ตำนานผีดุ ที่เมืองนิวส์ออร์ลีน  ประเทศสหรัฐอเมริกา

ตำนานผีดุ ที่เมืองนิวส์ออร์ลีน  ประเทศสหรัฐอเมริกา

    ประเทศสหรัฐอเมริกามีเมืองท่าที่สำคัญเมืองหนึ่งนั่นก็คือเมืองนิวส์ออร์ลีน  ที่นี่นักท่องเที่ยวหลายคนจะรู้จักกันดีในนามสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความงดงามด้านสถาปัตยกรรม แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่าที่นี่เคยมีตำนานที่น่าสะพรึงกลัวที่หลายคนได้ฟังแล้วจะรู้สึกขนหัวลุกเลยทีเดียวแต่ที่เมืองนิวส์ออร์ลีนไม่ได้มีแค่ตำนานเดียวเท่านั้นความน่ากลัวของที่นี่มีอะไรตำนานด้วยกัน

ไม่ว่าจะเป็นตำนาน เกี่ยวกับผีดูดเลือด   ตำนานที่มีประชาชนตายเป็นจำนวนมากรวมถึงมีหลุมฝังศพอยู่เกลื่อนเมืองลามไปจนถึงตำนานของเหล่าพ่อมดแม่มดหรือหมอผีพวกลัทธิวูดูต่างๆและถ้าหากยังเคยจำกันได้นี่มึงถ้าแห่งนี้ยังเคยเป็นที่ระบาดของโรคอหิวาและโรคไข้เหลืองที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากหลายหมื่นคนที่เมืองท่าแห่งนี้และความน่ากลัวก็เกิดขึ้นเมื่อในปีคริสตศักราช 1800 มีผู้นำลัทธิคนหนึ่งชื่อมารีลาโว   เธอเป็นคนที่สามารถจูงใจให้ชาวเมืองเชื่อตามเธอได้

โดยเธอเหมือนเป็นคนอยากรู้ดินฟ้าอากาศรู้ข้อมูลการเคลื่อนไหวของคนอื่นๆทั้งหมดและเธอสามารถโน้มน้าวจิตใจคนให้หันมานับถือลัทธิของเธอโดยเธอเป็นผู้นำให้ผู้คนนับถือพระแม่มารีและยัง นำศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกเข้ามามีอิทธิพลในลัทธิบูดูของเธออีกด้วยหลังจากที่เธอเสียชีวิตลงแล้วร่างของเธอได้ถูกนำไปฝังในสุสานเซนต์หลุยส์

ซึ่งเป็นหลุมฝังศพหมายเลข 1 โดยสุขสันต์ของเธอนั้นมีทั้งหมด 2 ชั้นโดยทำเป็นจากหินสีขาวและใกล้ๆกันนี่เองมีบ้านหรูหราแห่งหนึ่งซึ่งได้รับมรดกตกทอดมาในปีคริสต์ศักราช 1831 มีหญิงสาวคนหนึ่งเธอเป็นเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวซึ่งเธอร่ำรวยเงินทองเป็นอย่างมากมีข้าทาสบริวารหลายร้อยคนมีเรื่องเล่ากันว่าบ้านของเธอถูกไฟไหม้ทำให้นักดับเพลิงเข้าไปช่วยเหลือและพวกเขาก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นว่าหลังจากมีการดับไฟที่บ้านหลังเก่าได้แล้วพวกเขาพบทาสเป็นจำนวนมากที่ถูกทรมาน

จากเจ้าของบ้านสาวโดยลักษณะของพวกทาสเหล่านั้นบางคนก็ถูกตัดแขน บางคนก็ถูกตัดขา   คนก็ถูกเย็บปากหรือบางคนหน้าตาก็เสียโฉมโดยถ้าทุกคนจะต้องถูกล่ามโซ่เอาไว้ไม่ว่าจะเป็นทาสผู้ชายหรือถ้าผู้หญิงต่างก็ถูกทรมานด้วยกันทั้งสิ้นนับร้อยๆคนแถมบางคนยังถูกขังในกรงหมาและยังมีหลุมฝังศพของข้าที่ถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมากนับไป 100 ศพด้วยกัน

ด้วยว่ากันว่าเธอนั้นคือฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าข้าทาสบริวารของตนเองมาเป็นเวลาหลายปีหลังจากที่นักดับเพลิงเข้าไปพบความจริงดังกล่าวเธอก็ถูกจับกุมตัวแต่หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ถูกปล่อยตัวออกมาเนื่องจากว่าเธอมีญาติเป็นผู้ว่าที่คอยช่วยเหลือเธอให้เธอพ้นผิดในครั้งนี้และสิ่งที่น่ากลัวเมื่อผู้คนผ่านไปผ่านมาที่หมู่บ้านหลัง

ดังกล่าวนั่นก็เพราะว่าพวกเขาจะได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนๆบางครั้งก็ได้ยินเสียงการฟาดแส้ซึ่งหลายคนเชื่อกันว่าเป็นเสียงของวิญญาณที่ถูกหญิงสาวทรมานจนตาย

 

สนับสนุนโดย  bk8

2ข้อห้ามที่ห้ามทำในประเทศอินเดียและประเทศตุรกี

ห้ามรับประทานอาหารหรือส่งของด้วยมือซ้ายใน ประเทศอินเดีย

สำหรับคนที่ชอบใช้มือซ้ายในการหยิบหรือในการส่งของก็อาจจะต้องมีการปรับตัวซักระยะหนึ่งก่อนที่คุณนันจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศอินเดีย เนื่องจากคนที่นี่ถือได้ว่ามือซ้ายนั้นมันเป็นมือที่ไปสัมผัสกับวิ่งที่มันสกปรก อยู่เสมอและไม่สมควรที่จะนำไปใช้ในสิ่งอื่นๆ นอกเหนือไปจากที่จะไปสัมผัมกับสิ่งเหล่านี้โดยเฉพาะ ในสถานที่ทางด้านของศาสนาและการบิณฑบาตรของนักบวชที่ได้มีการห้ามใช้มือซ้ายอย่างเคร่งครัด เพราะจะถือได้ว่าเป็นรางร้ายและก็ไม่เป็นที่ยอมรับของผู้คน

นอกจากนี้ในการที่จะรับประทานอาหารหรือในการที่จะส่งของให้กับคนอินเดียด้วยมือซ้ายมันก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องห้ามและก็ไม่ควรไปกระทำเช่นเดียวกันหากคุณนั้นไม่อยากถูกผู้คนในประเทศอินเดียได้มองคุณด้วยสายตาที่แปลกๆแล้วละก็ควรที่จะใช้มือขวาใช้ในการทำกิจกรรมเหล่านี้ให้มันเป็นนิสัยจะดีมากที่สุดและมันก็จะทำให้ตลอดการเดินทางของคุณนั้นจะมีแต่เรื่องราวดีๆที่ได้เป็นที่น่าจดจำแม้การใช้มือซ้ายจะเป็นซึ่งที่ไม่ควรกระทำในประเทศอินเดียแต่มันก็ไม่ได้มีข้อห้ามสำหรับคนที่ได้มีมือถนัดซ้ายเอาไว้หรอกนะ

ระวังสัญญาณมือที่ใช้ในประเทศตุรกี

สำหรับสัญญาณมือนั้นได้เป็นการสือสารที่ได้มีการนิยมใช้กันอย่างทั่วโลกอย่างเช่นในการที่ทำรูปมือให้เป็นสัญลักษณ์โอเคหรือการยกนิ้วโป้งให้กับฝ่ายตรงข้าม เพื่อแสดงความชื่นชมแต่ สำหรับในบางประเทศในโลกนั้นในการที่ได้ทำรูปแบบของสัญญาณมือที่เราทุกคนนั้นต่างก็ได้มีความคุ้นเคยและได้มีการทำกันอยู่บ่อยๆนั้นก็ถือเป็นการกระทำที่หยาบคายและก็อาจจะถูกคนในประเทศนั้นๆได้มีการแสดงท่าที่มีความรังเกียจเราอีกด้วยตัวอย่างของสัญญาณมือที่ทุกคน

ควรที่จะหลีกเลี่ยงอย่าเช่นสัญญาณมือโอเคที่เรานั้นได้มีการนิยมใช้กันในหลายๆประเทศแต่สำหรับประเทศคนตุรกีนั้นได้หมายความว่าคุณนั้นได้กำลังว่าเขาได้เป็นการรักร่วมเพศหรือถ้าหากว่าคุณนั้นได้ไปเผลอไปกำมือและสอดนิ้วโป้งเอาไว้ระหว่างนิ้งชี้และนิ้วกลางละก็ก็เตรียมตัวถูกคนในประเทศตุรกีมองด้วยสายตาที่มีความอาฆาตได้เลย

ซึ่งด้วยลักษณะที่การกำมือรูปแบบนี้นั้นมันหมายความว่าคุณนั้นได้แสดงความหยาบคายกับพวกเขาอย่างร้ายแรงดังนั้นถ้าคุณนั้นอยากทำให้การท่องเที่ยวของคุณนั้นไปมีความราบลื่นไปตลอดทั้งทริปแล้วละก็คุณนั้นก็อย่าไปหลงทำสัญญาณมือที่ผิดๆเข้าเอาละแล้วจะหาว่าเรานั้นไม่บอก

4สิ่งมหัศจรรย์ของสุสานจิ๋นซี

ถึงแม้จิ๋นซีฮ่องเต้จะปกครองแผ่นดินจีนเพียงแค่ช่วงระยะเวลาแค่ไม่นานเพียงแค่15ปีแต่ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์และราชวงศ์ฉินจะล่มสลายนั่น ท่านก็ได้สร้างเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ให้เกิดกับแผ่นดินจีนมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กำแพงเมืองจีน ที่เป็น1ใน7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกและนอกจากกำแพงเมืองจีนในยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ยังมีการสร้างสุสานจักรพรรดิจิ๋นซี

ซึ่งได้เป็นที่ฝั่งพระศพหลังสิ้นพระชนม์เพื่อเดินทางสู่ปรโลก และ สุสานทหารจิ๋นซีที่มีความน่าทึ่งในหลากหลายในเรื่องราว ซึ่งจะมีเรื่องราวอะไรน่าสนใจบ้างนั้น วันนี้เราจะพาทุกคนมาพบกับเรื่องเด็ดสุสานจิ๋นซี สิ่งมหัศจรรย์หลังความตาย

ชีวิตหลังความตายจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นหนึ่งของความที่เชื่อในเรื่องของความเป็นอมตะและชีวิตหลังความตายดังนั้นนับตั้งแต่ที่พระองค์นั้นได้ขึ้นครองราชด้านหนึ่งได้บังคับเกณฑ์ไพร่พลราวประมาณ500,000คนให้ไปสร้างกำแพงเมืองจีนพวกเป็นการป้องกันการรุกรานจากเผ่าซงหนูส่วนอีกด้านหนึ่งได้ นำเอาแรงงานกว่า700,000คนได้ไปก่อสร้างพระราชวงค์และสุสานของ

จิ๋นซีฮ่องเต้ที่เป็นมากกว่าสุสานฝังพระศพทั่วไปเพราะที่นี่นั้นเป็นสถานที่ที่ได้เตรียมเอาไว้สำหรับการใช้ชีวิตหลังความตายในปรโลก

พระราชวังแห่งปรโลก

สำหรับสุสานจิ๋นซีเป็นการจำลองพระราชวังแห่งปรโลกที่มีการแบ่งเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอกและชั้นในภายในสถานอกจากสถานที่ตั้งพระศพของจิ๋นซีแล้วยังเพียบพร้อมไปด้วยหุ่นปั้นค่าพระราชบริพารนางสนม นางกำนันกองกำลังทหาร รถม้า ม้าศึก สัพพอาวุธตลอดจนทรัพย์สมบัติต่างๆรวมเดินทางหลังความตายไปรับใช้ชีวิตในปรโลกขององค์จิ๋นซีฮ่องเต้

พบเจอโดยบังเอิญ

ในระยะเวลาประมาณบ่านสองโมงกว่าๆวันที่29มีนาคม พุทธศักราช2517 ณ เชิงเขาหลีซานมณฑลส่านซีประเทศจีนย่านจีฟาชาวนาหมู่บ้านซีหยานกำลังขุดดินเพื่อจะทำเป็นบ่อน้ำอย่างเพลินๆจู่ๆเขาก็ได้ขุดไปเจอกับซากดินเก่าโบราณเข้าได้เป็นซากหัวม้าดินศพเก่าแก่ที่ได้มีการสืบรู้ภายหลังว่าได้มีอายุมากกว่า2,000ปี ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของการเปิดกรุสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้

สิ่งมหัศจรรย์อันดับ8ของโลก

 การพบเจอสุสานจิ๋นซีถือได้ว่าเป็นหนึ่งในการค้นพบที่สำคัญของมนุษยชาติอันนำไปสู่การขุดค้นพบทางประวัติศษสตร์ที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดของประเทศจีนและที่ยังยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ที่สุดของโลกในศตวรรษที่20ส่งผลให้สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ได้เป็นสิ่งที่มีความมหัศจรรย์อันดับ8ของโลกนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนยาวมาถึงในปัจจุบันนี้ที่ยังได้มีการอนุลักษณ์เอาไว้อยู่ที่ประเทศจีน

3ข้อหลักที่เกี่ยวข้องกับผู้นำเกาหลีเหนือ

หลายคนก็อาจจะรู้จักกับ คิมจองอิล ที่ได้เป็นผู้นำสูงสุดในประเทศของเกาหลีเหนือที่ทุกคนนั้นต่างก็จะเห็นเขาในสื่อหลายๆด้านและสำหรับในวันนี้เราจะพาคุณมาดูเรื่องจริงคิมจองอึนที่คุณไม่เคยรู้มากก่อน

การพบกัน

หากใครที่ได้รับฟังเรื่องจริงของเกาหลีเหนือไปแล้วก็น่าจะจำกันได้ว่าระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้นั้นมีความขัดแย้งกันมาตั้งแต่ในสมัยของสงครามโลกครั้งที่2 ซึ่งในปี2018ที่ผ่านมาก็ได้เกิดเหตุการภาพในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อผู้นำของทั้งสองชาติได้เดินทางมาพบกันที่เส้นแบ่งเขตแดนซึ่งนอกจากจะมีการจับมือทักทายกันแล้วและก็ยังมีการพูดกันอย่าเล็กน้อย

จากนั้นก็ได้ต่อด้วยการประชุมร่วมกันโดยนายคิมจองอึนนั้นก็ได้เขียนลงไปในสมุดเยี่ยมว่าประวัติศาสตร์ใหม่นั้นก็ได้มีการเริ่มขึ้นแล้วจากจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์และจะเป็นยุคสมัยในสันติภาพโดยที่ในการประชุมในครั้งนี้ได้มีจุดมุ่งหมายทางสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในคาบสมุนของเกาหลีและพัฒนาความสัมพันของทั้งสองประเทศต่อไป

สั่งปรับเวลา

ทราบหรือไม่ว่าในปี2015นั้นทางประเทศของเกาหลีเหนือนั้นได้มีการปรับเวลาให้ถอยหลังไปประมาณ30นาที ซึ่งได้เป็นโซนของเวลาที่เคยได้ใช้ในคราบสมุดของประเทศเกาหลีตั้งแต่ในสมัยในยุคล่าอนานิคมของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในการปรับระยะเวลาในตอนนั้นได้เป็นการสือความหมายว่าจะไม่ยอมรับจากจักรวรรดินิยมของญี่ปุ่นเพอทำให้ไม่ให้ประเทศของตัวเองนั้นได้ใช้โซนในเวลาเดียวกับกับโซนเวลาของประเทศญี่ปุ่นและทางเกาหลีใต้เองก็เคยทำแบบนี้มาก่อนเหมือนกันในช่วงราวๆปี1950

และได้เปลี่ยนกลับให้มาตรงกับประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งในปี1960 จากนั้นในปี2018หลังจากที่ได้มีการประชุมของผู้นำของเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จากนั้นนายคิมจองอึนได้มีการประกาสให้มีการปรับเวลาอีกครั้งโดยสั่งให้ปรับเวลาของเกาหลีเหนือเดินเร็วขึ้นอีก30นาที ซึ่งมันจะทำให้เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้ใช้ในโซนของเวลาเดียวกันแต่นอกจากนี้นายคิมจองอึนนั้นก็ยังได้กล่าวอีกว่านี่มันคือก้าวแรกแห่งความปรองดองและมันจะเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายนั้นจะเดินหน้าสู่ความสัมพันที่ดีขึ้น 

เกิร์ลกรุ๊ป

อย่างที่เรานั้นทราบกันดีว่าเกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลีใต้นั้นเป็นอะไรที่ได้โด่งดังมากๆและทางฝั่งของเกาาหลีเหนือเองก็ได้มีเกิร์ลกรุ๊ปกับเขาเหมือนกันและนั้นก็คือ วงMoranbongที่ถือได้ว่าเป็นวงเกิร์ลกรุ๊ปวงแรกสุดของเกาหลีเหนือก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี2012โดยที่สามชิกในแต่ละคนนั้นจะถูกคัดเลือกจากผู้นำสูงสุดจากนายคิมจองอึนโดยตรงซึ่งก็มีสามชิกอยู่ราวๆประมาณ20คนด้วยกันประมาณครึ่งหนึ่งเป็นผู้เล่นเครื่องดนตรีต่างๆและอีกครึ่งนึงเป็นนักรองและแม้ว่าเกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลีเหนือนั้นจะแตกต่างจากประเทศอื่นอยู่บ้าง

พื้นที่ที่ยังถูกให้เป็นปริศนาอย่างลึกลับมาอย่างยาวนาน

Gangkhar Puensum ประเทศภูฏาน

 Gangkhar Puensumได้เป็นยอดเขาที่มีความสูงมากที่สุดและยังได้เป็นยอดเขาที่ไม่สามารถปีนได้ถึงและยังมีความสูงที่ระดับ7,570เมตรและยังได้มีความสูงลำดับที่40ของโลกทั้งนี้ก็ยังได้เป็นที่ทราบกันดีว่ายอดเขาที่ได้มีความสูงมากที่สุดในโลกอย่างยอดเขาเอเวอเรสต์ก็ยังได้ถูกพิชิตโดยนักปีนเขามาหลายๆต่อหลายคนแล้วแต่ด้านGangkhar Puensumนั้น

ยังคงไม่มีใครที่จะมีใครได้พิชิตได้ แม้จะมีผู้พยายามเกือบจะทำสำเร็จถึง4ครั้งในปีค.ศ.1983.1985.1986และ1994แต่นักสำรวจเหล่านั้นก็ยังไม่สำเร็จเนื่องจากเจออุปสรรค์พายุหิมะอันบ้าคลั่งและสภาวะอื่นๆที่ไม่อาจคาดเดาได้อีกมากมายและจนในที่สุดในปี2004รัฐบาลภูฏานนี้ก็ยังได้ออกมาประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวให้เป็นพื้นที่หวงห้ามด้วยเหตุผลทางด้านของความเชื่อทางจิตวิญาณซึ้งก็ได้ถือว่าเป็นดินแดนที่ศักดิ์สิทธิ์นั่นมันจึงทำให้Gangkhar Puensum ยังคงได้เป็นดินแดนตกสำรวจมาจนถึงในปัจจุบันนี้

Erg Chebbi, Sahara Desert, Morocco…The great piece of Art ...

 ทะเลทรายSahara

และก็ยังได้เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วสำหรับในข้อเท็จจริงว่าทะเลทรายนั้นถือได้ว่าได้เป็นดินแดนที่ตกสำรวจอย่างแท้จริงเนื่องด้วยมาจากสภาพภูมิอากาศที่มันไม่ค่อยเอื้ออํานวยSaharaได้เป็นทะเลทรายที่ได้มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและยังมีพื้นที่มากว้าง200ล้านล้านตรางไมล์ได้ตั้งอยู่ในทวีปเอฟริกาและยังได้มีสภาพอากาศที่เลวร้ายอุณหภูมิได้ขึ้นมายากสุดขีดจากมีอากาศที่ร้อนจัดในช่วงของตอนกลางวันและจะมีสภาพอากาศที่หนาวจัดในช่วงเวลากลางคืออีกทั้งยังมีฝนตกแค่เพียงเล็กน้อย

ในแต่ละปีมีเพียงพืชและสิ่งที่มีชีวิตในบางชนิดเท่านั้นที่สามารถปรับตัวและก็ยังสามารถที่จะเอาชีวิตรอดได้จึงทำให้ทะเลSaharaได้กลายเป็นทะเลทรายที่มีความร้อนมากที่สุดมีความกว้างใหญ่มากที่สุด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หลายคนนั้นต่างก็เชื่อว่าก่อนที่ Sahara จะกลายมาเป็นทะเลทรายที่สุดโหดในปัจจุบัน ในครั้งหนึ่ง

เคยเป็นพื้นที่สีเขียวอุดมสมบูรณ์และได้มีชนเผ่าที่มีอารยธรรมเคยอาศัยอยู่และหลายคนที่อาจฟังดูแล้วมันน่าเหลือเชื่อแต่ก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์ของนาซ่าก็ยังได้ออกมาให้เหตุผลว่าเมื่อประมาณ8,000ถึง10,000ปีที่แล้วบนโลกของเรานั้นได้มีสภาพของภูมิอากาศที่ได้มีความที่แตกต่างไปจากในปัจจุบันไปเป็นอย่างมาก เนื่องจากองศาความเอียงของแกนขั่วโลกเหนือขั่วโลกใต้ในอดีตจะเอียงอยู่ที่24.1ดีกรีไม่เหมือนกับปัจจุบันได้มีความเอียงทำมุม23.5ดีกรีรวมทั้งรูปร่างของวงโครจที่โลกนั้น

ได้หมุนรอบดวงอาทิตย์มันก็จะมีรูปทรงที่จะมองดูแตกต่างกันออกไปและนั่นก็เป็นสาเหตุที่จะทำให้ในครั้งหนึ่งนั้นทะเลSaharaนั้นได้เคยอุดมสมบูรณ์มาก่อนและยังเชื่อว่ายังมีเมืองอารยธรรมโบราณที่ถูกฝั่งให้จมอยู่ใต้ทะเลทรายอันผืนใหญ่ซึ่งมันก็งยังคงเป็นพื้นที่ลึกลับที่ยังไม่มีใครที่จะเข้าไปถึงได้อีกมาก

ตำนานเทพนาจา 

 เทพเจ้านาจาเป็นเทพเจ้าที่มีหน้าที่ปกป้องพิทักษ์ประตูสวรรค์รูปร่างของเทพเจ้านาจานั้นจะมีลักษณะเหมือนเด็กน้อยมีอาวุธเป็นหอกและห่วงทอง และมีพาหนะเป็นกงล้อไฟช่วยให้เดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก  ประวัติของเทพเจ้านาจานั้นว่ากันว่าเป็นชายคนนึงที่ชื่อว่าหลีจิ้ง ทำหน้าที่พิทักษ์ประตูเมือง

ซึ่งเขามีภรรยาอยู่คนนึงกำลังตั้งครรภ์ แต่ครรภ์ของภรรยาของเขาผิดปกติ เพราะอายุครรภ์ 3 ปี 6 เดือนแล้วยังไม่คลอดสักที ซึ่งด้วยอายุครรภ์ที่นานแบบนี้ทำให้หลี่จิ้งเข้าใจว่าเด็กที่อยู่ในท้องของภรรยา คือปีศาจโดยเขาตั้งใจว่าหากเด็กคลอดออกมาเขาจะฆ่าทิ้งเสีย ทางด้านฝ่ายภรรยาของหลี่จิ้งฝันว่า มีนักบวชได้พาเด็กน้อยมามอบให้และหลังจากที่เธอตื่นขึ้นมาเธอก็ให้กำเนิดลูก

แต่เด็กคนนั้นกลับเป็นเพียงแค่ก้อนเนื้อที่สามารถกลิ้งไปกลิ้งมาได้ เมื่อหลี่จิ้งเห็นก้อนเนื้อดังกล่าวก็ต้องเข้าจัดการทันทีด้วยการนำของออกมาผ่าก้อนเนื้อนั้นออกซึ่งหลังจากที่ผ่าก้อนเนื้อออกมาแล้วก็ปรากฏว่ามีเด็กออกมาจากก้อนเนื้อนั้น โดยที่มือขวามีกำไรทองคำและยังใส่เอี๊ยมสีแดง และหลังจากนั้นไม่นาน ไท่อี๋เจินเหลิน

ก็เดินทางมาเยี่ยมเด็กน้อยคนดังกล่าวและได้มีการตั้งชื่อให้ว่านาจา ทำให้หลี่จิ้งได้รู้ว่า ลูกชายของตนเองนั้นไม่ใช่เด็กธรรมดาทั่วไป  และเมื่อตอนที่นาจะมีอายุครบ 7 ปี  นาจาได้มาเล่นน้ำที่ทะเลตงไห่

และด้วยอาวุธวิเศษที่ติดตัวนาจามา ทำให้เวลาที่น้ำทะเลโดนตัวของนาจา เกิดมีเสียงกระทบเสียงดังสะท้านลงไปถึงใต้เมืองบาดาล ซึ่งเป็นที่อยุู่ของพญามังกร  ทหารยามที่เป็นยังของวังพญามังกรจึงขึ้นมาดูและมีความต้องการที่จะอยากได้ของวิเศษของนาจา แต่ก็ถูกนาจาฆ่าตาย พญามังกรทราบเรื่องจึงได้ส่งลูกชายมาปราบนาจา

แต่ก็ถูกนาจาทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ จนพญามังกรต้องขึ้นมาต่อสู้กับนาจาเอง แต่ก็ไม่สามารถสู้กับนาจาได้ ทำให้พญามังกรได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นเดียวกัน ทำให้พญามังกรไปเรียกพี่น้องของตนที่เฝ้าประตูเมืองบาดาลทั้งสี่ทิศให้มาช่วยกันสร้างคลื่นยักษ์เพื่อถล่มเมืองที่พ่อของนาจาเฝ้าอยู่ ทำให้พ่อของนาจาไม่พอใจต่อว่านาจาที่สร้างปัญหามาให้กับชาวเมือง 

ซึ่งนาจากลัวว่าชาวเมืองจะต้องมาเดือดร้อนเพราะตัวเอง จึงฆ่าตัวตายด้วยการเฉียนเอาเนื้อไปให้พ่อ และเอากระดูกกลับคืนไปให้แม่ตามที่พญามังกรต้องการ ด้วยความเสียสละของนาจา ชาวเมืองจึงได้พากันมาสร้างศาลให้กับนาจาแต่พ่อของนาจาก็มาพังศาลทิ้งทำให้วิญญาณของนาจาเร่ร่อนไปทั่วจนไปเจอกับคนที่เคยตั้งชื่อให้กับนาจาตอนที่นาจาเกิด 

ซึ่งไท่อี๋เจินเหลิน สงสารนาจาจึงได้นำส่วนประกอบของบัว ทั้งใบ ราก และดอกมาสร้างเป็นรูปร่างให้กับนาจาและเสกให้นาจากลับมามีชีวิตอีกครั้ง พร้อมทั้งยังยกกงล้อไฟและปืนปลายไฟให้กับนาจาเอาไว้เป็นอาวุธหลังจากนั้นนาจาก็กลับมาแก้แค้พ่อของตัวเอง จนพ่อของตัวเองต้องไปขอความช่วยเหลือของพระพุทธเจ้า

ซึ่งนาจาก็ตามมาเพื่อหวังจะฆ่าพ่อตัวเอง แต่พระพุทธเจ้าทรงห้ามเอาไว้แต่นาจาไม่ฟังพระพุทธเจ้าจึงได้ขังเอาไว้ในเจดีย์ไฟ จนนาจาต้องร้องขอให้ปล่อยและยกเลิกความคิดที่จะฆ่าพ่อของตัวเอง อีกทั้งยังไปช่วยพ่อฆ่ากษัตร์ที่ไม่ดีอีกด้วย จนในที่สุดนาจาก็ได้รับการแต่ตั้งให้เป็น จงขานหยวน ซึ่งมีประวัติในวรรณกรรมจีนสืบต่อมา

 

สนับสนุนโดย  9luck

การหายตัวไปที่ไร่ร่องรอย

ในวันนี้เราจะพาไปชมเรื่องราวของบุคคลที่พวกเขานั้นได้หายตัวไปและได้ใช้ชีวิตอย่างโดดเดียวในพื้นที่ในป่าแห่งใหญ่ได้เป็นเวลานานหลายสิบปีและชีวิตของพวกเขานั้นจะเป็นอย่างไรนั้นเราลองไปชมกันดู

Rochom Pngieng

และสำหรับเรื่องนี้นั้นลองย้อนกลับไปเมื่อวันที่13มกราคม ในปี คศ2007 ก็ได้มีผุ้พบเห็นหญิงสาวคนหนึ่งได้กำลังเดินออกมาจากในป่าลึกในเขตของพื้นที่จังหวัดรันตนคีรีของประเทศกัมพูชา ซึ่งหญิงสาวคนนี้นั้นก็ได้มีท่าทีแปลกๆไม่ว่าจะเป็นในตอนที่เธอนั้นเปลือยกายไม่ใส่เสื้อผ้าและร่างกายก็เต็มไปด้วยรอยของแผลเป็นสีผิวที่ดูค้ำและไม้เกรียมผมยาวลุงรังไปจนถึงขาและสิ่งที่ยาวและแหนมคมที่ไม่เคยตัดและนอกจากนั้นเธอยังมีภาพทางการเดินที่ได้โน้มตัวลงมาข้างหน้าเหมือนกันลิง

และที่สำคัญเธอนั้นไม่สามารถที่จะพูดภาษาของมนุษย์ได้และเรื่องนี้ก็ได้ไปถึงด้านสำนักงานใหญ่ทุกคนต่างก็จะให้ความสำคับต่อเรื่องแบบนี้เป็นอย่างมากและอย่างจะรู้ที่มาที่ไปที่เกี่ยวข้องกับตัวเธอเป็นอย่างมากซึ่งก็ได้มีการเรียกคานและยังได้ตั้งสมยานามว่าหญิงสาวชาวป่าแห่งประเทศกัมพูชาและในภายหลังจากที่ได้มีกับพบหญิงสาวชาวป่าของประเทศกัมพูชาได้ถูกเผยแพร่ออกไปซึ่งก็ได้เป็นตำรวจที่ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ไม่ไกลไปจากหมู่บ้านของเธอก็ได้ออกมาบอกว่าหญิงสาวชาวป่าคนนี้นี่แหละคือลูกสาวของตนเองนี่แหละ

เมื่อในปี คศ.1988 เธอนั้นได้มีชื่อว่าRochom Pngieng โดยชายคนนี้นั้นก็ยังได้บอกอีกว่าRochom Pngieng นั้นได้หายตัวไปในตอนระหว่างที่ตัวเธอนั้นได้ออกไปต้อนฝูงควายที่กินหญ้าอยู่ในป่าใหญ่ในช่วงเวลาขนาดนั้นเธอมีอายุเพียงแค่8และในภายหลังจากนั้นเธอคนนี้ก็ไม่ได้กลับมาอีกเลยซึ่งทุกๆก็ได้ได้ช่วยกันที่จะออกพยายยามที่จะตามหาตัวเธอ

แต่ก็ไม่สามารถที่จะพบร่องรอยของตัวเธอเลยใดๆในทั้งสิ้นจนในที่สุดแล้วก็ต้องเลิกและถอดใจและได้ยกเลิกในการค้นหานั้นเพราะได้เชื่อกันว่าเธอนั้นก้น่าจะถูกเหล่าฝูงสัตว์ป่าได้ถูกจับเอาไปกินแล้วก็ได้และก็ได้เสียชีวิตลงแล้วและหลังจากที่ได้มีการตรวจสอบด้านเอกสารดังกล่าวแล้วก็สามารถที่จะพิสูจน์ได้อีกว่าหญิงสาวคนนี้นั้นเธอก็คือRochom Pngieng ตัวจริงและเธอนั้นก็ได้กลับไปอยู่กับครอบครัวที่ได้พัดพรากอีกครั้งแต่ทว่าทางRochom Pngieng นั้นไม่สามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่ไม่คุ้นเคยนี้ได้

 

สนับสนุนโดย  sagame

ประเพณีของคอนยัค

รัฐบาลอินเดียจะเปลี่ยนแปลงประเพณีของคอนยัคได้หรือไม่

สัญชาตญาณนักล่าที่ได้ถูกสืบทอดต่อๆกันมาในชนเผ่าคอนยัคนั้นทำให้พวกเขามักจะรอคอยจังหวะและหาโอกาสบุกทำร้ายล้างหมู่บ้านอื่นๆโดนที่พวกเขาสามารถที่จะลงมือฆ่าคนได้แทบจะทุกชนเผ่าหรือทุกสิ่งที่อยู่ขวางหน้าไม่เวว้นแม้แต่ชนเผ่าแชงที่ได้เปรียบเสมือนกับว่าเป็นชนเผ่าพี่น้องซึ่งได้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแห่งดินแดนกานาอย่างเช่นเดียวกัน

กับพวกเขาประเพณีอันเรืองชื่อของชนเผ่าคอนยัคคือการออกไรล่าตักศรีษะฝ่ายศัตรูด้วยอาวุธที่เป็นมีดอย่างคมกริบซึ่งได้เป็นอาวุธประจำกายที่น่ากลัวของชนเผ่านี้ประเพณีการออกล่าชนเผ่าหัวมนุษย์ของชนเผ่าคอนยัคได้เป็นที่กล่าวขวัญเป็นอย่างมากจนทำให้ทุกคนต่างก็พากันหวาดกลัวกันไปทั่วแม้แต่ในยุคสมัยของการล่าเมื่องขึ้นที่ประเทศอังกฤษ

ยังคงเป็นมหาอำนาจทางการสงครามซึ่งจนกระทั่งทหารอังกฤษเองก็ยังไม่สามารถที่จะร่วงล้ำเข้าไปในดินแดนของชนเผ่าของคอนยัคได้พวกทหารอังกฤษนั้นจะหลีกเลี่ยงในการรุกล้ำเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้เพราะนอกจจากจะเป็นการเอาชีวิตของทหารเป็นๆไปทิ้งให้เป็นศพไร้หัวจนเต็มพื้นที่แล้วพวกทหารอังกฤษก็ยังไม่เคยที่จะได้อะไรกลับมาจากดินแดนของชาวเผ่าคอนยัคเลย

หรือแม้แต่จะใช้กลยุทธวิธีที่ในครั้งหนึ่งกลยุทธนี้เคยทำให้อังกฤษสามารถที่จะเอาชนะราชวงศ์ชิงของจีนจนได้สำเร็จมาแล้วนั่นก็คือยุยงให้ชนเผ่าพื้นเมืองหันมาปลูกและเสพฝิ่นเพื่อเป็นการทำร้ายความเข้มแข็งของชนเผ่าดั่งเดิมแต่กลยุทธ์นี้ไม่สามารถทำร้ายพฤติกรรมความรุกแรงแข็งก้าวของชนเผ่าคอนยัคได้อยู่ดีแม้แต่กำลังและคามพยายามของทางการอินเดียเองก็ยังไม่สามารถที่จะเปลี่ยนเปลงวัฒนธรรมการฆ่าตัดคอของพวกชนเผ่าเก่าแก่ดั่งเดิมนี้

ได้ซึ่งไม่ว่าทางการจะพยายามที่จะกดดันอย่างใดแต่ผลรับที่ดีที่สุดนั้นก็เป็นการปีปให้ชนเผ่าคอนยัคหลีกเลี่ยงการฆ่าตัดคอเหยื่ออย่างเปิดเผยเหมือนอย่างเช่นแต่ก่อนเป็นมาการรักรอบการสังหารเหยื่ออย่างหลบๆซ้อนๆเท่านั้นในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทางการอินเดียจะคอยสอดส่องกันอย่างเข้มงด

เพื่อไม่ให้มีวัฒนธรรมในการทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเองแต่อย่างไรก็ตามหลายคนนั้นก็ยังเชื่อว่าชาวคอนยัคก็ยังคงยึดมั่นที่จะสืบทอดประเพณีการตัดหัวกันต่อไปอย่างไม่ลดระถึงแม้ว่าจะไม่ได้ทำการตัดคอกันอย่างโจ่งแจ้งเหมือนอย่างเช่นแต่ก่อนก็ตามทีทั้งนี้ก็ได้มีการพบว่ามีการนำเอาซากหัวกระโหลกมนุษย์เอาไปซ้อนเอาไว้ในป่าจนในที่สุดกองกระโหลดเหล่านั้นก็มีการเพิ่มมากขึ้น

ชนเผ่าล่าหัวคนที่หลงเหลือมาจากยุคโบราณ

ชนเผ่าคอนยัคนักล่าหัวมนุษย์แห่งโลกในยุคปัจจุบันหากจะผู้ถึงรัฐนาคาแลนด์หรือนากาแลนด์ซึ่งได้เป็นรัฐหนึ่งของประเทศอินเดียที่ได้มีชนเผ่าแย่ๆได้อาศัยกันอยู่มากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็จะพบว่าได้มีชื่อของชนเผ่าคอรยัครวมอยู่ด้วยหากแต่ว่าชื่อของชนเผ่านี้อาจจะมีอีกหลายคนลบโลกที่ยังไม่เคยได้ยินชื่อหรือรับรู้ถึงการมีตัวตนของชนเผ่าเก่าแก่กลุ่มนี้มาก่อน

แต่สำหรับชาวอินเดียแล้วเมื่อพวกเขาได้ยินชื่อชนเผ่ากลุ่มนี้ขึ้นมาครั้งใดก็จะทำให้หลายคนก็จะต้องรู้สึกหวาดกลัวทุกครั้งไป ซึ่งนั่นมันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากคนทั่วไปที่ได้ยินชื่อของกลุ่มก่อการร้ายลายใหญ่จากในข่าวสารในยุคปัจจุบัน  ชื่อของชนเผ่าคอนยัคนั้นราวกับว่าเป็นชื่อแห่งความตายหรือได้เป็นชื่อที่อันตรายที่ผู้คนไม่ค่อยอยากจะได้ยินนักอีกทั้งชาวบ้านทั่วไปมักจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเองนั้น

จะต้องเฉียดเข้าไปไกล้กับพื้นที่ของชนเผ่ากลุ่มนี้โดยเด็ดขาดเพราะผู้คนในชนเผ่าคอนยัคได้เปรียบเสมือนกับเป็นปีศาจนักรบในคาบมนุษย์ที่ได้มีความเฮียมโหดอำมหิตผสมไปกับความบ้าคลั่งไปกว่าที่ใครจะคาดเดาได้หรือว้าหากผู้ใดที่คิดจะย่างกายเข้าไปเยือนดินแดนนากาแลนด์ต่างก็จะต้องระวังตัวเอวไว้ให้ดีเพราะไม่มีสิ่งใดเลยที่จะรับประกันได้เลยว่าพวกเขาจะได้เดินทางออกมาอย่างปลอดภัยภายในดงป่าแห่งทึบแห่งดงนากาแลนด์ที่นี่ได้เป็นที่ซ้อนตัวของชนเผ่าคอนยัคที่ยังคงสืบทอดประเพณีโบราณของชนเผ่าตนเองมากอย่างต่อเนื่องจวบจนมาถึงยังโลกสมัยใหม่

ซึ่งประเพณีที่ว่านี้ก็คือ ประเพณีการสังวาลย์ชีวิตศัตรูมอบให้แก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยวิธีการตัดศีรษะมนุษย์อย่างอำมหิตอย่างเลือดเย็นไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาแค่ไหนแต่พวกเขาก็ยังคงความเฮียมโหดเอาไว้อย่างที่ได้เคยเป็นมาด้วยการรักษาพิธีกรรมฆ่าตัดหัวอยู่เช่นเดิมและทั้งหมดนี้ก็ได้เป็นการสืบทอดในการเจตนาโรมแห่งวัฒนาธรรมของชนเผ่าตนต่อไปอย่างไม่จบสิ้นถึงแม้ว่าสิ่งที่พวกเขานั้นได้กระทำนั้นจะถูกประกาสจากทางรัฐบาลอินเดียได้ประกาสสั่งห้ามแล้วนับครั้งไม่ถ้วนก็ตาม

และด้วยวัฒนธรรมและด้านพิธีกรรมที่โหดร้ายป่าเถื่อนเช่นนี้จึงได้ทำให้ผู้คนในสมัยในยุคปัจจุบันจำนวนมากจะต้องเกิดความรู้สึกประหลาดใจเพราะไม่น่าเชื่อว่าจะยังมีเรื่องราวอันโหดร้ายสหยองขวัญของคนชนเผ่ายุคโบราณคงเหลือรอดมาถึงในยุคสมัยใหม่เช่นนี้ได้แต่อย่างไรก็ตามพวกชนนเผ่าคอนยัคก็ได้ถูกทางการจำกัดให้อยู่แค่ภายในบริเวณในพื้นที่ของรัฐนากาแลนด์เท่านั้น

ตำนานนางตานี

นางตานีถือเป็นนางไม้เป็นลูกเทวดาชนิดหนึ่งมี วิมานอยู่ที่ต้นกล้วยตานีนางตานีจะมีรูปร่างหน้าตาสวยสดหมดจดงดงาม มีกลิ่นกายหอม ไว้ผมยาวสลวยฝ่ามือฝ่าเท้าแดงอ่อนๆริมฝีปากสวยมีสีเหมือนดั่งตำลึงสุกซึ่งตามความเชื่อกันว่าถ้าหากต้นตานีมีลักษณะเป็นทรงอ้วนนางตานีที่สิงอยู่ในต้นกล้วยตานีก็จะมีรูปร่างท้วม  ถ้าหากต้นกล้วยมีรูปร่างที่สูงโปร่งก็จะมีรูปร่างที่สวยเพรียวซึ่งนางตานีเจ้าห่มสไบสีเขียว    

ดูโจงกระเบนแบบหญิงโบราณและสีของชุดนางตานีก็จะเปลี่ยนไปตามอายุสีของต้นกล้วยด้วย นางตานีมักจะใจดีขอให้โชคให้ลาภ แก่คนที่มาบูชา  หรือให้ลาภกับเจ้าของบ้านที่ต้นกล้วยตานีขึ้นอยู่ หากว่าใครเป็นอะไรขัดใจหรือว่าเป็นการลบหลู่แม่ตานี นางตานีก็จะแสดงความดุร้ายออกมาที่เฮี้ยนมากๆก็อาจจะก่อให้เกิดถึงตายได้แต่ว่ากันว่านางตานีนั้นยังไม่ดุร้ายเท่ากับนางตะเคียนเพราะถ้าหากว่าใครสำนึกผิดแล้วมากราบขอโทษขอร้องขอขมานางตานีก็จะยกโทษให้

ถ้าใครอยากรู้ว่าต้นกล้วยต้นไหนที่มีนางตานีสิงอยู่นั้น ให้ดูที่ต้นกล้วยที่สูงที่สุดที่อยู่ในดงกล้วยตานีนั้น หรือดูที่ความแปลกประหลาดของต้นกล้วยตานี เช่นต้นกล้วยตานีอาจจะออกลูกออกเครือแตกต่างจากต้นกล้วยตานีต้นอื่นอื่นทั่วไป ด้วยเหตุที่พายจะมีเป็นผี จึงมักไม่นิยมกล้วยตานีไว้ใกล้บ้าน และยังมีความเชื่ออีกว่าหากใครที่ต้องการจะตัดใบตองของต้นกล้วยตานีไปใช้ห้ามตัดทั้งหมด แต่ถ้าจะตัดทั้งหมดก็ต้องหักกันใบตองเสียก่อนถึงจะหักตัดเอามาใช้ได้

หรือจะใช้เป็นวิธีการเอามาเฉพาะใบอย่างเดียวแต่เอาก้านไว้ต้นก็ได้แต่ถ้าใครเอาใบตองมาทั้งต้นและก้านหมดเลยทั้งที่ไม่หักก่อนก็จะเกิดเหตุร้าย และจะมีคนภายในบ้านตาย ในไม่ช้า  ซึ่งความเชื่อนี้น่าจะมาจากในสมัยโบราณผู้คนมักจะนิยมใบตองของต้นกล้วยตานีมาลองไว้ในโลงศพเพื่อให้คนตายนอนทับ ในสมัยโบราณหากกล้วยตานีมีการออกหัวปลีก็มักจะมีการทำพิธี พลีพรายนางตานี ซึ่งเครื่องพลีก็จะมี หัวหมู บายศรี อาหารคาว อาหารหวาน ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ข้าวตอกดอกไม้ และธูปเทียน

การเตรียมน้ำหอมเครื่องหอมและแป้งกระแจะจันทร์เป็นต้น ซึ่งในการทำพิธีนั้นเจ้าบ้านจะต้องนำแหวนสร้อยทองไปประดับไว้ที่ปลีกล้วยรวมถึงต้องนำผ้าแพรสีต่างๆอาจจะเอาสีเขียวหรือสีแดงก็ได้ไปผูกไว้ที่ต้นกล้วยตานี เปรียบเหมือนว่าเป็นการแต่งกายให้แม่นางตานี แล้วจึงทำการขอพรนางตานีไปช่วยคุ้มครองคนในบ้านให้อยู่ร่มเย็นและมีความสุข

หรือบางทีก็จะมีการนำพระสงฆ์สวดทำบุญด้วย บางทีหมอที่ทำพิธีเสร็จ แล้ว เราจะนำดอกในกล้วยตานีไปตากแดดให้แห้งแล้วนำมาบดเป็นผง ผสมกับผงดินสอขาวที่ลงยันต์เรียบร้อยแล้ว มาทำให้เกิดเป็นสีผึ้งเมื่อใช้แล้วก็จะเกิดทำให้คนที่ใช้มีเสน่ห์เป็นเมตตามหานิยมพูดอะไรใครก็เชื่อ ถ้าหากว่ามีการทำพิธีเสร็จเรียบร้อยแล้วแล้วกล้วยตานีมีการออกปลีกลางต้นนั่นหมายถึงว่าได้มีนางตานีเกิดขึ้นแล้ว