ้าทรัพย์มามัดไว้ที่โคนต้นไม้แล้วใช้อาวุธประจำกายคือกริชแทงเข้าไปที่คอหอยของผู้ที่โดนจับตัวมาแล้วหมุนวนรอบๆ ต่อจากนั้นก็ลากเอาคอหอยออกมาหรือไม่ก็ใช้กริชแทงเข้าไปที่ท้องน้อยหมุนไปรอบๆอีกครั้ง แล้วลากเอาไส้ออกมา 

ซึ่งเป็นวิธีการที่โหดเหี้ยมเกินไปของคนที่มีศาสนา อาแวสะดอขึ้นชื่อในเรื่องของอิฐปาฏิหารย์หรือเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการใช้คาถาอยู่ยงคงกระพันธ์ เพราะเขาเองเคยถูกตำรวจจับติดคุกมาแล้วครั้งนึงใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พร้อมกับสมุนหรือลูกน้องคนสำคัญคนหนึ่ง 

ลูกน้องคนนั้นมีชื่อว่า นายสมะแอ ซึ่งนายสมะแอนั้น ถูกจับขังคุกไว้ได้ไม่กี่วัน นายอาแวสะดอก็ได้ใช้วิชาทางไสยศาสตร์นั้นปลดโซ่ตรวนช่วยให้ลูกน้องหลบหนีออกมาได้ 

ซึ่งหลังจากออกมาได้ก็ได้กลับมาล้างแค้นกับบุคคลที่เป็นสายให้กับตำรวจในการจับตนเข้าคุกในครั้งนั้นจนทำให้คนไทยชาวพุทธและคนไทย-อิสลามในชายแดนใต้ได้รับความเดือดร้อนกันเป็นอย่างมาก ซึ่งเครื่องรางเหล่านี้สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านเป็นอย่างหนัก นอกจากกริชคู่ใจของเขาแล้วนั้น เขายังมีตับเหล็กอีกหนึ่งชิ้นและนอกจากนั้นยังมีเคราทองแดงหนึ่งแผ่นและผ้าประเจียดหนึ่งพื้น

การที่เขามีกริชประจำตัวที่เคยเป็นของเจ้าเมืองปัตตานีเสดงให้เห็นว่าอาแวสะดอตาและลูกสมุนของเขานั้นไม่ได้ยึดถือข้อปฏิบัติของอิสลามแม้แต่น้อย 

การที่พวกเขาออกมาปล้นฆ่านั้นเราคาดว่าพวกเขาจะสร้างสถานการณ์มากกว่าเพราะจากเหตุกาณ์ที่อาแวะสดอตาและกับสมะแอหนีกลับไปที่จังหวัดนาธิวาสได้แล้วนั้น พวกเขาก็ได้มีการสมัครรวมคนปล้นฆ่าสดมภ์ตามหมู่บ้านต่างๆ แล้วทุกครั้งที่อาแวสะดอจะออกปล้นนั้นก็เหมือนพวกเขาจะจงใจปล้นแต่คนไทยพุทธเท่านั้น เมื่อปล้นเสร็จแล้วนั้นก็จะฆ่าเจ้าของด้วยวิธีที่โหดอำมะหิตมาก สำหรับทรัพย์สินที่ปล้นมาได้นั้นก็จะเอาไปให้หัวหน้าบ้างหัวหน้าที่ว่านั้นเป็นหัวหน้าหนุนหลังอย่างลับๆคือสนับสนุนทางด้านอาวุธปืนกระสุนปืนรวมไปถึงสิ่งต่างๆอีกมากมาย 

ข้อคิดจากอ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

ความหมายของศิลปะคืออะไร ข้อคิดจาก  อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

คุณรู้หรือไม่ว่าผมเกิดที่หมู่บ้านหลังเล็กๆที่ไฟฟ้าก็ไม่มีนานๆก็จะเห็นรถวิ่งผ่านที่หน้าบ้านคันหนึ่งผมชอบวาดรูปตั้งแต่เด็กๆผมไม่รู้หรอกว่าการวาดรูปนั้นมันจะทำให้รวยได้ไม่รู้เรื่องแต่เพราะผมชอบผมไม่เคยเปลี่ยนแปรงในการที่จะไปทำอย่างอื่นเมื่อตอนเด็กนั้นจึงมุงมั่นว่าสิ่งที่ผมทำนั้นคือผมชอบมากที่สุดจะได้เงินหรือไม่ได้เงินนั้นผมไม่เคยสนผมวาดรูปแบบนี้ผมจะไปรับจ้างทุกที่จะอยู่ได้หรือไม่ได้ผมไม่รู้นั่นมันคือตอนเด็กโลกมันไม่ได้กว้างแต่มันมีความรักและมุงมั่นเริ่มจากการตื่นที่จะเรียนรู้และไม่เบียดเบียนและเปลี่ยนแปรง

เมื่อผมได้ย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองโลกของผมนั้นมันก็กว้างขึ้นมีไฟฟ้ามีโรงหนังมีอะไรขึ้นมาผมเริ่มมีหนังสือมีอะไรให้ผมดูเยอะแยะไปหมดผมเริ่มเรียนรู้ผมเป็นนักศึกษาผมยากเหนือกว่าคนอื่นที่เหนือกว่ามันเป็นความดกดันเมื่อผมเป็นเด็กเพราะ พ่อ แม่ ผมยากจนข้างบ้านเหยียดหยามผมดังนั้นผมเติบโตขึ้นมาจากความคิดในการวิเคราะห์ชีวิตของผู้อื่น

ทำไมชีวิตมันถึงแตกต่างผมไม่มีรวยและไม่มีจนทำไมบ้านนู้นดูจนจังทำไมบ้านนี้ดูรวยจังเมื่อคุณอยู่ในโลกมนุษย์นี้บนโลกมนุษย์นั้นมันมีชนชั้นมากมายมนษย์มันมีรูปแบบแผนของความคิดที่แตกต่างแต่มนุษย์กระจอกอย่างผมที่มาจากสังคมที่กระจอกที่สุดที่ผมวาดรูปเก่งแล้วคุณเองจะคิดว่าผมนั้นจะยิ่งใหญ่ได้อย่างไรต่อให้ผมวาดรูปเก่ากว่านี้เป็นล้านเท่าแต่ผมไม่เรียนรู้อะไรเลยคุณว่าผมจะมีความสุขอย่างไรคุณเข้าใจหรือป่าวดังนั้นซึ่งที่ผมเรียนรู้มากที่สุดยิ่งกว่าการวาดรูปก็คือการเรียนรู้สิ่งที่ผมไม่รู้และถ้าคุณนั้นอยากจะเป็นศิลปินใหญ่ที่สุดในประเทศตัวคุณเองนั้น

 

มีองค์ประกอบอะไรบ้างที่สมควรจะทำห้าคุณได้ฝึกฝนและได้เรียนรู้มีตัวอย่างในศิลปินในประเทศไทยที่คุณนั้นเรียนรู้และมีใครบ้างที่เก่งที่สุดและคุณศึกษามันแยกมันออกมาเป็นชิ้นๆว่าสิ่งใดที่มันเป็นองค์ประกอบที่ทำให้มันยิ่งใหญ่ได้สิ่งใดที่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้มันไม่ยิ่งใหญ่อย่างที่คุณคิดสูงสุดที่น่าจะเป็นได้คุณขาดอะไรศิลปินคนนั้นขาดอะไรก่อนตายจะต้องสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้กับประเทศชาติในระดับโลกให้ได้ฝรั่งที่ผมไปดูมาในทุกที่ผมต้องการเพราะผมต้องการดังมีชื่อเสียงผมต้องเสียสละก่อนผมต้องรู้ก่อนผมไม่ต้องการรวยเดี๋ยวนี้แต่ผมจะรวยในวันข้างหน้าเสียสละก่อนและอีกเดี๋ญวคุณจะต้องรวยแน่

ศิลปะ คือ การสร้าสรรค์  ศิลปะ คือ ชีวิต 

ฉะนั้นในส่วนของกระบวนการที่เรานั้นจะเข้าใจในสัจจะตัวนี้ของคุณค่าทางด้านของศิลปะ มันเพิ่งจะได้เกิดมาเมื่อไม่นานแต่เราเองก็จะต้องยอมรับว่า ตัวเราเองนั้นก้ยังหวั่นไหวกันมาตลอดเพราะว่ามันจะไม่มีใครนั้นที่จะเข้ามาสอนเราในส่วนของเรื่องพวกนี้ในระบบของการศึกษานั้นเราจะโพกัสในสิ่งที่มันเป็นเรื่องของอาชีพและในความสำเร็จที่มันอยู่ภายนอกมากกว่าที่เรานั้นที่จะมาค้นหาคุณค่าของความหมายและคุณค่าในตัวเองและเขาก็ได้สอนในเรื่องของมูลค่าว่าในส่วนของสังคมนั้นให้มูลค่าอะไรเราบ้างและในส่วนของเป้าหมายนั้นเราจะไปถึงมันได้อย่างไร

มูลค่า คุณค่า 

คือมันใช้มันจะต้องใช้เศรษฐศษสตร์เพื่อที่จะเป็นตัวกำหนดในส่วนของความสำเร็จและมันก็ไม่ได้เป็นธรรมชาติมันไม่ใช่ธรรมชาติของศษสตร์ศิลปะแต่จะถามว่าผิดมั้ยมันไม่ผิดแต่มันก็ไม่ใช่ประเด็นแรกและตัวเราเองก็จะต้องเข้าใจความธรรมชาติของศษสตร์นั้นมันเสียก่อนซึ่งมันเหมือนเป็นการสร้างนิยามหรือในข้อกำจัดความที่เราไม่เข้าใจในส่วนที่มันเป็นธรรมชาติของศาสตร์ต่างๆนั้นๆแต่เราเองก็ไม่ได้ปฏิเสธในส่วนเรื่องของอาชีพและในส่วนเรื่องของรายได้แต่มันก็ยังไม่ใช่ประเด็นหลักและเราเอง

ก็จะต้องแยกมันให้ออกเพราะมันในส่วนตรงนั้นเองและไม่ว่าคุณเองจะสอนเขาหรือคุณเองไม่สอนเขาซึ่งโดยทางธรรมชาติแล้วในลักษณะของมนุษย์นั้นสามารถที่จะหากินเองได้อยู่แล้วและสำหรับในการเลี้ยงชีพนั้นผมกลับมองเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ใหญ่อะไรเลยซึ่งเป็นขอทานก็ได้และเป็นขอทานมันก็ยังเป็นศิลปินก็ได้ซึ่งมันจะเป็นศิลปินแบบไหนมันก็เป็นศิลปินแบบขอทานหรือไม่อาจจะเป็นพระ พระเองก็ยังเป็นศิลปินได้เช่นกัน คือ ศิลปินนั้นในที่ตรงนนี้มันไม่ใช่ความหมายของคำว่าเขียนรูปแต่นั้นมันหมายความว่าจะต้องใช้ชีวิตแบบอย่างที่มีความสุขและจะใช้ชีวิตอย่างที่จะเข้าใจ

ส่วนของชีวิตและก็ในส่วนของการที่จะเข้าไปช่วยเหือลคนอื่นแล้วถ้าหากว่าวันหนึ่งคุณนั้นได้เป็นเศรษฐีแล้วตัวคุณเองเกิดการเห็นแก่ตัวและไม่เคยที่จะมีความคิดว่าจะช่วยเหลือสังคมนั้นผมว่าว่าก็ไม่ได้เกิดประโยช์อะไรไม่ได้creativeอะไรทั้งนั้นตัวของผมเองพยายามที่จะไม่พูดถึงที่มันเกี่ยวข้องกับศิลปะหรือในฐานะเทคนิคฉะนั้นเนี่ยตัวของผมเองนั้นผมอยากขยายนิยามในส่วนของศิลปะว่ามนุษย์ทุกคนนั้นก็สามารถที่จะเป็นศิลปินได้เช่นกันและทุกคนก็ทำงานศิลปะอยู่คือการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าอย่างมีความสุขและเข้าใจชีวิตและนี่คือศิลปะที่มากกว่าศิลปะอีก

ศิลปะสัจจะธรรมและชีวิต

ถ้าเกิดคุณไปดูรูปเขียนแล้วคุณไม่เข้าใจแล้วคุณก็ตัดสินว่าคุณนั้นไม่เข้าใจทางด้านศิลปะซึ่งเป็นเพราะว่าเขาให้คำนิยามจำกัดศิลปะคือรูปเขียนที่แต่ละคนนั้นได้ดูและหน้าที่ของเรานั้นมันคือการขยายคำจำกดความของคำว่าศิลปะในสมัยร่วมสมัยนี้เพื่อให้มากขึ้นไม่ใช่แค่Aesthetic ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ศิลป์ ผมคามิน เลิศชัยประเสริฐ เป็นอาชีพศิลปิน งานตัวนี้จะใช้คำว่าLife Specific ก็คือจะเป็นงานที่คุณเป็นมนุษย์หนึ่งคนไม่ว่าคุณจะเป็นชาติอะไรอยู่ที่ไหนไม่จำเป็นต้องอยู่แบบมีประสบการณ์ตรงแต่ตัวคุณองจะเข้าใจงานชิ้นนี้ได้นั่นก็เป็นเพราะว่ามันเป็นสัจธรรมไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรู้ของประวัติศาสตร์

หรือของตัวในแต่ละบุคคลไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องในยุคสมัยของเลาแต่มันเป็นสัจธรรมที่มันมีอยู่เหนือจิตสำนึกแต่ในจริงๆแล้วเราก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นศิลปะหรือเปล่าแต่ว่าเรานั้นชอบวาดรูปแต่ตอนนั้นได้วาดรูปแล้วมันก็คืออีกหนึ่งวิชาวาดเขียนซึ่งมันอาจจะไม่ใช่ศิลปะก็ได้เพราะในสมัยเด็กเราไม่รู้หรอกว่าศิลปะนั้นมันคืออะไรใช่มั้ยและเพิ่งไม่กี่ปีมานี้ที่ได้รู้จักจริงๆว่าศิลปะจริงๆแล้วมันคืออะไรเพราะว่าแต่ก่อนเราก็คิดว่ามันเป็นการวาดรูปและก็ยังเป็นการศึกษาเป็นการขายรูปได้ และไดรางวัลเป็นอาชีพมากว่า 

ศิลปะ คืออะไร 

มันเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ได้ทำให้เราเข้าใจคุณค่าของในการที่ยังมีชีวิตอยู่สัจจะ สัจจะความจริง ในกระบวนการนี้ที่เราได้เรียนรู้กันมาตลอดเวลาแล้วทำให้เรานั้นเข้าใจสัจจะสัจธรรมหรือไม่ว่าจะเป็นภายในตัวเองหรือภายในธรรมชาติหรือในสังคมตัวที่เป็นสัจจะตัวนี้ที่เรานั้นค้นพบหรือว่ากระบวนการที่เรานั้นได้เข้าถึงมันสำหรับผมตัวนี้คือศิลปะไม่ว่ามันจะถูกยอมรับหรือไม่ยอดรับขายได้หรือขายไม่ได้ได้ราลวัลหรือเปล่ามันจะไม่เกี่ยวกันเพราะขณะที่เรานั้นทำเราได้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจความหมายของการที่มีชีวิตอยู่หรือด้านคุณค่าทางสัจจะมันก็เลยทำให้เราไม่เอาคุณค่าภายนอกหรือมูลค่าเข้าไปเป็นตัวตัดสินความเข้าใจตัวนี้

คุณค่าแรกมันไม่ใช่ตรงนั้นแต่เราก็จะทำมันด้วยความรู้และการเรียนรู้หรือทำความเข้าใจในสัจธรรมจริงๆส่วนผลพลอยได้ที่เราประสบความสำเร็จหรือสังคมยอมรับหรือมีคนซับพอร์ตซึ่งมันก็เป็นผลที่ตามมาการสร้างสรรค์คือชีวิตถ้าเราใช้คำว่าศิลปะคือการสร้างสรรค์ชีวิตมันก็คือศิลปะ  ศิลปะคือการสรร้างสรรค์ ศิลปะนั้นมันคือชีวิต

สะพายสวย

 สำหรับนักท่องเที่ยวสายเซลฟี้  เตรียมกล้องเตรียมเมมโมรี่ หาเสื้อผ้าสวยสวย ทรงผมเก๋เก๋ มารอกันเลยนะคะ เพราะกำลังพาคุณไปชมกับ

สุดยอดสะพานที่ทั้งสวยและมีความเก๋ เหมาะแก่การถ่ายรูปเป็นอย่างมาก มีที่ไหนบ้างมาดูกันค่ะ

  • เริ่มต้นด้วยเมืองสุดสโลว์ไลด์ นั่นก็คือ อำเภอปราย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่นี่มีสะพานไม้ที่ทอดตัวไปบนทุ่งนาสีเขียวขจี ซึ่งชาวบ้านเรียกสะพานแห่งนี้ว่าสะพานบุญโขกู้โส่ ซึ่งมีพื้นที่อยู่ในหมู่บ้านแพนโปะ อำเภอปราย จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ความหมายของคำว่า โขกู้โส่ คือสะพานบุญ ซึ่งคำว่าโขกู้โส่ นั้นเป็นภาษามาจากไทยใหญ่ เพราะสะพานไม้แห่งนี้เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านในการสร้างสะพานไม้แห่งนี้ออกมา จุดประสงค์ก็เพื่อให้พระสงฆ์ได้ออกมาบิณฑบาตรและชาวบ้านยังสามารถใช้สะพานไม้แห่งนี้ไปทำบุญที่วัดได้ด้วยค่ะ
  • สถานที่ท่องเที่ยวที่สองเรายังคงอยู่กันที่อำเภอปายกันอยู่นะคะ เราจะไปเดินเล่นสวยสวยกันที่สะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย สะพานที่หากใครได้มาที่ปายแล้วไม่ได้มาเดินที่สะพานแห่งนี้ จะถือว่ายังมาไม่ถึงเมืองปายกันค่ะ ซึ่งสะพานแห่งนี้มีประวัติว่าแต่เดิมอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยตอนที่อยู่เชียงใหม่ใช้ชื่อ สะพานนวรัตน์ โดยตอนนั้นสะพานนวรัตน์ มีการถูกรื้อเก็บเอาไว้ไม่ได้ใช้งาน พอที่ปายมีเหตุการณ์น้ำท่วมและที่สะพานปายได้พังลงไป ก็เลยมีการทำเรื่องของสะพานนวรัตน์ให้มาอยู่ที่ปายค่ะ สะพานที่ทั้งสวย คลาสสิกและมีประวัติสองจังหวัดแบบนี้ห้ามพลาดที่เดียวค่ะ
  • ออกจากปายเราจะไปเที่ยวกันต่อที่เชียงใหม่ เพื่อไปเดินเล่นที่ Canopy Walk ทางเดินเหนือเรือนยอดไม้พฤกษาศาสตร์ของสมเด็จพระนางเจ้าศิริกิจ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จากบนสะพานเราจะสามารถมองเห็นวิวที่สวยงามได้แบบ 360 องศา สะพานแห่งนี้มีความสูงอยู่เหนือพื้นดิน 20 เมตรและมีความยาวถึง 400 เมตรการออกแบบสะพานนั้นคำนึงถึงสภาพมากที่สุด โดยโครงสร้างทำมาจากเหล็กกล้า แข็งแรง บางช่วงของสะพานเป็นพื้นที่ทำมาจากกระจกใส เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มองเห็นธรรมชาติด้านล่าง  สร้างความตื่นเต้นแปลกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างมากเลยล่ะค่ะ

       และนี่ก็คือ สุดยอดของสะพานที่สวยที่สุด ของจังหวัดในเขตภาคเหนือ ที่หากใครที่ได้เดินทางมาท่องเที่ยวที่ภาคเหนือแล้วไม่ควรพลาด เป็นสถานที่ถ่ายรูปและเช็คอิน ที่สวยงามมากมาก  เหมาะกับมาพักผ่อนแบบสบายสบาย เพราะจังหวัดของภาคเหนือ ที่นี่อากาศจะเย็นและสดชื่น การได้มาเดินชิลชิล เล่นบนสะพานเหล่านี้ จะทำให้เรารู้สึกสบายใจหายเครียดได้ค่ะ

ประวัติศาสตร์ที่ได้มีการค้นพบปราสาท

ประวัติศาสตร์ที่ได้มีการค้นพบปราสาทตาเมือนมีจำนวน3ที่ด้วยกัน

ปราสาทบ้านไผ่ เป็นศาสตร์สถานชุมชน

ได้สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่16ถึง17เป็นปราสาทอิฐขนาดที่เท่ากันจำนวน3หลังเช่นกันและได้ตั้งเรียงเป็นแนวเดียวกันอยู่บนฐานศิลาแลงอีกทั้งยังมีคูน้ำล้อมรอบอยู่ด้านนอกแต่ในสำหรับปัจจุบันปราสาทบริวานที่อยู่ทางด้านทิศใต้นั้นก็ได้พังทายลงไปจนเกือบหมดและเหลือให้เห็นแค่เพียงปราสาทประทานและปราสาทบริวานที่อยู่ทางทิศเหนือเพียงแค่2หลัง

จากการขุดแต่งก็สรุปได้ว่าปราสาทบ้านไผ่เป็นศาสตร์สถานฮินดูศิลปะขอมแบบบาปวน ซึ่งก็ได้พบทับหลังจากจากปราสาททั้ง3หลังนี้แต่สำหรับในปัจจุบันได้ถูกนำเอาไปเก็บรักษาเอาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย

บริเวณไกล้ชายแดนไทยกัมพูชาใน เขตตําบลตาเมียง อำเภอ พนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้มีปราสาทขอมอยู่3แห่งที่ได้ตั้งอยู่ไกล้กันคือปราสาทตาเมีอนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และ ปราสาทตาเมือน ซึ่งก็ได้ถูกเรียกรวมๆกันว่ากลุ่มปราสาทตาเมือน ปราสาทกลุ่มในหินปราสาทตาเมือนถึงแม้ว่าจะเป็นปราสาทศาสตร์สถานโบราณในวัฒนธรรมขอมที่ได้สร้างจากศิลาเหมือนกัน

แต่ปราสาททั้งสามแต่ปราสาททั้ง3ก้ได้มีสถานนะที่แตกต่างกันออกไป ขอม คือวัฒนธรรมที่เคยมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางในส่วนของภูมิภาคต่อเนื่องมานานหลายศตวรรษซึ่งก็ยังได้มีการเถียงกันถึงที่มาถึงตัวตนของขอมนักโบราณคดีส่วนหนึ่งเชื่อว่าวัฒนธรรมขอมได้เริ่มต้นตั้งแต่ศตวรรษที่11หรือที่เรียกว่าสมัยก่อนเมืองพระนครแต่ผู้รู้บางคนได้บอกว่าวัฒนธรรมขอมในยุคแรกนั้น

มันอาจจะย้อนหลังไปไกลกว่านั้นมากคือเริ่มตั้งแต่ราวศตวรรษที่6ก่อนหน้าอาณาจักรเจนละ โดยมันหน้าจะมีศูนย์กลางอยู่ตรงบริเวณแผงจำปาสักของลาวหรือไม่ก็ในจังหวัดอุบลราชนีของประเทศไทยในปัจจุบัน แต่ไม่ว่าวัฒนธรรมขอมจะเริ่มขึ้นเมื่อไดแต่สิ่งหนึ่งที่มันยังคงเป็นสัญลักษณ์หรือหลักฐานแสดงให้ห็นถึงความยิ่งใหญ่ในวัฒนธรรมขอมก็คือสถาปัตยกรรมที่ได้สร้างมาจากอฐิหรือศิลาแลงเพื่อเอาไว้เป็นศาสตร์สถาน

สำหรับประดิษฐานรูปเคารพตามความเชื่อและศรัทธาที่คนเรามักจะเรียกว่าปราสาทขอมหรือว่าปราสาทหิน ในวัฒนธรรมขอมแต่เดิมมานิยมสร้างศาสตร์สถานเอาไว้ตามชุมชนหรือหัวเมืองที่ไกล้ไกลเพื่อใช้เป็นสถานที่เพื่เป็นการประกอบพิธีกรรมทางศาสตร์สนาขอมและของผู้คนในท้องถิ่นจนมาถึงพระเจ้าวรมันที่7

ได้มีการสร้างโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อเมืองพระนครออกสู่หัวเมืองที่ห่างไกลให้ประชาชนและผู้แสวงบุญได้เดินทางถึงกันได้อย่างสะดวกโดยมีการสร้างธรรมศาลาเอาไว้เป็นอย่างมากถึงประมา121แห่งและอโรคยาศาลาเอาไว้อีก102แห่งซึ่งทุกแห่งจะมีศิลาเอาไว้ทุกแห่งเพื่อเป็นศาสตร์สถานกลาง

เทคนิคการแรเงามีดังนี้

การแรเงาน้ำหนักเป็นการวาดภาพภาพเสมือนจริงควรจะเริ่มฝึกฝนการแรเงาภาพเพื่อฝึกหัดการเขียนภาพแสดงออกถึงความสามารถความประณีตและวิจิตรบรรจงสำหรับเพื่อการวาดรูปการแรเงาสามารถทำให้ภาพนั้นมีความลึกมีระยะใกล้ไกลและก็มองมีปริมาตรของมันมีการเปลี่ยนแปลงค่าของรูปร่างที่มีเพียงแค่ 2 มิติให้เป็น 3 มิตินั่นเอง ทำให้รูปร่างที่มีเพียงแค่ความกว้าง-ยาวเปลี่ยนแปลงค่าเป็นทรงมีความตื้นลึกหนาบางเกิดขึ้นได้อย่างน่าทึ่ง

การเขียนภาพแสงเงานั้น นักเขียนจำเป็นต้องรู้เรื่องการจัดน้ำหนักอ่อนแก่ให้ได้ใกล้เคียงกับน้ำหนักของแสงที่ตกกระทบผิววัตถุเสียก่อน เพราะว่าไม่เหมือนกันของน้ำหนักทำให้รู้สึกที่แตกต่างกันไปได้ อย่างเช่น น้ำหนักสีที่อ่อนให้ความรู้สึกเบา ส่วนน้ำหนักสีที่แก่ทำให้ดูแล้วรู้สึกหนักนั่นเอง ยิ่งไปกว่านี้ยังส่งผลให้เกิดระยะใกล้-ไกล สำหรับในการเห็นตลอดจนความรู้สึกด้านความงดงามในทางศิลป์

ในเนื้อหานี้นำเสนอแนวทางการแรเงา เป็นพื้นฐานการเรียนเบื้องต้น ดังต่อไปนี้

เทคนิคการแรเงามีดังนี้

-หรี่ตามองวัตถุที่เป็นหุ่นระบุพื้นที่แบ่งส่วนระหว่างแสงเงาออกมาจากกันให้เด่นชัดด้วยเส้นร่างเบาๆบนรูปทรงของภาพร่างที่วาดไว้นั้น โดยแบ่งได้ 2 ส่วนอย่างคร่าวๆคือ แสงกับเงาเพียงแค่นั้น

-แรเงาน้ำหนักในส่วนพื้นที่ที่เป็นเงาทั้งสิ้น ด้วยน้ำหนักเบาที่สุดของเงาที่ตกทอดบนวัตถุ แล้วก็เว้นพื้นที่ส่วนที่เป็นแสงเอาไว้

-ไตร่ตรองเปรียบเทียบน้ำหนักที่เบาที่สุดกับน้ำหนักที่เข้มในส่วนขึ้นอีกเท่าไร แล้วแบ่งน้ำหนักเงาที่อ่อนกับเงาที่เข้มขึ้นด้วยวิธีการร่างเส้นรวมไปถึงการแบ่งพื้นที่เบาๆด้วยเหมือนกันกับข้อ 1 ต่อจากนั้นก็แรเงาเพิ่มน้ำหนักในส่วนที่เข้มขึ้น ตลอดระยะเวลาจำเป็นที่จะต้องเปรียบเทียบน้ำหนักของเงาที่ลงใหม่กับเงาอ่อนรวมทั้งแสงที่เว้นไว้อยู่เป็นประจำเพื่อให้การแรเงาน้ำหนักได้ใกล้เคียงเรื่องจริง การแรเงาน้ำหนักจำเป็นต้องลงรวมๆไปทีละน้ำหนัก จะมีผลให้คุมน้ำหนักได้ง่าย

-การแรเงาน้ำหนักที่เข้มขึ้นจะใช้กรรมวิธีการเดียวกับข้อ 1 รวมทั้งข้อ 3 จนกระทั่งครบกรรมวิธีการ จะมีผลให้ได้ภาพที่มีน้ำหนักแสงเงาใกล้เคียงกับเรื่องจริงหลังจากนั้นเกลี่ยน้ำหนักที่แบ่งเอาไว้ในพื้นฐานให้ผสานกลมกลืนกัน

-ไตร่ตรองในส่วนของแสงที่เว้นไว้ จะมีความเห็นว่ามีน้ำหนักอ่อนแก่เหมือนกับในส่วนของเงาจำเป็นต้องใช้ดินสอลงน้ำหนักเบาๆในส่วนของแสงที่เว้นไว้ เพื่อเนื้อหาของแสงเงามีน้ำหนักที่สมบูรณ์

-เงาตกทอด ใช้วิธีการเดียวกับการแรเงาน้ำหนักบนวัตถุที่กล่าวมาข้างต้น แต่ว่าจะต้องสังเกตแนวทางของแสง ประกอบการเขียนแสงสำหรับในการวาดภาพปกติจะใช้โดยประมาณ 45 องศากับพื้น แต่ว่ามีข้อสังเกต เป็น ถ้าหากแสงมาจากมุมที่สูง จะมองเห็นเงาตกทอดสั้น ถ้าหากแสงมาจากมุมที่ต่ำลง เงาตกทอดจะยาวขึ้น ในส่วนน้ำหนักของเงาตกทอดเองก็จะมีน้ำหนักอ่อนแก่เหมือนกับแสงเงาบนวัตถุ เป็นเงาที่อยู่ใกล้วัตถุจะมีความเข้มกว่าเงาที่ทอดห่างตัววัตถุต้นเหตุมาจากแสงสะท้อนบริเวณตัววัตถุที่สะท้อนเข้ามาลบเงาให้จางลง